Wednesday, July 30, 2014

ในเมื่อทุกอย่างนิพพานอยู่แล้ว จะต้องขอขมากรรมไปทำไมอีก?(ความเป็นจริงของการขอขมากรรม)

พอดีมีญาติธรรมหลายๆท่านถามมา เคยตอบไปหลายคนแล้ว ก็เลยรวบยอดมาตอบเป็นบทความเสียเลยครับ

จากคำถามที่ว่าเมื่อทุกอย่างนิพพานอยู่แล้ว จะต้องขอขมากรรมไปทำไม?

ในเมื่ออริยบุคคลทั้งหลายข้ามโคตรปุถุชนแล้ว นิโรธ นิพพานแล้ว แต่เจ้ากรรมนายเวรของท่านทั้งหลายยังวนเวียนอยู่ในห้วงสังสารวัฏ ครั้นจะทิ้งไปโดยไม่ชดเชยชดใช้เลย มันก็ได้นะครับ ชักดาบ ดับเฉพาะตัวไปเลย เอาตัวรอดไปเลย ทุกข์ขนาดไหนก็ท่ามกลางได้ตลอด เจ้ากรรมนายเวรจะมาทวงแค่ไหนก็ไม่อยู่แล้ว ทวงได้กับกายธาตุ ใช้กันด้วยกายธาตุไปเลย ใช้กันตามวาระตามลำดับ มันก็ได้หมดล่ะครับ เพราะมันไม่มีจิตขึ้นมารับเวทนาอยู่แล้ว พอธาตุขันธ์แตกดับ ก็ไม่ต้องเกิดอีก ปล่อยให้เจ้ากรรมนายเวรวนเวียนใช้กรรมอยู่อย่างนั้น ให้องค์มหาบารมีโปรดต่อไปเรื่อยๆ

การขอขมากรรม การประกาศถอดถอน การประกาศสละชดใช้หนี้กรรม นั้นอาจจะมองในเชิงอัตตวิสัยได้ว่า เป็นการปฏิบัติ เป็นการจงใจ เจตนาในการทำกรรมเพื่อขอขมากรรม เป็นความพยายามจะแก้กรรมล้างกรรม ถ้ามอง(แค่มองก็หลงแล้วครับ)แบบนี้ก็จะเอ๊ะอ๊ะขึ้นมา ยิ่งถ้าปฏิเสธ มันก็เป็นอุปาทานอีกอย่างหนึ่ง อันเกิดจากวิภวตัณหาการเลือกปฏิเสธเอาว่า การขอขมากรรมเป็นการต่อกรรม ก็การปฏิเสธการขอขมากรรมก็เป็นการต่อกรรมอีกเหมือนกันนั่นแหละครับ

แต่โดยเนื้อหาของการขอขมากรรมแล้ว มันเป็นเนื้อหาการโปรดสัตว์ที่ใช้สำหรับการปลดล็อคกรรมให้กับสรรพสัตว์ที่เกี่ยวพันกับเราด้วย เรียกว่าเป็นส่วนหนึ่งของการโปรดโดยอาศัยอานุภาพสัจธรรม องค์มหาบารมีไม่ต้องแบ่งภาคส่วนออกมาเป็นหมื่นๆแสนๆเพื่อที่จะให้เข้าถึงทุกชีวิตจิตวิญญาณ เพียงแต่น้อมองค์มหาบารมีทรงเป็นประธานในการขอขมากรรม อานุภาพก็ตรงสู่จิตได้ทันที

ปกติการใช้กรรมตามธรรมดา เหล่าปวงสัตว์ทั้งหลายก็จะต้องเกิดตายๆๆๆๆๆ เพื่อใช้กรรมตามวาระจนหมด เรียกว่าลำดับคิวกรรมมาดีแล้ว สำหรับแต่ละภพชาติ แต่ถามว่าใช้เวลานานไหม ตอบได้ว่า นานมากกกกกกก ครับ แถมระหว่างทางที่ใช้กรรมก็มีโอกาสที่จะทำกรรมต่อกรรมใหม่สูงมาก เพราะโมหะอวิชชาไม่ได้ถูกล้างไปด้วย ทำให้อนุสัยในการก่อกรรมใหม่เพื่อแก้กรรมเก่าไม่หมดไป เป็นเหตุให้ต่อภพต่อชาติไม่รู้จบ

