Tuesday, August 19, 2014

ไม่คาบรรลุ (เลิกหลงไร้)

ในบทความ "เลิกคอยไร้" ใน วิญญาณหลงทาง 2 นั้น ได้พูดถึงกลุ่มคนขี้แกรงใจกันไปแล้ว คือไม่กล้าที่จะเด็ดขาดกับตัวเอง ยังหลงปล่อยให้เชื้อมันคามันคอย เลี้ยงต้อยเสียดาย พยายามจะแก้สภาวะทั้งหลายไปเรื่อย ก็เลยจบไม่เป็นเสียที รอบนี้มาว่ากันถึงอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นอีกฝั่งที่สุดโต่ง คือ คิดว่าตัวเองบรรลุแล้ว(โว้ย) พอนึกว่าบรรลุแล้วทีนี้คาบรรลุเลย ฮา

สภาวะทั้งหลายที่รับรู้ สัมผัสหลังจากนิโรธแล้ว จริงๆมันไม่ใช่อะไร ไม่มีความเป็นอะไร ดังนั้นก็ไม่ต้องไปคอยประคอง คอยรักษามันให้เป็นเหมือนเดิม เพราะสภาวะทั้งหลายนั้นมันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของมันอยู่อย่างนั้น ไม่ได้มีความหมายมั่นว่านี่คือนิพพาน นี่คือสภาวะที่รับรองว่านิพพานแล้ว ไม่ใช่ว่าพอรู้สึกโล่งโปร่งเบาแล้วก็เลยคอยยึดมัน เอาเป็นจุดคอยเช็คว่ายังโอเคอยู่หรือไม่ พอรู้สึกว่าโปร่งโล่งก็เบาใจ พอไม่เบาก็กลุ้มใจ แบบนั้นยังเลือกสภาวะอยู่ ยังไม่ไร้ในท่ามกลางที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วจริงๆ ยังไปคอยลุ่มๆดอนๆกับสภาวะทั้งหลายอยู่ ทั้งๆที่นิพพานนั้นไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้ว

ซึ่งไอ้การคาบรรลุมันเกิดตรงนี้ล่ะครับ เกิดจากการที่ไปยึดเอาความโล่งโปร่งเบา ความเรียบไร้เอาไว้เป็นสรณะ คิดว่าไร้แล้วอริยะ ไม่ไร้แล้วไม่ใช่อริยะแล้ว ตกใจ เสียดาย ไพล่ไปจนถึงกล่าวหาว่าหลวงพ่อฯท่านหลอกเอา หารู้ไม่ว่าอริยะ อรหันต์จริงๆท่านไม่สนหรอกว่าจะไร้ไม่ไร้ มันเป็นของมันอย่างนั้นเอง ไร้ก็ชั่วคราว ไม่ไร้ก็ชั่วคราว อะไรๆก็ชั่วคราว ไม่เอ๊ะกับความเป็นมายาอะไร เมื่อตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมได้จริง มันจะไม่สนใจเลยว่าจะแบบไหนยังไง มันก็จะผ่านไปของมันเองโดยไม่มีความหมายอยู่แล้ว นี่แหละที่ไร้จริงๆ ไม่ใช่ไปคาไร้ คาบรรลุ คอยรักษาสภาวะต่างๆให้มันเป็นไปแบบโปร่งโล่งเบาอยู่อย่างนั้น

ไม่มีผู้บรรลุธรรมที่ไหนไปพยายามรักษาธรรมหรอก ธรรมก็โดยธรรมของมันเอง ไม่ต้องรักษา ท่านก็ปล่อยไปแบบไม่มีตัวตนซ้อนเลยในทุกสภาพการณ์ ไม่ว่ากายไม่ว่าจิต แถมไม่เอ๊ะอ๊ะด้วยว่าจบไม่จบ บรรลุหรือไม่บรรลุ อรหันต์หรือไม่อรหันต์ ไม่ต้องคอยเก็กอรหันต์ให้ใครรู้ว่าบรรลุแล้ว เรียกว่าไร้กำหนดจริงๆ ท่านจะไม่สร้างอุปาทานให้ผู้คน สามารถกลมกลืนพริ้วไปกับทุกสภาวะ แต่ที่ไร้กำหนดนี่ไม่ใช่ว่ากำหนดไม่ได้นะ ก็กำหนดได้อยู่ตามเหตุปัจจัย คือมันไม่อะไรอยู่แล้วกับทุกอย่าง กำหนดก็ชั่วคราว เรียกว่าไม่ติดไม่หลุดกับสภาวะใดไม่ว่าจะคลายหรือไม่คลาย มันก็ของมันเองอยู่แล้ว ไม่ยึดแม้กระทั่งความไม่ยึดติด เพราะความไม่ยึดติดก็อนิจจังเหมือนกัน

ฉะนั้นก็ไม่ต้องไปสาละวนที่จะทำอะไรแบบไหนให้มันผ่อนให้มันคลายอีก มันก็จะผ่อนคลายของมันเองอยู่แล้ว ซึ่งนิพพานนั้นไม่เกี่ยวกับสภาวะใดๆเลย แต่รองรับสังสารวัฏไว้ตลอด และแม้จะมีโมหะเกิดขึ้น ก็ต้องปล่อย มันเกิดเอง มันก็ดับของมันเอง ไม่ต้องไปหลงโมหะซ้อนคอยดับมันอีก เพราะมันจะเป็นโมหะใหม่เกิดต่อไปอีกเรื่อยๆไม่รู้จบ เมื่อไม่มีโมหะซ้อนในสภาวะไหน  ในปรากฎการณ์ใด มันก็จะเป็นธาตุธรรมบริสุทธิ์ไปเองตามธรรมชาติดั้งเดิมแท้

