Thursday, July 3, 2014

เลิกกลัววิบาก (เดี๋ยวจะลำบาก)

วันนี้มาว่ากันด้วยวิบากดีกว่าครับ เพราะเห็นคนจำนวนมากกลัวอกุศลวิบากที่กำลังตามล้างตามเช็ดตนอยู่ จึงเกิดเป็นบทความนี้ขึ้นมาปลอบประโลมใจ ฮา

ข่าวดีที่จะทำให้ทุกท่านคลายใจก็คือ ไม่มีใครหนีวิบากกรรมพ้นแม้สักคนเดียว เท่าเทียมกันทั้งสังสารวัฏ อ้าว ลืมประโลมใจว่ะ ฮา

ข่าวดีกว่าก็คือ อย่างน้อยตอนนี้เรามีวิธีที่จะคลี่คลายวิบาก ชดใช้หนี้กรรมให้หมดเร็วขึ้น ด้วยการขอขมากรรม ประกาศสละประกาศถอน และการชดเชยชดใช้หนี้กรรม แม้ว่าวิบากบางอย่างจะให้ผลแรงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ตอนนี้เราก็มีวิธีการที่จะลดทอนกำลังของวิบากกรรมกันเรียบร้อยแล้ว

เข้าใจนะครับว่าทุกคนที่ได้มาเจอสัจธรรม ส่วนใหญ่มักจะเจอทุกข์แทบจะร้องเอ๋งกันมาแล้วทั้งนั้น พอเริ่มจะคลี่คลายสบายตัว ก็ดันเกิดอาการกลัววิบากเล่นงานจนขนหัวตั้งเอาอีก ซึ่งไม่รู้ตัวว่าการกลัววิบากก็เป็นวิบากประเภทหนึ่ง กลัววิบากจนลำบากซ้ำซ้อน ฮา

วิบากกรรมส่วนใหญ่นั้น จะฝากคนอื่นมาบ้าง ฝากเหตุการณ์ต่างๆมาบ้าง ซึ่งเหตุการณ์หรือการถูกกระทำใดๆก็ตามที่เกิดขึ้นกับเรา ล้วนแล้วไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งนั้น มันเกิดก็เพราะมีเหตุ เป็นเหตุที่เคยทำมาตั้งแต่อดีต ก็ไม่ต้องไปโกรธแค้นใครอีกเพราะ ไอ้ใครที่ว่าเป็นพาหะกรรมนั้นก็ไม่มีจริง ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว ส่วนไอ้ที่มานั่งๆคุยกันเนี่ย ฝันไปเองทั้งนั้น ฮา

บางคนถามอีกว่าแล้วจะรู้ได้ยังไงว่าอันไหนกรรมเก่ากรรมใหม่ จริงๆไม่ต้องไปแยกแยะหรอกครับว่ากรรมเก่ากรรมใหม่ เพราะมันก็กรรมเหมือนๆกัน ซึ่งไอ้การไปรู้ว่าอันไหนกรรมใหม่กรรมเก่านั้นก็เป็นกรรมอีกทีหนึ่ง เห็นมะ กรรมทั้งนั้น

แม้ว่าสิ่งที่มากระทบเราจะเป็นกรรมใหม่ มันก็ไม่มีเหตุให้เป็นห่วงเป็นกังวลอีกล่ะครับ ใครเขาทำอะไรไว้ ต่อให้วิ่งหนีทัน จับไม่ได้ไล่ไม่ทันในชาตินี้จริง หนี้เวรหนี้กรรมนี้ก็จะติดตัวไปทุกภพทุกชาติไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ จะวิ่งหนีก็ให้มันวิ่งไป เราอโหสิอย่างเดียวจบเลย ไม่ต้องไปทวงวิบากกันในภายภาคหน้าอีก เหนื่อยฟรีทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ

แม้จะรู้อยู่ว่าอะไรๆก็กรรมทั้งนั้น แต่เราก็ยังไม่รู้ไม่เข้าใจเส้นสนกลในของมันอย่างแท้จริง เพราะว่ามายาแห่งสมมติมันปิดบังอยู่ ทำให้นึกว่ามันเป็นหน้าที่บ้าง เป็นข้อตกลงบ้าง เป็นความจำเป็นบ้าง เป็นความเต็มใจบ้าง เป็นความบังเอิญบ้าง เป็นความจงใจบ้าง เป็นการวางแผนบ้าง เป็นความอดทนบ้าง ฯลฯ สมมติเหล่านี้ปกปิดกรรมเอาไว้ให้ต้องยอมใช้กรรมจนหมด สังเกตว่าพอใช้กรรมใกล้จะหมด หรือเบาบางจนไม่ปิดบังสัจธรรม ไอ้อาการที่เห็นกงจักรเป็นดอกบัวก็จะเริ่มหมดลง เริ่มสำนึกถึงความเป็นจริง เริ่มคุยกันรู้เรื่องหน่อย(ฮา) และพ้นจากความหลงติดหลงหลุดจากตรงนั้นได้ในที่สุด แต่ถ้าเชื้อกรรมยังไม่หมด ต่อให้กรรมลากไปกินขี้ก็เห็นยอมกันถ้วนหน้าครับ ฮา เชื้อโมหะมันทำให้เราเป็นไปได้ขนาดนั้นจริงๆ

แต่ถ้ารู้และเข้าใจความเป็นจริงแล้ว วิบากกรรมก็ไม่น่ากลัวครับ เพราะไอ้ที่อยู่ๆกันนี่มันก็วิบากกรรมอยู่แล้ว ไม่ต้องไปกลัวซ้ำซ้อนให้เป็นกรรมใหม่ขึ้นมาอีก

หากใครเคยดูหนัง The Matrix ทั้งสามภาค คงจะจำกันได้ โดยในตอนจบภาคแรก นีโอ(พระเอก) ถูกเอเจนท์สมิธยิงจนเกือบตายในระบบ The Matrix แต่แล้วก็ฟื้นขึ้นมา กระสุนถูกขับออกมาจากร่างกายราวกับเกิดใหม่พร้อมกับพลังพิเศษ เห็นสภาพทั้งหมดในโลก The Matrix ว่าเป็นเพียงการเกิดดับ (ค่าดิจิตอล 0 กับ 1)ของสิ่งที่ไม่ใช่อะไร ว่าแล้วนีโอก็กระโดดพุ่งทะลุร่างเอเจนสมิธ จนระเบิดตายไป โดยไม่รู้ว่าไอ้ที่ทำแบบนั้นก็เป็นกรรม

หลงนึกว่าสู้กันทั้งคู่(แต่รู้ตัวนะ ฮา)



แล้วพอภาคสองเอเจนท์สมิธก็เกิดใหม่แถมมีพลังพิเศษสามารถดูดกลืนคนอื่นเพื่อเปลี่ยนให้มาเป็นตัว
เองได้ จนเพิ่มตัวเองขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยมีจุดประสงค์เพื่อตามล่าฆ่านีโอให้ได้ แต่ขณะเดียวกัน สมิธก็สงสัยว่าทำไม ถึงต้องทำอย่างนี้ด้วย โดยไม่รู้ว่าเป็นเชื้อกรรมที่เกิดขึ้นตอนปะทะกันในตอนจบของภาคแรก
ทุกสิ่งล้วนไม่มีตัวตน เกิดดับของมันเอง และไม่ใช่อะไร หลงไปเองทั้งนั้น
ภาคสองนีโอได้พบสถาปนิก หรือพระผู้สร้าง(พระเจ้า)ของระบบ The Matrix จนได้เข้าใจประวัติเบื้องหลังของ The Matrix ที่เกิดและดับมาแล้วหลายยุคหลายสมัย (เป็นแบบพุทธก็น่าจะเรียกว่าหลายพุทธันดรแล้ว) แต่ก็ยังดิ้นรนที่จะรักษา Zion (ไซออน) โลกที่ใช้หลบซ่อนตัวของเหล่ามนุษย์ที่อยู่นอกระบบ The Matrix ไว้ จนในที่สุด ตอนจบของภาคสาม นีโอก็รู้แล้วว่าตัวเองต้องไปรับวิบากที่เคยทำกับเอเจนท์สมิธเอาไว้ในภาคแรกเพื่อให้สังสารวัฏทั้งหมด (ทั้ง The Matrix และ Zion) กลับคืนสู่สมดุลตามธรรมชาติของมัน

