Thursday, August 14, 2014

การขอขมากรรมและเหตุในภาคอจิณไตย

ผมเคยเขียนเรื่องเกี่ยวกับการขอขมากรรมไปครั้งนึงแล้วในแบบธรรมดาๆ แต่วันนี้จะมาเล่าถึงสาเหตุในภาคอจิณไตยเสียหน่อย จะได้เข้าใจในอีกมุมหนึ่งที่คนทั่วไปไม่สามารถจะเข้าใจได้

ตามที่เคยเล่าแล้วว่า การขอขมากรรมนั้นจะช่วยคลี่คลายกรรมที่ปิดบังสัจธรรม หรือวิบากกรรมที่กำลังให้ผล หรือกรรมเบื้องหลังที่ขับดันธาตุขันธ์อยู่ให้บรรเทาเบาคลายลง อันนี้ถือเป็นเครื่องมือในการโปรดสัตว์ที่จะช่วยคลี่คลายวิบากกรรม ช่วยสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้ง่ายขึ้น

แต่การขอขมากรรมนั้นจะส่งผลกับภาคทิพย์ อจิณไตยในการปรับเปลี่ยภพภูมิต่างๆด้วยโดยที่เราไม่รู้ตัว ซึ่งมันเกิดขึ้นในมิติทิพย์ที่เรามองไม่เห็น

เกริ่นก่อนว่า ทุกวันนี้ ระบบภพภูมิทั้งหลายเกิดความปั่นป่วน จากการที่ภพภูมิมนุษย์ถูกซ้อนเหลื่อมจากภพภูมิอื่นมากเกินไป ทำให้ภูมิมนุษย์นั้นประกอบไปด้วยมนุษย์ที่มีจิตเป็นสัตว์ในภูมิอื่นๆมากมาย แถมพวกที่ตายลงก็ดันไม่ไปเกิดในภพภูมิปกติ กลายเป็นสัมภเวสีตกค้างอยู่ตามสถานที่ต่างๆสร้างความปั่นป่วนทางพลังงานขึ้นโดยที่เรามองไม่เห็น แต่ก็สัมผัสได้ในบางสถานที่ๆมีเวทนาของสัมภเวสีเหล่านี้รุนแรง

ผมเคยบอกเอาไว้เมื่อ 3 ปีก่อนแล้วว่า อบายภูมิได้ขึ้นมาทับซ้อนในภพภูมิมนุษย์แล้ว นรกแตกขึ้นมาอยู่บนโลกแล้ว ซึ่งผลของมันทำให้คนสมัยนี้ถูกแทรกได้ง่าย ก่อให้เกิดปัญหาอาชญกรรมมากขึ้น อุบัติเหตุต่างๆมากขึ้น ปัญหาสังคมในทุกๆด้านพิสดารซับซ้อนมากขึ้น คนก็เป็นโรคจิตมากขึ้น ฯลฯ น่าอยู่มากกกกก ฮา

ที่เราเห็นเป็นมนุษย์เดินไปเดินมา คุยกับเรา ทักทายเราทุกวันนี้ ส่วนใหญ่จิตไม่ใช่มนุษย์นะครับ แต่เป็นจิตของอสุรกาย คือมีความยึดติดมากจนกลายเป็นหมกมุ่นมัวเมา ตอกย้ำซ้ำๆ ติดคาอยู่แต่ในทิฏฐิตน ความเชื่อถือยึดติดแห่งตน ถ้าตายลงก็จะเกิดเป็นสัมภเวสีอยู่ในพื้นที่นั้นๆไม่มีกำลังที่จะไปเกิดในภพภูมิปกติ ต้องอยู่ใช้กรรมจนกว่าจะหมดแล้วถึงไปเกิดในภพภูมิปกติได้ คือถ้ายึดสิ่งของวัตถุ ก็จะไปสิงในวัตถุนั้น ถ้ายึดสถานที่ก็จะไปสิงสู่อยู่ตามสถานที่ต่างๆ ตนในมีฤทธิ์ บางทีก็ตั้งตัวเป็นเจ้าพ่อเจ้าแม่ขึ้นมาก็มี(ตั้งตัวเป็นใหญ่ตั้งแต่ตอนเป็นมนุษย์ก็มาก) บ้างก็เกิดโลภะครอบงำ จิตกลายเป็นเปรต ก็จะส่งผลให้กายทิพย์ภายในปรับเปลี่ยนไปตามภพภูมิของจิตนั้นด้วย