การบรรลุธรรมอะไรทั้งหลายจึงยึดถือเอาเป็นสรณะ หรือเอามาสอนให้มุ่งสู่นิพพานไม่ได้เลย เพราะมันจะเข้าสู่เนื้อหาของโมหะอุปาทานทันที อุปาทานว่ามีนิพพาน อุปาทานว่าเป็นพระอรหันต์ ทั้งๆที่พระอรหันต์นั้นไม่มีความเป็นอะไรเลย ที่พอจะทำได้ก็มีแค่ถ่ายทอดสัจธรรมเพื่อล้างโมหะอวิชชาที่ครอบงำอยู่ ให้คลายออกเรื่อยๆ พอคลายจนหมดแล้วมันก็ไม่มีอะไร นั่นแหละคือเนื้อหาบรรลุที่มันไม่ใช่อะไร แล้วก็ไม่มีอะไรที่สูงส่งหรือยากเย็นเลยแม้แต่นิดเดียว ไอ้ที่ยากก็เพราะพยายามจะเข้าไปทำเอาทั้งนั้น ซึ่งการทำเอานั้นมันมีตั้งแต่แบบหยาบๆไปจนถึงการทำเอาปฏิบัติเอาแบบละเอียดเลยทีเดียว และพอทำให้มันยากแล้ว ก็ดันเอาอารมณ์ที่ไปยากกับนิพพานไปสอนคนอื่นยากต่อไปอีก

พระอรหันต์จริงๆเขาไม่มานั่งเก็กหลงเจริญ ศีล สมาธิ ปัญญาอะไรหรอกนะ เพราะมันไม่มีอะไรที่จะไปบรรลุอะไร

ศีล สมาธิ ปัญญามันก็แค่สมมติธรรมที่เป็นเครื่องอาศัยใช้งานชั่วคราว ไม่ได้เป็นเหตุและปัจจัยทำให้ใครบรรลุอะไร  เพราะเหตุปัจจัยนั้นมีแค่ในความเป็นสังสารวัฏ มันเป็นไปของมันเอง ดังนั้นก็ไม่ต้องไปแบกไปสร้างสิ่งเหล่านี้ให้เป็นกรรมเป็นภาระอีก

เมื่อแจ้งตรงนี้ มันก็ไม่ต้องห่วงว่าจะบรรลุหรือไม่บรรลุอะไรอีก เพราะมันไม่มีอะไรให้บรรลุ ว่างอยู่แล้วจะมีอะไรให้ถึงอีก ไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำกับสรรพสิ่งที่มันไม่มีตัวตนอีก การจบหรือการบรรลุก็มายาเช่นกัน นั่นแหละคือสัจธรรม มันไม่มีอะไรจริงสักอย่าง มันเป็นเพียงสมมติทั้งหมด ก็ถ้ายังมีอะไรให้ถึงให้บรรลุ เดี๋ยวมันก็จะไปคาอยู่ตรงบรรลุอีก แต่ไอ้ที่คาได้เนี่ยไม่ใช่การบรรลุ แต่คาโมหะตัวเองอยู่นั่นแหละ หลงนึกเอาว่าบรรลุหรือไม่บรรลุอะไร ของจริงคือมันบรรลุอยู่แล้ว จบอยู่แล้ว วางอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้ว โดยตัวมันเอง โดยตัวของสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรมเอง ไม่ใช่มีเราเข้าไปว่าง ไปวาง ไปบรรลุอะไรอีก ไม่อย่างนั้นเวลาที่สภาวะเปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัยมันก็จะเอ๊ะอ๊ะอีก

อีกอย่างหนึ่งคือการบรรลุธรรมไม่ได้เป็นอะไรที่น่าภูมิใจหรือน่ายึดถือเลยแม้แต่น้อย เหตุก็เพราะมันไม่มีอะไรนั่นเอง ถ้ามีอุปาทานกับการบรรลุธรรมขึ้นมาสักหน่อยหนึ่ง ก็จะเป็นทิฏฐิมานะขึ้นมากับสิ่งนั้นทันที สิ่งนี้มันเอาไปคุยอวดใครเขาไม่ได้น่ะ ก็มันไม่มีอะไรเป็นของเราแม้กระทั่งการบรรลุ จะเอาอะไรไปคุยโม้ได้เล่า คุยไปก็หาว่าบ้า หรือไม่ก็สร้างอุปาทานให้ผู้คนอีก ฉะนั้นพวกที่นึกว่าบรรลุแล้วเป็นนั่นเป็นนี่ก็ระวังไว้เถอะ อุปาทานทั้งนั้น โดนโมหะมันหลอกเอา

ดังนั้นก็ไม่ต้องไปคอยที่จะบรรลุอะไร เมื่อไหร่ อย่างไรอีก แล้วก็ไม่ต้องไปคาบรรลุ หลงคิดว่ามันจะยั่งยืน เพราะไม่ว่าจะคา จะคอย จะไร้ จะบรรลุ จะสว่าง จะใส ก็ยึดไม่ได้ไปเสียหมดทุกอย่าง อนิจจังของมันเองทั้งนั้น เมื่อเข้าใจความเป็นจริงแบบทะลุทะลวงได้เช่นนี้แล้ว มันก็ไม่มีอะไรต้องห่วงแล้ว ไม่ต้องห่วงกระทั่งว่าบรรลุหรือไม่บรรลุด้วยซ้ำไป

No comments:

Post a Comment