ฉากไคลแม็กซ์ในภาค 3 จึงเป็นฉากที่นีโอสู้กับเอเจนท์สมิธ แบบสักแต่ว่าสู้เพื่อให้มันจบๆ ขนาดที่เอเจนท์สมิธยังถามด้วยความกังขาเลยว่า นีโอรู้แล้วว่าสิ่งนี้มันจะต้องเกิดขึ้น แต่ทำไมไม่หลีกเลี่ยง สมิธก็งงตัวเองว่าทำไปทำไม ได้แต่ท่องบ่นว่ามันเป็น Purpose หรือจุดมุ่งหมายที่ถูกกำหนดเอาไว้ หรือเรียกว่าเป็นเชื้อหนี้เวรหนี้กรรม ตั้งแต่โดนนีโอระเบิดทิ้งในภาคแรก ทำให้สมิธเองก็ไม่ได้ยั้งมือกับการต่อสู้ เพราะถูกขับด้วยแรงกรรมอยู่ ซึ่งสุดท้ายแล้วนีโอไม่ตอบสมิธครับ นีโอสู้ต่อไปแบบสักแต่ว่าสู้ตามเหตุปัจจัย และสุดท้ายก็ยอมให้สมิธกลืนร่างเข้าไป จนระบบ The Matirx เกิดการ รีเซ็ต(ล้างระบบที่มันเสียสมดุล)เพื่อกลับคืนสู่ ค่าเริ่มต้น(Default หรือ ธรรมเดิมแท้) เดิมก่อนที่ The Matrix เสียสมดุล

การดิ้นรนของนีโอและเหล่าผู้คนจาก Zion นอกระบบ The Matrix ที่พยายามจะปลดปล่อยผู้คนออกจากระบบ The Matrix นั้น ถือเป็นการฝืนธรรมชาติแทรกแซงวิบากสัตว์โลกที่มันเป็นไปของมันเอง ระบบทั้ง The Matrix และ Zion จึงเกิดความสับสนวุ่นวายตามมามากมาย

ซึ่ง Zion เองก็ไม่สามารถจะรองรับประชากรทั้งหมดจาก The Matrix ได้อยู่แล้วด้วย และโดยความเป็นจริง ไม่ว่าจะอยู่โดยกายเนื้อใน Zion หรือในฝันของระบบ The Matrix นั้นไม่มีความแตกต่างกันเลย ยังเป็นมายาของผัสสะอายตนะเหมือนกันหมด ประมาณว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างสังสารวัฏและนิพพาน ตอนจบของหนังชุด The Matrix จึงแหวกสูตรจากคตินิยมแบบธรรมชนะอธรรมอย่างสิ้นเชิง ไปพูดถึงสิ่งที่เหนือกว่านั้น คือ สมดุลกรรมในสังสารวัฏ ที่มันไม่มีธรรมชนะอธรรมอะไรที่ไหน เพราะทั้งนีโอและเอเจนท์สมิธล้วนเป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอย่างแยกไม่ออก ศัตรูจริงๆจึงไม่มี ผู้ที่นำวิบากมาให้เราจึงเป็นเพียงพาหะที่นำวิบากกรรมของเราเองมาคืนให้เราเท่านั้น ซึ่งที่สุดแล้วเมื่อรับวิบากจนหมด หรือไม่ปิดบังสัจธรรมแล้ว จึงค่อยคืนคลายเป็นเนื้อหาแห่งความว่างเปล่าจากตัวตนจริงๆ(สุญญตา)

ทุกอย่างเป็นเพียงภาพเงาแห่งการรู้การเห็นการสัมผัสการได้ยินที่ไม่ใช่ตัวตนทั้งนั้น นีโอจึงยอมรับวิบากที่ทำไว้ในภาคแรกในตอนท้ายของภาค 3 จนหมด ก่อนที่จะกลับคืนสู่ธรรมเดิมแท้ (The Source) ในที่สุด แล้วก็ปล่อยให้สังสารวัฏดำเนินไปของมันเองตามสมดุลเดิมๆของมัน แล้ววัฏจักรการตื่นรู้ ตรัสรู้ การกลั่นกรองสัจธรรมของนีโอคนใหม่ ก็จะเริ่มขึ้นอีกจนจบเหมือนเดิม ซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่อย่างนั้นไม่ต่างอะไรกับสังสารวัฏ

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ให้เราหนีสังสารวัฏนะครับ แต่ให้หมดความแตกต่างในสังสารวัฏหรือในนิพพานเสียเอง เรียกว่าจบกิจที่จะไปสาละวนกับการพ้นหรือไม่พ้นอะไรอีก จริงๆแค่เอ่ยคำว่าสังสารวัฏหรือนิพพานอันเป็นสมมติบัญญัติขึ้นมาทีไร มันก็พาลจะเป็นอุปาทานให้ต้องรังเกียจสังสารวัฏหรือปรารถนานิพพานอยู่เรื่อย เพราะโดยธรรมชาติของสรรพสัตว์แล้ว มักจะมีความกลัวอกุศลวิบากอยู่เป็นทุนเดิม