คือ ตัวตนเราเขาที่มีที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ล้วนแล้วแต่ประกอบขึ้นด้วยปมของกรรม วิบากกรรมทั้งหลายนะครับ แต่แรงขับดันของกรรมจะมากจะน้อยก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล (ว่ากันตามสมมติให้เข้าใจกันได้ อย่าไปสับสนนะครับ)

ที่นี้เมื่อมีการขอขมากรรม มีการประกาศถอดถอนโมหะความหลง การประกาศสละชดใช้หนี้กรรมขึ้นมาเป็นเครื่องมือที่จะช่วย "ลัดคิว" การใช้กรรมเบื้องหลังที่ขับดันธาตุขันธ์จิตวิญญาณอยู่ ให้มาชดใช้กันในภาคทิพย์แทน (กรรมก็เป็นพลังงานอย่างหนึ่งที่รอการรวมกันเพื่อสู่จุดสมดุลเดิม คือ นิพพาน) หรือเรียกว่าเป็นการตั้งโต๊ะเคลียร์หนี้ โดยมีองค์มหาบารมีทั้งหลายเป็นประธานในการชดใช้ทุกๆครั้ง เมื่อเคลียร์หนี้กรรมอันเป็นเชื้อขับดันธาตุขันธ์ เชื้อกรรมที่ขับดันไปข้างหน้าก็จะอ่อนแรงลง เชื้อกรรมที่จะทำให้หลงไปใช้กรรมก็จะน้อยลง เจือจางลง เหมือนรถที่ค่อยชะลอตัวก่อนจะหยุด โอกาสในการก่อกรรมใหม่ๆก็จะน้อยลงตามภพชาติที่สั้นลงจากการชดใช้ไปด้วย โอกาสในการที่จะบรรลุแจ้งในสัจธรรมในชาตินี้ก็จะมากขึ้นด้วย แทนที่จะรอจนกว่าจะถึงวาระของตนซึ่งก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่ พุทธันดรไหน

ซึ่งการขอขมากรรมในลักษณะนี้แม้จะเป็นกรรมที่ดำริขึ้นมาเพื่อเคลียร์หนี้กรรมก็จริง แต่ก็ยังถือว่าเป็นกรรมที่สั้นกว่ากรรมที่จะเกิดขึ้นระหว่างการชดใช้หนี้กรรมในภพต่อๆไปมากมายนัก

ที่ต้องเคลียร์ในลักษณะนี้ก็เพราะเวลาสรรพสัตว์หลงในโมหะอวิชชานั้น เรียกว่าหลงเอาเป็นเอาตายมาก คือในมุมมองของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เขาก็จะว่าสิ่งที่เขาทำ เขาโดน มันจริงไปหมดนั่นแหละ หลงจริง ทุกข์จริง เจ็บจริง ทั้งๆที่มันไม่จริง อันนี้เป็นเรื่องอัตตวิสัยการรับรู้ของแต่ละคน ซึ่งก็ยืนพื้นอยู่บนโมหะอวิชชาของตนทั้งนั้น ก็เลยต้องนำรูปแบบการขอขมากรรมมาใช้ "น้อม" ดวงจิตทั้งหลายมาสู่อานุภาพแห่งสัจธรรม แห่งองค์คุณมหาบารมีทั้งหลายเพื่อการคลี่คลายสังสารวัฏ ซึ่งก็ไม่แปลกอะไรที่ คนส่วนใหญ่ขอขมากรรมเพราะความอยากคลี่คลายจากทุกข์ในเบื้องต้น ยังขอขมากรรมเพราะตัณหาอุปาทานขับดันในธาตุขันธ์อยู่ ไม่ต่างอะไรกับตัณหาของคนอยากนิพพาน เพียงแต่มันเป็นเพียงอุปาทานในเบื้องต้น(แค่อาศัย)ที่จะทำให้ "น้อม" มาสู่สัจธรรม เหมือนเราน้อมฟังสัจธรรมจากพระพุทธเจ้านั่นเอง ไม่แตกต่างกัน

