Friday, August 29, 2014

พันธุกรรม และอัตตลักษณ์ของพลังงาน

วันนี้มาว่าด้วยภาคอจิณไตยผสมไซไฟของเรื่องกรรมกันหน่อยดีกว่า จะได้รู้ว่ากฎแห่งกรรมทำงานยังไงในเชิงควอนตัมฟิสิกส์ แต่ไม่ต้องกลัวนะครับ จะไม่มีศัพท์อะไรยากให้ต้องมานั่งตีความหรอก เล่ากันแบบบ้านๆนี่ล่ะ

เราคงเคยได้ยินคำสวดทำวัตรเช้า-เย็นที่มีอยู่ช่วงหนึ่ง บอกว่า... เรามีกรรมเป็นกำเนิด เรามีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ เราเป็นทายาทแห่งกรรม เรามีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย เรามีกรรมเป็นของๆตน จะทำกรรมดีหรือชั่วก็ตาม เราจะเป็นผู้รับผลของกรรมนั้นๆ ประมาณนี้

แล้วไอ้ "เรา" นี่มาจากไหนในเมื่อทุกอย่างล้วนอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว?

ก็ โมหะอวิชชา นั่นไงครับ ที่เป็นต้นกำเนิดของกรรมทั้งหลายทั้งปวงที่พ่วงพันเราอยู่ทุกวันนี้

สรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรม ทุกอย่างล้วนแล้วแต่ไม่มีความหมายว่าเป็นอะไร แต่ถ้าอธิบายกันในเชิงสมมติแล้ว ทุกอย่างล้วนเป็นเพียงการสั่นสะเทือนของพลังงานทั้งนั้น แต่แก่นสารจริงๆของธาตุธรรมทั้งหลายนั้นไม่มี ทุกอย่างล้วนว่างเปล่าอยู่แล้ว แต่ที่มีตัวตนขึ้นมาก็ เพราะมีการรับรู้ หรือการหลงรู้ไปบนโมหะอวิชชา คือการรับรู้ทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นเพียงการกระทบกันของธาตุธรรม เป็นเพียงการปรุงแต่งเอาจากโมหะทั้งนั้น ภาพมายาทั้งนั้น

ทีนี้ เรามีกฎแห่งกรรมที่ควบคุมทุกอย่างไว้ไม่ให้ระดับพลังงานดั้งเดิม เกินเลยไปกว่าความเป็นธรรมชาติของมัน ใครทำกรรมอะไรไว้ก็ต้องรับกรรมนั้นคืนเท่าเดิม ไม่มีขาดเกิน เป็นกฎอนุรักษ์พลังงานที่ควบคุมไม่ให้มีใครได้ใครเสียจากโลกธาตุสังสารวัฏนี้จริงๆ

แล้วแรงกรรมที่เรากระทำนั้น มันจะกลับมาได้ยังไงในเมื่อมันเป็นเพียงแค่พลังงาน จะเอาพลังงานชนิดอื่นมาชดใช้ได้ไหม

คำตอบก็คือ พันธุกรรม นี่ล่ะครับ พันธุกรรม พันธะ-กรรม หรือ เรียกในเชิงพลังงานว่า Energy Signature (ผมขอเรียกว่าอัตตลักษณ์ของพลังงานก็แล้วกัน) คือ ปกติแล้วพลังงานที่เกิดขึ้นและเป็นไปโดยธรรมชาตินั้น ไม่มีอัตลักษณะจำเพาะ ดังนั้นแรงที่เกิดขึ้นจึงเป็นไปโดยธรรม(หรือธรรมชาติ) เกิดแต่เหตุปัจจัยแล้วก็จบลงเองตรงนั้น ไม่มีการต่อภพต่อชาติไปใช้ข้างหน้าอีก

พันธุกรรม หรือ Energy Signature นี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีเจตนาซ้อนลงไปในธรรมทั้งหลาย เจตนาก็มีที่มาจากโมหะอวิชชา หรือหลงรู้หลงเข้าใจว่าสรรพสิ่งนั้นมีจริง ไม่ว่าจะมีเจตนาในการคิดปรุงแต่ง เจตนาพูด เจตนาทำก็ตาม กรรมเหล่านี้จะทำให้เกิด Signature ลงบนพลังงานธรรมชาติ กลายเป็นการหยิบยืมไปใช้ กลายเป็นรหัสพลังงานเฉพาะตัวที่จะคืนกลับสู่ธรรมเดิมแท้ได้ก็ต่อเมื่อพลังงานที่ถูกปล่อยออกมานั้น ถูกส่งกลับคืนแหล่งกำเนิด เพื่อ Neutralize หรือทำให้เป็นกลางให้หมด คือว่างจากตัวตน ถ้าไม่ใช่แหล่งกำเนิดพลังงาน(กรรม)นั้นจริง พลังงานเหล่านี้ก็จะไม่หายไปไหน ยังคงล่องลอยวนเวียนอยู่ในโลกธาตุ รอวาระที่จะคืนกลับสู่ต้นกำเนิดของกรรมนั้นๆ