สัจธรรมที่แท้จริงจึงต้องมาล้างโมหะอวิชชาที่ยังมองเห็นความแตกต่างของสังสารวัฏและนิพพานของสรรพสัตว์จนหมด จนกระทั่งหมดความแตกต่างระหว่างสังสารวัฏและนิพพานแล้ว ไม่เนื่องด้วยจิต ไม่เนื่องด้วยสรรพสิ่งแล้ว จึงจะไม่ถูกโมหะเหนี่ยวนำให้เกิดอุปาทานจิตขึ้นกับสิ่งใดอีก เกิดขึ้นก็ของมันเอง ดับไปก็ของมันเอง ตามเหตุปัจจัยที่ไม่ใช่ตัวตน แต่โดยเนื้อหาสัจธรรมจริงๆก็ไม่เกิดไม่ดับกับอะไรอยู่แล้ว จึงจบภพจบชาติ จบกิจ สรุปโลก สรุปธรรมทันที สรุปว่ามันไม่มีอะไรจริงสักอย่างเดียว แม้แต่สัจธรรมความเป็นจริงเองก็เถอะ

โลกและสังสารวัฏนี้จึงเป็นเพียงโรงละครโรงใหญ่ที่เรามาแสดงชั่วครั้งชั่วคราว ขืนไปจริงจังกับมัน ไปอินกับมัน เดี๋ยวจะได้บทแสดงเพิ่มในชาติต่อๆไป(ฐานะที่แสดงดี ตีบทแตก ฮา)ไม่จบสิ้นเสียที ทั้งฉาก ทั้ง prop (ของประกอบฉาก) ที่หยิบยืมมาใช้ เล่นละคร มันก็เป็นไปโดยชั่วคราว ประกอบขึ้นสำหรับการใช้กรรมให้ดูสมจริงเล็กน้อย แต่มันก็เอาอะไรไปไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว

อริยบุคคลที่บรรลุธรรมแล้ว จะเข้าใจในเนื้อหาที่มันไม่มีอะไรเป็นแก่นสารนี้ ท่านจึงนอกเหนือจิต นอกเหนือชีวิตได้จริงๆ เป็นอิสระกระทั่งจากตัวเอง จากใจตัวเอง พอถึงวาระที่บทบาทหมดลง ท่านก็สลายหายตัวออกจากฉากไป ไม่หวนกลับมาเล่นสมมติติ๊ต่างอะไรอีก ส่วนท่านที่ยังโปรดสัตว์ต่อ ก็รอวาระที่จะมาเข้าฉากอีกครั้งในกาลข้างหน้าตามความเหมาะสมของยุคสมัย

ดังนั้นก็ไม่มีเหตุอะไรให้กลัววิบากกรรมอีก ทุกคนที่ทำอะไรเอาไว้ ได้คืนกันครบถ้วนทุกคนอย่างยุติธรรมเท่ากันทั้งหมด จะสาหัสจนเลือดกลบปาก จะลงไปนอนกองนับสิบ จะหมดตูดหมดตัว จะลงแดงดิ้นกระแด่วเจียนตาย หรือจะรับวิบากจนตายห่าเปลี่ยนภูมิก็ให้มันอาจหาญเอาไว้ เด็ดขาดเอาไว้ ไม่อะไรเอาไว้ ไม่ต้องไปเกาะเกี่ยวเหนี่ยวรั้งหรือดิ้นรนหนีอะไรให้เกิดภพชาติอีก เพราะยิ่งดิ้นก็ยิ่งติด

คงเคยได้ยินประโยคคำสอนของชาวคริสต์ที่มีเนื้อความประมาณว่า หากศัตรูตบหน้าท่าน จงยื่นหน้าอีกข้างหนึ่งให้เขาตบ(ประมาณนี้นะ จำแบบแม่นๆไม่ได้) จงรักศัตรูของท่านเหมือนดั่งเช่นญาติมิตรของท่าน นี่ก็คือคำสอนที่ไม่ให้มีความแตกต่างในธรรมใดๆ และยอมรับวิบากทุกๆอย่าง เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดำเนินไปเพื่อกลับคืนสู่ธรรมชาติเดิมแท้ของมันเองทั้งนั้น ไม่ได้เป็นการมุ่งทำร้ายทำลายกันจริงๆแต่อย่างใด เพียงแต่วิบากกรรมก็ต้องอาศัยธรรมที่เรียกว่า โมหะ ตัณหา อุปาทานและกิเลสทุกตระกูล ในการแจกจ่ายผลวิบาก ไม่งั้นก็ไม่มีใครยอมเป็นตัวจ่ายวิบากให้ผู้อื่นหรอก ใครอยากเป็นผู้ร้ายบ้างล่ะจริงไหม