ผมจึงเน้นย้ำอยู่เสมอว่าให้ขอขมากรรมด้วยความสำนึก ด้วยการสละแม้กระทั่งตัวมันเอง ด้วยการยอมอย่างหมดจิตหมดใจ อย่าขอขมากรรมเพราะอยากจะให้มันหายทุกข์ อยากจะให้มันพ้นเร็วๆ เพราะการขอขมากรรมแบบนั้นมันเป็นการตั้งเอา เป็นตัณหาซ้อน แทนที่จะคลี่คลาย ก็กลับกลายเป็นโมหะใหม่ซ้อนขึ้นมาในการขอขมากรรมอีก แล้วมันจะไม่ค่อยคลี่คลาย

ซึ่งเมื่อขอขมากรรมไปเรื่อยๆ โมหะอัตตาตัวตนที่ซ้อนลงในธรรมทั้งหลายแม้กระทั่งตัณหาความอยากจะพ้นทุกข์ จะจืดจางลงไปเรื่อยๆ เพราะเชื้อกรรมที่ขับดันอยู่เริ่มน้อยลงๆ การขอขมากรรมนั้นก็จะค่อยๆเป็นไปแบบไม่อะไรกับอะไรไปเอง เป็นการชดใช้กันภายใน ที่ไม่มีความเป็นตัวตนบุคคลเราเขาไปเอง จนคลี่คลายตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม หรือนิพพานในที่สุด อันนี้เป็นการประทานวาระในการจบให้กับสรรพสัตว์ โดยภาคส่วนแห่งองค์มหาบารมีทั้งหลาย ไม่ต้องรอวาระที่จะไปจบในภายภาคหน้าอีก

แต่เมื่อตรงเนื้อหาแห่งอริยะแล้ว ใช่ว่าเจ้ากรรมนายเวรจะจบตามดับตามเสียทีเดียวนะครับ เขาก็จะมาทวงหนี้เรื่อยๆ ซึ่งตัวของอริยบุคคลเองก็ไม่ได้หลงตามอยู่แล้ว แต่โดยอัตตวิสัยของเจ้ากรรมนายเวร เขายังหลงว่าเป็นตัวตนอยู่ เขาก็ทวงเอาๆ  พอมากเข้าๆก็กลายเป็นความติดขัดข้องคาในการโปรดสัตว์เสียเอง เราก็โปรดเขาไปด้วยการพาขอขมากรรมนี่แหละ แทนที่จะเป็นเพียงการใช้หนี้เฉยๆแล้วกลับไปหลงวนกันต่อ ก็จะเป็นการโปรดเจ้ากรรมนายเวรให้จบตามดับตาม ได้มีส่วนในบารมีการโปรดสัตว์ไปด้วยพร้อมๆกัน ด้วยวิธีการโปรดในลักษณะนี้เอง การโปรดสัตว์ในสังสารวัฏจะเร็วขึ้นมากมาย เป็นการกระจายกิจในการโปรดไปในทุกภาคส่วน ไม่ต้องรอองค์มหาบารมีแต่เพียงอย่างเดียวอีก

เคยมีอยู่ช่วงหนึ่งประมาณครึ่งปี ที่ผมไม่ได้ขอขมากรรมกับหยาดน้ำเลย มันก็อยู่ได้ของมัน เพราะมันไม่อะไรกับอะไรอยู่แล้ว แต่เจ้ากรรมนายเวรของคนอ่านคนฟังที่เขาคลี่คลายได้ย้ายมาอยู่ด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ แต่เขาไม่คลี่คลายตามแม้จะได้อานุภาพส่วนหนึ่ง มันจึงส่งผลให้การเผยแพร่ที่ทำอยู่ ติดขัดข้องคามากขึ้นเรื่อยๆ (จริงๆมันก็ไม่อะไรกับอะไรอยู่ดีนั่นแหละ)

