Tuesday, August 26, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#57

หากเธอทั้งหลายมิอาจบังคับใจเธอให้ดำรงอยู่ในความสุขได้โดยตลอด
แล้วเธอทั้งหลายจะไปบังคับใจของผู้อื่นให้เป็นไปดั่งใจเธอต้องการได้อย่างไร
เพราะโดยธรรมชาติของใจนั้น มันเกิดและดับตามเหตุปัจจัยของมันเอง
ไร้ลักษณะในการเป็นของๆเธอ หรือของๆใครแม้แต่คนเดียว

เมื่อแจ้งในเนื้อหาสัจธรรมได้ดังนี้...
เธอทั้งหลายจึงไม่มีกิจอื่นที่จะหาสาระใดๆจากใจของเธอหรือของคนอื่นอีกเลย
นั่นแหละคือลักษณะของการหลุดพ้นจากอำนาจโมหะที่ซ้อนในใจของเธอ
หมดความเป็นลักษณะที่จะเป็นจิตเป็นใจอีกต่อไป
--------------------------------------------

เวลาคนเราพยายามจะขึ้นไปบนที่สูงเพื่ออะไรสักอย่าง
สุดท้ายแล้วมันก็ต้องกลับลงมาบนพื้นดินเช่นเดิม
เพราะธรรมชาติให้เรามาอย่างนั้น...เป็นหนึ่งเดียวกับโลกกับธรรมชาติ

ก็เหมือนกัน...
เวลาที่เราพยายามต่อสู้ดิ้นรนเพื่อสิ่งที่ดีกว่า
เพื่อสิ่งที่สูงส่งกว่า เพื่อสิ่งที่ประเสริฐกว่า
เรากลับไม่เข้าใจหรือหลงลืมไปว่าสุดท้ายมันก็ต้องกลับลงมายังจุดเดิม
จุดที่ไม่เคยมีอะไรเลย ไม่เป็นอะไรเลย
เพราะเราก็ไม่เคยเป็นอะไรอยู่แล้วมาตั้งแต่ต้น
มาหลงคิดปรุงแต่งกันเอาเองทีหลังทั้งนั้น
เหนื่อยตอนขาขึ้น แล้วก็ต้องมาเหนื่อยตอนขาลงอีก
เพื่อที่จะได้เรียนรู้ว่า สุดท้ายมันก็ไม่ได้อะไรจริง...สูญเปล่า
ก็ไม่ต้องเริ่มและไม่ต้องจบในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด...นั่นแหละจบ
นี่คือสัจธรรมความเป็นจริงที่ธรรมชาติให้มา
และจะไม่ผิดไปจากนี้เลย แม้ว่าเธอทั้งหลายจะหลงหรือไม่หลงก็ตาม

-------------------------------------------------

มิพึงหาสาระจากสิ่งที่ไม่มีสาระ เพราะมันจะทำให้หงุดหงิดรำคาญใจ
มิพึงหาสาระจากสิ่งที่มีสาระ เพราะมันจะทำให้หลงหมกมุ่นจริงจังซ้ำซ้อนลงไปอีก
ทุกอย่างมันโอเคอยู่แล้ว พอดีอยู่แล้ว ไม่ว่าจะมีสาระหรือไม่มีสาระก็ตาม
ใช้ให้เป็นมันก็ไม่ติดจิตติดใจ เมื่อไม่ไปติดก็ไม่ต้องหลงเข้าไปวางอะไีรอีก

--------------------------------------------------

ไม่ต้องจริงจังกับหัวโขนชั่วคราวที่พาให้ไปใช้กรรมในลักษณะต่างๆ
เพราะสุดท้ายมันก็แค่สมมติที่ปิดบังให้ต้องไปใช้กรรมเท่านั้นเอง

--------------------------------------------------

โดยแท้จริงแล้ว...
ไม่มีใครต้องการประชาธิปไตยจริง
ไม่มีใครต้องการรัฐประหารจริง
ไม่มีใครต้องการสังคมนิยมจริง
ไม่มีใครต้องการทุนนิยมจริง
เพราะลึกๆแล้วทุกคนหลงเชื่อว่าสิ่งที่ตนเรียกร้องต้องการนั้น
จะนำมาซึ่งความสุข ความสงบสันติในใจตน
ซึ่งนั่นก็เป็นเพียงความเชื่อของแต่ละคนที่ทำให้ต้องทะเลาะกัน
จนเป็นทุกข์ จนเดือดร้อน จนเบียดเบียน จนเข่นฆ่า
แล้วก็ยังหาความสุขจากสิ่งที่ตนเชื่อ ตนยึดไม่ได้สักที
ไม่ว่าจะมีผู้คนตายไปเพื่ออุดมการณ์แล้วกี่รุ่นก็ตาม

ก็ถ้าสิ่งเหล่านี้มันให้ความสุขได้จริง ความหลุดพ้นได้จริง
ป่านนี้พระพุทธเจ้า หรือองค์มหาบารมีทั้งหลาย
ก็คงจะประทานสิ่งเหล่านี้ให้เป็นคำสอนเพื่อความหลุดพ้นไปแล้ว

1 comment:

  1. สาธุ..ครับ!
    ช่างชัดเจนเหลือเกินครับ กับสัจธรรมที่ท่าน Admin ได้ชี้ให้เห็น แต่คงต้องรอวาระที่อายุรกรรมของท่านที่คิดว่าตนเอง(ปฏิบัติ)ถึงขั้นอริยะแล้ว ทั้งหลายแหล่เหล่านั้น ใกล้หมดเต็มทีแล้วนั่นแหละ จึงค่อยจะเห็นคล้อยตามได้บ้าง ช่วงนี้ก็คงต้องหมั่น ขออโหสิกรรม และหยาดน้ำไปพลางๆก่อน ซึ่งก็ได้แต่เห็นใจและสงสารบรรดาเพื่อนร่วมสังสารวัฏฯทั้งหลาย ที่ยังคงต้อง "งม" หาสิ่งที่ "ไม่มี" ตามท่านบรรดา "พ่อปู แม่ปู" ทั้งหลาย ที่เป็นอยู่ในขณะนี้..เฮ้อ!..อโหสิ!

    ReplyDelete