ดังนั้นก็จงโอบกอดวิบากและศัตรูผู้นำวิบากมาคืนเราด้วยพลังแห่งสุญญตา(อุปมานะ ไม่ต้องกอดจริง เดี๋ยวเป็นเรื่อง ฮา) ไม่ต้องไปปฏิฆะ ปฏิเสธ ปฏิรูป(ฮา) หรือดิ้นรนเพื่อที่จะหนีคนที่เขานำวิบากมาให้ เพราะเขาเป็นเพียงแค่พาหะหรือสื่อนำสิ่งที่เราเคยกระทำมาในอดีตคืนให้เรา เพื่อที่จะได้คืนคลายกลับคืนสู่สุญญตา มหาสุญญตา ธรรมชาติเดิมแท้ หรือธรรมเดิมแท้ที่มันไม่ใช่อะไรเท่านั้นเอง ตัวตนของผู้ที่กระทำต่อเราก็ไม่มีจริง อนัตตาเหมือนกัน รับวิบากก็ไม่อะไรกับอะไรไป

ถึงตรงนี้อาจจะมีคนอยากจะตีหัวผมเพื่อพิสูจน์ข้อนี้ ฮา ก็ลองถามตัวเองครับว่าจะทำร้ายกันไปทำไม เพื่ออะไร ปกติผมก็รับวิบากอยู่แล้วตามธรรมชาติไม่มีอิดออดครับ แต่หลายครั้งที่วิบากมาป้วนเปี้ยนใกล้ตัว พอที่จะมีจังหวะให้โปรดได้ ผมก็ดับโปรดด้วยอานุภาพแห่งสัจธรรมนั้น แล้วปฏิสัมพันธ์กับเจ้ากรรมนายเวรให้มันเป็นไปแบบธรรมชาติธรรมดา ไม่ปฏิสัมพันธ์ด้วยอคติหรือปมอยู่ในใจ เรียกว่าไร้ตัวตนในการปฏิสัมพันธ์ ไม่มีการตั้งแง่ตั้งมุมจะคิดร้ายหรือทำร้ายกัน เดี๋ยวเจ้ากรรมนายเวรก็จะคลายเองเลิกราไปเองเมื่อสัมผัสอานุภาพนั้น ซึ่งผมไม่ได้ยื่นหัวไปให้เขาตีแต่อย่างใด ฮา แต่ใช้การโปรดด้วยการสลายเจตนากรรมของเขาเลยตรงๆ

การยอมรับวิบากนั้น ไม่ใช่การเดินไปให้ศัตรูเอามีดเสียบแบบซึ่งหน้านะครับ อย่าแปลเถรตรงอย่างนั้น ถ้ามันจะโดนก็เลี่ยงไม่ได้อยู่แล้วแม้จะเก็บตัวเงียบๆก็เถอะ แต่ถ้ามาในลักษณะแบบเว้นระยะบ้าง เราก็ดับโปรดได้ ยิ่งพวกมาป้วนเปี้ยน จ้องจะทำเรา แบบนี้ก็โปรดได้ด้วยอานุภาพแห่งสัจธรรม สลายวิบากชดเชยชดใช้ให้มีส่วนในพระสัจธรรมไปเลย

ยกอีกตัวอย่างก็ได้ เจ้านโมลูกชายผมเอง(โปรโมทกันน่าดู ฮา) ด้วยความที่ตัวเล็ก ก็เลยโดนเพื่อนที่โรงเรียนแกล้งบ่อย เขาก็พูดอโหสิใส่ แล้วเชื่อไหมครับว่า พอได้ยินคำว่าอโหสิเท่านั้นแหละ เพื่อนนโมแต่ละคนถ้าไม่วิ่งหนี ก็นิ่งไปเลยไม่ก่อเรื่องก่อราวอีก เพราะภาคทิพย์ของเด็กเขาไม่เอาด้วย ก็เลยพาหนีไปไกลๆไม่ให้มายุ่ง นี่ก็เพราะอานุภาพของคำว่าอโหสิ เพื่อนนโมบางคนที่เคยรังแกกันตอนนี้ก็มาสนิทกันไปแล้วก็มี โดยที่เขาไม่ต้องไปเอาคืนเลยแม้แต่นิดเดียว