นอกจากจิตแล้ว สิ่งแวดล้อมภายนอกเชิงกายภาพก็เหมาะสมกับการเป็นอบายภูมิมาก ไม่ว่าจะเป็นร้านเน็ต ร้านเกม ฯลฯ พูดมากไปเดี๋ยวคนเกลียด เว้นไปในฐานที่เข้าใจก็แล้วกัน ฮา

สรุปคือตอนนี้ภพภูมิมนุษย์ ก็กลายเป็นศูนย์รวมอบายภูมิครบวงจรไปแล้ว นอกจากอบายภูมิแล้ว เรายังมีพวกเทวดา พวกพรหม ในชั้นต่างๆมากมาย อย่างคนที่รวยล้นฟ้า เสวยสุขกันแบบเต็มเหนี่ยว เหล่านี้ก็มาจากภพภูมิเทวดาที่ยังหลงในกามคุณอยู่ แต่ถ้าเหลิงมากๆ เดี๋ยวสักพักจิตก็จะตกลงสู่อบายภูมิเช่นกัน หรืออย่างคนที่มีจิตเป็นพรหม ก็คือพวกที่ปฏิบัติธรรม ปฏิบัติจิตนั่นแหละ ไม่นิพพานนะครับ เป็นพรหม ซึ่งถ้าหมกมุ่นมัวเมาในธรรมมากๆ ก็ตกลงสู่อบายภูมิได้เหมือนกัน ในส่วนที่ต้องใช้ชีวิตใช้วิบากบีบคั้นมากๆ จิตก็จะลงสู่ภูมิเดรัจฉาน ให้ต้องเกิดการดิ้นรนกระเสือกกระสน แต่ถ้าคับแค้นใจมากๆ จนมีโทสะเป็นเจ้าเรือนไปไหนก็โมโหโกรธาเขาไปทั่ว พวกนี้ก็จะตกสู่ภูมิของสัตว์นรกทันที แหม่ ดีๆทั้งนั้น ฮา

ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้ตอนนี้ ภพภูมิมนุษย์นั้นมีมนุษย์แท้ๆ อยู่น้อยจริงๆ และพอภพภูมิต่างๆลงหม้อมาจับฉ่ายกันในเมืองมนุษย์เช่นนี้ สิ่งที่ตามมาก็คือความขัดแย้ง ความเหลื่อมล้ำ การต่อสู้ สงคราม การเข่นฆ่า ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดกรรมในการเบียดเบียนกันไปมาอีกมากมาย เพียงเพราะความหลงตั้งเอาในสรรพสิ่งทั้งหลายที่หยาบมากๆ และมีแนวโน้มว่าอบายภูมิในใจของมนุษย์จะขยายวงกว้างออกไปกลืนภพภูมิอื่นจนหมด ทำให้ไม่สามารถรองรับสัจธรรมได้อีกต่อไป เพราะการที่ต้องอยู่อย่างบีบคั้นในอบายภูมินั้น ทำให้เกิดเวทนาจัดจ้านไม่สามารถเปิดใจฟังสัจธรรมได้

คือสัตว์ในอบายภูมิที่อยู่ในอบายภูมิจริงๆนั้น พวกนี้โปรดง่ายเพราะเวทนามันชัดมาก ดิ้นรนไปไหนไม่ได้ เพราะถูกบีบบังคับให้ต้องใช้วิบากกรรมอย่างเต็มที่ จึงรับรู้ถึงผลกรรมที่เคยกระทำมาเต็มๆและสำนึกผิดแล้ว แต่อบายภูมิในคราบมนุษย์นี่คนละเรื่อง เพราะยังมีกายขันธ์ที่ใช้ในการดิ้นรนออกจากเวทนาได้ระดับหนึ่ง ยังไม่ได้รับเวทนาเต็มที่เหมือนสัตว์ในอบายภูมิจริงๆ ก็เลยมีอัตตา มีมานะเยอะอยู่ คุยไม่รู้เรื่อง ปิดกั้นปิดบังสัจธรรมหมด บางทีเจอผู้โปรดสัตว์ ก็จะเอาแต่หาเรื่อง(คือเรื่องของมัน) อันนี้คือเหตุให้เกิดความวุ่นวายอย่างที่เห็นกันไปทั่วนั่นแหละ