ซึ่งเมื่อจิตญาณทั้งหลายอยู่ในรูปของกายทิพย์ กายทิพย์นี้ก็จะประกอบไปด้วยกลุ่มพลังงานที่มีอัตตลักษณ์เฉพาะตนประกอบอยู่ (ขันธ์ทั้งหมด ยกเว้นกายขันธ์) การลงมาเกิดในครรภ์มารดานั้น จะต้องอาศัยเชื้อกรรมที่สัมพันธ์กันและคล้ายคลึงกันด้วยจึงจะลงมาเกิดได้ เพราะต้องอาศัยยีนหรือรหัสพันธุกรรม หรือลักษณะของกรรมทั้งพ่อและแม่มาประกอบ ถ้ากรรมสัมพันธ์มีน้อย แต่สัมพันธ์กับผู้อื่นมากกว่า พ่อแม่อาจจะไม่มีโอกาสได้เลี้ยงเขา ต้องไปอยู่กับคนอื่นแทน ซึ่งเวลาลงมาเกิดในครรภ์มารดานั้น จะลงมาแค่จิตอย่างเดียว แล้วมาใช้พันธุกรรมใหม่ที่ยืมจากพ่อและแม่แทน นี่คือเหตุที่เราจำอะไรในชาติก่อนๆไม่ได้ ยกเว้นแต่จะมีกรรมที่ตอกย้ำในสัญญา การปรุงแต่งมามากจริงๆ พอเติบโตได้สักพัก ลักษณะของการตอกย้ำนั้นจะปรากฏขึ้นมาอย่างรวดเร็ว บางทีก็ผิดวัย เกินวัย อย่างบางคนแค่ 3-4 ขวบก็อ่านหนังสือได้แล้ว หรือบางคนระลึกชาติได้ บางคนก็ชอบไปวัดตั้งแต่เด็กๆ อย่างนี้ทางโลกเรียกว่าอัจฉริยะ แต่ในภาคอจิณไตยเขาเรียกว่ามันเป็นกรรมตอกย้ำมาจากชาติก่อนๆครับ และกรรมตรงนั้นแรงจนส่งผลมาในภพชาติปัจจุบัน ไม่ใช่อัจฉริยะอะไรหรอก

การที่กรรมแต่ละหน่วยจะประกอบกันขึ้นเป็นเราในชาติหนึ่งๆได้นั้น ก็ต้องอาศัยการหยิบยืมเศษกรรมต่างๆจากพ่อแม่ มาประกอบกันเป็นยีนหรือรหัสพันธุกรรม เป็นโครโมโซม กรรมแต่ละหน่วยที่ประกอบกันขึ้นมานั้นก็ไม่มีความเป็นตัวตนอยู่แล้ว(อนัตตาอยู่แล้ว) จึงสามารถหยิบยืมมาจากพ่อแม่ที่มีลักษณะกรรมพื้นฐานคล้ายคลึงและมีความสัมพันธ์ของกรรมกันได้ ในขณะที่วิบากกรรมในส่วนอื่นๆจะถูกร้อยเรียงมาตามวาระเอง โดยการเหนี่ยวนำของพลังงงานที่มี Signature เฉพาะของแต่ละคน เพราะจะไปเคลียร์ที่ไหนไม่ได้ ต้องกลับมาเคลียร์กับต้นกำเนิดกรรมเท่านั้น

เหตุนี้เอง กรรมและวิบากกรรมจึงมีแรงดึงดูดอยู่ เรียกว่าอยู่ในคลื่นเดียวกัน เหมือนแม่กุญแจกับลูกกุญแจ ที่มีลักษณะเฉพาะของมันเอง หนียังไงก็ไม่พ้น แต่ก็มีพวกวิชามารเอาเรื่องแรงดึงดูดไปใช้ในการดึงดูดสิ่งดีๆเข้ามาในชีวิต ซึ่งเขาไม่ได้บอกนิว่าดึงดูดมาได้นะครับ แต่ก็ต้องเป็นหนี้กรรมในที่สุด ต้องรอให้หลงระเริงดูดเงินดูดทองไปก่อน พอถึงคิวต้องชดใช้วิบากแล้วค่อยน้อมเข้ามาฟังสัจธรรมก็ได้ สังสารวัฏยังอีกยาวนาน (ฮา)

