Tuesday, July 15, 2014

ธรรมทานเป็นการให้ที่ชนะทานทั้งปวงจริงหรือไม่?

เชื่อว่าแทบจะทุกคนคงเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ธรรมทานเป็นการให้ที่ชนะทานทั้งปวง และเคยได้ยินมาอีกประเด็น คืออภัยทานป็นทานสูงสุด ผมได้ยินสองข้อนี้มานานแล้วก็สับสนว่าอะไรที่มันชนะอะไรระหว่างการให้อภัยกับการให้ธรรม แต่ตอนนี้ไม่ได้สนใจว่าอะไรจะสูงจะต่ำแล้วครับ เพราะให้มันไปเสียทุกอย่างที่ว่ามาเลย ฮา

ธรรมที่เป็นทานสูงสุดและชนะการให้ทานทั้งปวงนั้น ต้องเป็นเนื้อหาสัจธรรมที่ตรงต่อการสละตัวมันเอง วางตัวมันเอง เป็นธรรมที่ให้ความคลี่คลายหลุดพ้นจากความยึดติด ให้หมดความดิ้นรนตามตัณหาในสิ่งที่มันอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาใดๆทั้งหมดทั้งปวง อันนี้ถึงจะเรียกว่าการให้ธรรมที่เป็นการให้สูงสุด เรียกว่าให้ความหลุดพ้น พ้นทุกข์กันเลยทีเดียว ไม่ต้องเลี้ยงผีเลี้ยงไข้อะไรอีกแล้ว

แต่หากว่าธรรมที่ให้คนอื่นนั้น เจือปนไปด้วยตัณหาอุปาทาน ยังหลงพร่ำบอกให้หมั่นพากเพียร ให้อดทน ให้สู้ ให้ยึดติด แบบนี้เป็นโลกียธรรมที่ยังเนื่องด้วยตัณหาอุปาทานอยู่ เป็นธรรมที่ไม่ใช่ธรรมทานที่ให้ผลสูงสุด ซึ่งว่ากันว่าการให้สัจธรรมเพื่อความหลุดพ้นถือเป็นอานิสงส์ที่มีผลกว้างไกลไพศาลจริงๆ เพราะเมื่อดวงจิตหนึ่งได้หลุดพ้น จากธรรม ณ ตอนที่ได้ฟังพระสัจธรรม ดวงจิตอื่นที่พ่วงพันอีกเป็นล้านๆๆๆๆๆๆดวง ที่เคยสัมผัสสัมพันธ์กันมานับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ไม่ว่าจะเคยเกิดมากี่โลกธาตุ กี่มิติ กี่ภพภูมิ อานุภาพตรงนี้ไปถึงหมดตามกรรมสัมพันธ์ เรียกว่า ตอนที่มีดวงจิตหนึ่งบรรลุธรรมนั้น โลกธาตุทั้งหมดก็สั่นสะเทือนไปด้วยพร้อมๆกันในมิติทิพย์ สะท้อนไปอย่างกว้างขวาง คลี่คลายไปพร้อมๆกันหมดทั้งสังสารวัฏ แม้อานุภาพจะไม่เท่ากับครั้งที่พระพุทธเจ้าลงมาประสูติบนโลกก็ตามที

ผู้ทีให้สัจธรรมความหลุดพ้นเองก็จะได้รับอานุภาพแห่งสัจธรรมนั้นสะท้อนกลับมาเป็นกำลังในการโปรดต่อๆไป หรือแม้ไม่จบภพจบชาติในชาติปัจจุบันได้ อานิสงส์นั้นก็จะนำพาให้ไปพบสัจธรรมแท้ๆเช่นนั้นอีกในภพชาติต่อๆไป เพราะได้มีส่วนในพระสัจธรรมนั้นแล้ว

ส่วนการให้โลกียธรรมที่ไม่เป็นไปเพื่อความหลุดพ้นนั้น อานิสงส์ของมันก็จะเป็นไปตามลักษณะของมัน คือวกวนอยู่กับการหลงเข้าไปทำเอา แถมยิ่งให้ธรรมประเภทนี้ ยิ่งให้คนอื่น ตัวเองก็จะยิ่งต้องติดในธรรมทั้งหลายเหล่านั้น อยากจะหลุดก็ไม่หลุด ต้องหลงงมในโลกียธรรมนั้นๆ เพื่อใช้กรรมที่เคยเผยแพร่ธรรมที่ไม่ตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมเอาไว้จนหมดเสียก่อน ยิ่งพวกเขียนเป็นหนังสือขายล่ะคุณเอ๊ย เรียกว่าต้องวิ่งข้ามภูเขาร้องเพลงอินเดียไปอีกไม่รู้กี่พุทธันดรเลยกว่าจะจบ(ฮา) เกิดกี่ทีก็จะเจอลักษณะของโลกียธรรมที่ตัวเองเคยเผยแพร่ให้คนหลงเอาไว้ในอดีต ตามครอบงำจนไม่ได้เจอของจริงจนกว่าจะใช้กรรมหมด หรือจนกว่าจะไปตามแก้ความเข้าใจผิดให้ผู้ที่หลงในธรรมของตัวเองจนหมดเสียก่อน

อีกอย่างหนึ่งนะครับ การให้หรือทาน หากหวังผลในบุญทานนั้น มีเจตนากำกับ อานุภาพก็จะไม่สูงสุด หากอธิษฐานกำกับว่าให้ใคร ให้เพื่ออะไร ให้เพราะอะไร(เพราะเมตตาก็ยังกลายเป็นการไปจำกัดอานุภาพของทานอีก) อานุภาพของทานก็ไม่สูงสุดครับ เพราะมีเจตนากรรมไปซ้อนไปครอบทานนั้นอยู่ ถ้าจะให้ทานก็ให้ทิ้งไปเลยคือ ให้แบบไม่หวังที่จะเอาอานิสงส์ของทานนั้นอีกเลย หรือให้ทานก็ไม่ต้องไปตามผล ทำ KPI กับทานที่ทำไปแล้ว ถ้าให้ทานได้แบบนี้ ทานนั้นก็จะกลายเป็นทานบารมีจริงๆ ไม่ใช่เป็นโซ่บุญล่ามเราเอาไว้ให้ต้องกลับมาเสวยบุญนั้นๆอีกไม่จบไม่สิ้น

เหตุนี้เองที่ผมจะไม่รับ tag ธรรมของใครในเฟสบุ๊ค(ถ้าไม่ตรงจริงๆ) เพราะอ่านแล้วก็ละเหี่ยใจในความอยากเผยแพร่ แต่ดันไม่แจ้งถึงเนื้อหาธรรมจริงๆ ก็เป็นอันเข้าใจตามนี้นะ ไม่ต้อง tag มานะครับ ถ่ายทอดเองได้

เรื่องการให้ธรรมทานนี้ หากตนเองไม่สามารถสื่อสารถ่ายทอดได้ตรงเนื้อหาจริงๆ แนะนำว่า อย่าพยายามเลยครับ มันไม่คุ้มกับกรรมที่เพิ่มขึ้นมาหรอก ปล่อยให้คนที่มีหน้าที่ตรงนั้นเขาทำไปดีกว่านะ

No comments:

Post a Comment