การปรับเปลี่ยนจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายให้เป็นไปตามธรรมชาติเดิมตามภพภูมิที่สมควร เพื่อที่จะรองรับเนื้อหาสัจธรรมได้ จึงเกิดขึ้น เป็นที่มาของการขอขมากรรมในที่สุด

เพราะในสถานการณ์แบบนี้ จะปล่อยให้กรรมวิบากคลี่คลายตัวเองก็คงจะยากและใช้เวลานานเกินไป กรรมจะล้นสังสารวัฏ ไม่ทันกับการรองรับบารมีของพระศรีอารยเมตไตรและยุคของพระองค์ท่านในกาลข้างหน้านี้ ซึ่งจะเป็นเหตุให้สรรพสัตว์ในภัทรกัปป์นี้ตกค้างในสังสารวัฏยาวนานจนต้องไปรอพระพุทธเจ้าในกัปป์ต่อๆไปมาโปรด ท่านทั้งหลายที่เลยกัปป์นี้ไปก็จะได้เกิดเป็นไดโนเสาร์เดินเล่นบนโลกอีกหลายล้านปี ฮา

ถ้าใครจะสังเกตเห็นว่าเวลาที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะไปโปรดที่ไหน แล้วให้เน้นเรื่องขอขมากรรม ไม่พูดอะไรมากนอกจากการขอขมากรรมก็เพราะเหตุที่มีจิตตกสู่อบายภูมิเยอะนั่นเอง เพียงแต่เป็นไปด้วยความเบาบาง ยังน้อมมาบ้าง แต่ก็ยังฟังสัจธรรมไม่รู้เรื่อง คือต้องให้ขอขมากรรมเพื่อคลี่คลายกรรมที่ปิดบังเสียก่อน แล้วจึงจะสามารถรองรับสัจธรรมได้จริงๆ

ช่วงนี้เลยเปรียบเหมือนการเตรียมดินเพาะปลูก ผู้ที่บรรลุแล้วเข้าสู่เนื้อหาการโปรดสัตว์ก็เปรียบได้กับเกษตรกรในไร่ที่ทำงานเตรียมสรรพสัตว์ให้พร้อมในการรองรับบารมีของพระศรีอารยเมตไตรต่อไป

ช่วงหลังๆผมก็จะเน้นเรื่องการขอขมากรรมมากขึ้น สัจธรรมน้อยลง เพราะพูดไปก็เหนื่อย มีแต่อบายภูมิ ซึ่งถ้าไม่คลี่คลายตรงนี้เสียก่อน มันก็จะเหมือนเอาจอบฟันหินครับ เสียแรงเปล่า

ทั้งหมดนี้น่าจะทำให้ทุกท่านได้เข้าใจสถานการณ์ในสังสารวัฎและเหตุผลในภาคทิพย์ที่ต้องมีการขอขมากรรมมากขึ้นนะครับ

1 comment:

  1. มิน่าละ ขนาดผมยกเอาข้อความจากพระไตรปิฎก เรื่องในปฏิจสมุปบาท ซึ่งมีกล่าวไว้อย่างชัดเจนว่า "ตัณหา เป็นปัจจัยให้เกิดการแสวงหา" แล้วถามผู้ที่ตั้งตนเป็นผู้รู้ธรรมทั้งหลาย (เพราะเที่ยวไปบรรยายธรรมะ และจัดคอร์สปฏิบัติธรรม ตามที่ต่างๆ บ้างก็มีสถานที่หรือสำนักของตัวเอง บ้างก็ไปเช่ารีสอร์ท ตามแต่จะสรรหามา เพื่อให้เกิดความน่าศรัทรา ) ว่า การที่ไปปฏิบัติธรรมทั้งหลายแหล่นั้น เปรียบเหมือนเป็นการแสวงหาอย่างหนึ่งหรือไม่ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบ ซึ่งบางท่านดันทะลึ่งให้ผมไปอ่านหนังสือที่ท่านเขียนไว้ อีกต่างหาก..ไอ้หยา! คงไม่มีใครหรือท่านใดกล้าตอบหรอกครับ เพราะถ้าตอบว่าใช่ ก็คงหลุดจากวงจร "ปฏิจสมุปบาท" ไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าตอบว่าไม่ใช่ แล้วจะไปปฏิบัตธรรม ทำไมละครับ..ฮ่วย!
    ถึงร้อง..อ๋อ เมื่อได้อ่านบทนี้
    ขออนุโมทนา ที่ช่วยให้ผมคลี่คลายได้ดีขึ้น..สาธุครับ

    ReplyDelete