และไม่ใช่แค่รหัสพันธุกรรมนะครับที่เป็นตัวกำหนดกรรมของเราในแต่ละชาติที่เกิดมาเป็นมนุษย์หรือเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่ส่วนประกอบและสสารอื่นๆที่อยู่รอบๆยีนหรือโครโมโซมก็ เป็นตัวกำหนดลักษณะกรรมด้วยเช่นกัน เพียงแต่เป็นการกำหนดลักษณะของกรรมภายนอก เรียกง่ายๆว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่กรรมเลยแม้แต่นิดเดียว กรรมทั้งนั้น และตัวเราใจเราก็เป็นเสาส่งสัญญาณเรียกให้วิบากวิ่งเข้ามาชดใช้จนกว่าจะหมดนั่นเอง ทีนี้หนาวกันหรือยัง ฮา

Energy Signature ของแต่ละดวงจิตนั้นจะแตกต่างกันไปตามพื้นฐานของกรรมที่เคยทำมา ไม่มีใครเหมือนกับใครเลย รับแทนกันก็ไม่ได้ ถ้าเราเลี้ยงดูเด็กแบบไม่ไปบังคับหรือปรับเปลี่ยนเขาเยอะ เลี้ยงไปแบบผ่อนคลาย เขาก็จะคลี่คลายกรรมเบื้องหลังได้มากและเร็ว แต่ในกระแสสังคมที่ความคาดหวังของผู้คนต่อสิ่งต่างๆมากมายขนาดนี้ ก็กลับกลายเป็นวิบากที่เด็กๆต้องรับจกรรมเก่าไม่สามารถคลี่คลายได้ กรรมใหม่ดันถาโถมมาอีก จนกลายเป็นกรรมต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าเรื่อย ด้วยความปรารถนาดีของพ่อแม่แท้ๆ

ก็ไม่ต้องพยายามจะสร้างอัตตลักษณ์ใหม่ๆให้เด็กอีก เพราะนอกจากจะเป็นกรรมซ้อนแล้ว ไอ้ที่คิดว่าดีๆเนี่ย มันเป็นของโหลทั้งนั้น ก็ถามตัวเองซิว่าของโหลเนี่ยมันดีไหม เห็นคนอื่นทำแล้วดีก็เอามาใช้เหมือนๆกันนี่ดีไหม

ด้วยความที่พลังงานกรรมทุกชนิดมันมี Signature ของมันนี่เอง วิบากกรรมต่างๆที่เราได้รับจากคนอื่นๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราเคยทำมาทั้งนั้น เราส่งพลังงานนี้ออกไป(ทำกรรมออกไป) วันหนึ่งมันก็กลับมาหาเรา เราจะไปโทษใครได้ จะโทษใครก็ไม่ได้เพราะคนอื่นๆก็อนัตตาเหมือนกัน ไม่มีตัวตนเหมือนกัน เป็นเพียงแค่การหลงเห็นว่าเป็นตัวตนเท่านั้นเอง จะไปโกรธเขาก็ไม่ได้ คนอื่นเขาเป็นแค่คลื่นพาหะที่นำวิบากมาคืนให้เท่านั้นเอง ทุกอย่างในสังสารวัฏ ล้วนเป็นการถ่ายเทพลังงานเพื่อปรับสู่สมดุลเดิมของธาตุธรรมเท่านั้น ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ แม้แต่ความเป็นชีวิตก็ยังไม่ใช่ของจริงเลย ที่เห็นว่าจริงก็เพราะมันจริงตามสมมติเท่านั้น