พอผมไปที่วัดหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจึงทักถึงจุดนี้ขึ้นมา โดยผมไม่ได้บอกกล่าวท่านเลย แต่เป็นเจ้ากรรมนายเวรของคนอ่านคนฟังนั่นแหละที่ไปบอกท่าน จากนั้นผมจึงนำพาทุกดวงจิตขอขมากรรมบ่อยๆ หยาดน้ำบ่อยๆ ความติดขัดข้องคาในกิจการโปรดทั้งหลายจึงได้คลี่คลายลื่นไหลมากขึ้น

และอย่างที่บอกล่ะครับว่า การขอขมากรรมนี้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวเองแต่อย่างใด เพราะตัวเองจริงๆก็ไม่มี แต่มันคือเนื้อหาการโปรดสัตว์ที่สามารถเป็นสื่อนำอานุภาพแห่งพระสัจธรรมไปสู่ทุกดวงจิตที่สัมพันธ์กับเราได้อย่างรวดเร็วที่สุด กว้างขวางที่สุด ไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนไหนของสังสารวัฏโลกธาตุก็ตาม อานุภาพตรงนี้ก็จะเชื่อมโยงถึงกันหมดผ่านทางบุญกรรมสัมพันธ์นั่นเอง

เหตุที่ต้องมีการพาขอขมากรรมกันขึ้นนั้นในยุคนี้ ก็เพราะว่า ตอนนี้เรากำลังเปลี่ยนผ่านสู่กัปป์สุท้ายของภัทรกัปป์นี้แล้ว เรียกว่ายุคธรรมศิวิไล คือไปตรงไหนก็เป็นธรรมโดยธรรมเองอยู่แล้ว ก็เลยต้องมีเครื่องมือในการโปรดมาช่วยเร่งเคลียร์วิบากกรรมเก่าๆอันเป็นพลังงานเก่าที่ตกค้างอยู่ให้หมด เพราะกัปป์ที่เรากำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่นี้เป็นกัปป์ที่จะอยู่อาศัยกันโดยธรรม ไม่ใช่อาศัยกันโดยกรรมที่มีแต่ความอึดอัดขัดเคือง การจะเข้าสู่กัปป์ใหม่ก็ต้องช่วยกันเคลียร์กรรมให้หมดโดยเร็ว ขืนเคลียร์กรรมไม่หมดในกัปป์นี้ เดี๋ยวจะได้เจอสุญญกัปป์ เกิดเป็นไดโนเสาร์กันอีกรอบ รอพุทธันดรต่อๆไปอีกนานเลย

ทุกวันนี้ผมก็ยังขอขมากรรมอยู่ แต่เป็นการนำพาทุกหมู่ทุกเหล่าทุกชั้นทุกภูมิขอขมากรรมคลี่คลายไปพร้อมๆกัน ในใจมันไม่อะไรอยู่แล้วเป็นพื้นฐาน ไม่ใช่ตรงที่ขอขมาหรือไม่ขอขมาอยู่แล้ว อย่าสับสนระหว่างการดับเฉพาะตัวและการโปรดสัตว์นะครับ เนื้อหาคนละเรื่องเลย เพราะการโปรดสัตว์เป็นการดำริ ดำริก็เป็นกรรม แต่ก็เป็นกรรมที่ใช้น้อมดวงจิตทั้งหลายให้มายุติกรรม ไม่ใช่ดำริให้ทำต่อ ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ

ในเมื่อเราดำริลงมาในสังสารวัฏนี้แล้ว การดำริโปรดจึงเป็นเรื่องธรรมดา เราแค่อาศัยธาตุ อาศัยธรรมทั้งหลายในการโปรดอันเป็นไปโดยชั่วคราว ไม่ได้ยึดติดจริงจังอะไร การโปรดสรรพสัตว์ที่หลงอุปาทานในสิ่งต่างๆอยู่แล้ว จึงต้องอาศัยอุปาทานเพื่อการโปรดในเบื้องต้นอยู่แล้วเป็นปกติ ไม่อย่างนั้นเขาจะน้อมมาได้ยังไง เพียงแต่ต้องระวัง อย่าสร้างอุปาทานที่เกินเลยจนล้างอุปาทานนั้นไม่ได้ เพราะมันจะกลายเป็นกรรมที่ปิดบังสัจธรรมและทำให้กิจในการโปรดสัตว์ล้มเหลวในที่สุด

No comments:

Post a Comment