แล้วถ้าวิบากผ่านมาทางสัตว์เดรัจฉานล่ะ ทำยังไง ก็อย่าไปยืนนิ่งให้มันกัดเอาก็แล้วกัน เลี่ยงๆไป หลบๆไป ออกห่างๆ หรือจับมันไปปล่อยเสียที่อื่นก็ได้ (บอกแล้วไงว่าไม่ใช่ให้บื้อเป็นผัก) แต่ใจก็ไม่ต้องไปโกรธแค้นอะไรมัน อโหสิเป็นบาทฐานเอาไว้เลย ก็จะได้มีส่วนในอานุภาพของสัจธรรมไปด้วยพร้อมๆกัน

การรับวิบากหรือชดใช้วิบากนั้น ไม่ใช่แค่เป็นการคืนคลายสู่ธรรมชาติเดิมเท่านั้นนะครับ แต่เป็นการโปรดคู่กรณีกรรมไปด้วยในตัว เป็นการโปรดที่ต้องยอม(ที่ใจ)กันอย่างเดียว เมื่อเรายอมและคลายจากโมหะอุปาทานการตั้งเอาในตัวตน ก็จะเข้าสู่เนื้อหาการโปรดด้วยอานุภาพของสัจธรรม เขาก็จะได้รับอานุภาพจากการยอมไปด้วยอย่างฉับพลันทันที สลายตัวตน สลายโมหะอุปาทานไปพร้อมๆกัน กลายเป็นเนื้อหาเดียวกันคือ ว่างจากตัวตนทั้งหมด ไม่มีอะไรจะมาแบ่งแยกเราเขาอีก เมื่อนั้น สันติสุขที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเอง ความสามัคคีจริงๆจึงบังเกิดขึ้นได้ แม้จะเกิดแค่ชั่วขณะแต่ก็จะมีผลมหาศาล ในการยุติกรรม

บางครั้งหากกรรมที่เรามีต่อคู่กรณีมันมากจริงๆ ก็ต้องยอมรับวิบากนะครับ ยอมรับแบบหมดใจ หมดเงื่อนไข เมื่อชดใช้วิบากไปแล้วส่วนหนึ่ง แรงกรรม แรงอาฆาตมันจะลดลง เดี๋ยวเขาจะตื่นจากโมหะตรงนั้นเอง สำนึกเอง การโปรดด้วยอานุภาพก็จะเกิดขึ้นตรงนั้นไปเองครับ

ก่อนจบก็ฝากเอาไว้ว่า อย่าพาซื่อไปเดินเข้าหาคู่กรณีให้เขาทำร้ายเอา แล้วนึกว่าเป็นการโปรดนะครับ แบบนั้นจะมาโทษบทความก็ไม่ได้นะ อย่าไปตีความเอาเองแบบนั้น เราก็ใช้ชีวิตไปตามปกตินั่นแหละ ใช้ชีวิตไปแบบไม่อะไรกับอะไรไปเรื่อยๆ วิบากกรรมมันก็จะจัดสรรเข้ามาเองอยู่แล้วโดยไม่ต้องไปวิ่งหา อยู่แบบดับไปคลายไปว่างไป เอ่ยปากให้ได้มีส่วนในการโปรดโดยทั่วกัน เอ่ยคำว่าอโหสิบ่อยๆ เพราะเจ้ากรรมนายเวรของทุกคนนั้น ไม่ได้มีแค่ในภาคหยาบที่เป็นมนุษย์หรือสัตว์นะครับ เป็นภาคทิพย์ที่อยู่รายรอบตัวเราก็มี แทรกอยู่ในร่างกายจนเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บป่วยเจ็บปวดก็มี พอเจ้ากรรมนายเวรในภาคทิพย์เขาคลายจากอานุภาพสัจธรรมแล้ว เจ้ากรรมนายเวรที่เป็นภาคหยาบก็จะค่อยๆมีส่วนไปกับอานุภาพนั้นด้วยโดยทั่วกัน

แล้วเนื้อหาการโปรดคู่กรณีกรรมก็จะเป็นไปโดยอัตโนมัติเองโดยไม่ต้องดิ้นรนครับ

No comments:

Post a Comment