ดังนั้นคนที่เข้าใจความจริงนี้อย่างถ่องแท้ ใจมันก็จะไม่ดิ้นรนอะไร ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้กับทุกสภาพของใจ ปล่อยให้มันเป็นไปตามท่วงทำนองของพลังงานกรรมที่มันคลายคืนของมันเอง เมื่อไม่เข้าไปยุ่มย่ามกับพลังงานกรรมและวิบากกรรมที่ถ่ายเทและแปรเปลี่ยนของมันเอง กรรมใหม่ๆก็ไม่เกิด กรรมเก่าๆก็จะทุเลาเบาบางลง พลังงานกรรมที่กดทับกดดันธาตุขันธ์กายใจอยู่ก็จะเบาบางลง ส่งผลให้เกิดความโปร่งโล่งเบาในกายในใจ เพราะแทนที่จะใช้พลังงานกรรมในการขับเคลื่อนขันธ์เหมือนปุถุชนทั่วไป ก็จะกลายเป็นการดำรงอยู่ด้วยพลังงานธรรมชาติแทน ซึ่งพลังงานบริสุทธิ์จากธรรมชาตินี้เองที่ไม่ก่อให้เกิดกรรมใหม่ และไม่มีลักษณะกดดันบีบคั้น อึดอัดขัดเคือง เหมือนกับพลังงานกรรมที่เราก่อขึ้นด้วยตนเอง ความแตกต่างของปุถุชนที่อยู่โดยกรรม กับ อริยะที่อยู่โดยธรรมมันก็เป็นเช่นนี้เอง

และแม้จะตายกลายเป็นวิญญาณไร้กายขันธ์ไปแล้วก็ตาม กายทิพย์ที่ออกจากร่างก็จะยังคงมี Energy Signature เหมือนเดิม จะไปอยู่ภพภูมิไหนก็มี Energy Signature เหมือนเดิม เพียงแต่คุณภาพของพลังงาน(กรรม)จะเปลี่ยนไปตามภพภูมินั้นๆ ถ้าพลังงานคุณภาพดีหน่อยก็ไม่ค่อยทุกข์มาก เวทนาเบาบางลงหน่อย(ไม่ใช่ไม่ทุกข์นะ เรียกว่าทุกข์น้อยจะดีกว่า แต่ก็ทุกข์อยู่เรื่อยๆ) อย่างเช่นพวกพรหม หรือเทวดา ถ้าพลังงานกรรมนั้นคุณภาพไม่ดีก็จะทั้งทุกข์และทุรนทุรายมาก อย่างพวกที่อยู่ในอบายภูมินั่นแหละ ถึงตรงนี้หลายท่านอาจจะหันซ้ายหันขวาพิจารณาตามสภาพที่ตนแล้ว ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมกูถึงทรมานอย่างนี้ อ๋อนี่กูอยู่ในอบายภูมินี่หว่า(ฮา)

ส่วนการปฏิบัติธรรมนั้น ทุกคนก็จะปฏิบัติอยู่บน Energy Signature ของตัวเอง คือตามจริตนิสัย ก็ปฏิบัติตามจริตนิสัยนี่ไม่เรียกว่าธรรมนะครับ กรรมทั้งนั้น กรรมกิเลสด้วย เรียกว่าเอากิเลสไปปฏิบัติธรรม ไม่เชื่อถามตัวเองสิว่าอยากได้อะไรจากการปฏิบัติ ก็อยากได้นิพพานไม่ใช่เหรอ "อยาก"เนี่ยไม่นิพพานหรอก เพราะอยากมันคือตัณหาทั้งนั้น

เหตุนี้เองหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงให้ "จบตัวปฏิบัติ" คือ ให้จบทุกอย่างที่จะไปบังคับจิต บังคับใจ บังคับสติ สิ่งเหล่านี้คือโมหะในการปฏิบัติทั้งนั้น แม้กระทั่งการติดเนื้อต้องใจความโปร่งโล่งเบาแล้วพยายามจะไร้จะว่าง ให้มันโปร่งโล่งเบายิ่งๆขึ้นไปก็ยังเป็นโมหะปฏิบัติเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างกับการไป "ปฏิบัติเอา" เลย

ดังนั้น ผู้ที่จะหลุดพ้นได้จริง จึงต้องยอมอย่างเดียว ยอมที่ใจ ไม่คาดหวังกับอะไร ไม่ตั้งเอากับอะไร เมื่อไม่เอาแล้ว มันก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการของ Energy Signature ทันที คือกลายเป็นธาตุธรรมบริสุทธิ์ที่รองรับการถ่ายเทพลังงานกรรมทั้งหลายไปแบบ "ของมันเอง" หมดโมหะในการที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว ตั้งเอากับธาตุขันธ์ ธาตุธรรมใดๆอีก สักแต่ว่ารับกรรมไป ไม่มี "เรา" หรือ โมหะหลงว่าเป็นเรา เข้าไปยุ่งไปเปลี่ยนไปบังคับอะไรเพิ่มให้เป็นกรรมใหม่ขึ้นมาอีก

No comments:

Post a Comment