Friday, June 27, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#55

เห็นสอนกันจังว่าให้มีสติ เจริญสติ แล้วจะชีวิตจะไม่เป็นไปตามกรรม
หารู้ไม่ว่าไอ้ที่ไปเอาโมหะทรงซ้อนสติอยู่นี่ล่ะ เป็นวิบากกรรมเต็มๆ
เอาโมหะไปซ้อนสติ เฝ้าดูเฝ้ารู้เหมือนคนเฝ้ายาม ลองไปถามสิว่ายามเบื่อไหม
มันไม่ต่างอะไรกับแบกของหนักเลย แล้วจะพ้นจากกรรมได้ยังไงเล่า
---------------------------------------------------------

ไม่ต้องหลงขัดแย้งกับธรรมชาติที่มันโดยธรรมอยู่แล้วตลอด นั่นแหละจบ

--------------------------------------------------

อยู่กับโลกก็อย่าไปโลภมาก กอบโกยมาก
เดี๋ยวตอนกลับมาใช้คืนจะอ่วมอรทัย
แล้วก็ไม่ต้องไปอิจฉาคนที่เขากอบโกยได้มากๆหรอก
เวียนกลับมาใช้คืนกันทุกคนไม่มีเว้น

----------------------------------------------------------

ผู้คนทั้งหลายล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอยู่ในคติและอคติแห่งตน
คติที่หมายว่าชอบ ว่าดี ว่าประเสริฐ ว่าเป็นสิ่งสูงสุด
อคติที่หมายว่า เกลียดชัง ว่าไม่ดี ว่าหยาบช้า ว่าต่ำต้อย
ตลอดชีวิตจึงต้องใช้เวลาทั้งหมดไปกับการ ประเมิน ประมาณ
ขีดเส้น เน้นย้ำ ให้ค่า ให้ความหมาย ให้คุณค่า ประนามหยามเหยียด
ไปจนถึงการย่ำยีบีฑาผู้อื่น เพื่อยกคติของตนให้สูงยิ่งกว่าใครๆ
เสร็จแล้วก็ติดอยู่ตรงนั้นเสียเอง อึดอัดเสียเอง ทุกข์เสียเอง
ทั้งๆที่โลกนี้ไม่เคยบอกให้ว่าสิ่งไหนเป็นอย่างไร
เพราะโดยธรรมชาติเดิมๆนั้น มันก็เป็นอย่างนั้นของมันเอง ไม่มีถูก ไม่มีผิด

เธอทั้งหลายจึงได้แต่อาศัยอยู่ในโลกอันคับแคบแห่งตน
เป็นโลกที่สร้างขึ้นจาก คติและอคติ ที่ก็หลงตัดสินเอาเอง
ซึ่งมันขัดแย้ง และย้อนแย้งกันอยู่ในตัวมันเองตลอดเวลา
และนำพาให้เกิดทุกข์ได้ไม่รู้จบ หลงวนเวียนอยู่อย่างนั้น
ไม่สามารถสอดคล้องไปกับธรรมชาติแห่งสรรพสิ่งทั้งหลายได้เลย

เธอทั้งหลายก็จงได้อาศัยอยู่ในโลกที่มันเป็นจริง...โลกที่เป็นเช่นนั้นเอง
โลกที่ไม่มีคุณค่าอะไรจริงๆ ไม่มีความหมายในความเป็นอะไรจริงๆให้ยึดติดได้
ทุกอย่างล้วนเป็นพลวัตรตามเหตุปัจจัย...ที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริง
และมันเป็นเช่นนั้นอยู่เองแล้วโดยธรรม แม้ว่าในขณะที่เธอหลงไปในโมหะอวิชชาก็ตาม

เธอทั้งหลายก็เพียงแค่วางใจว่ามันไม่มีกิจอะไรที่จะต้องทำเพื่อพ้นทุกข์อีก ในความที่ไม่มีอะไรนั้น
เพราะมันก็แค่เป็นเช่นนั้น...เป็นอย่างนั้นของมันเองอยู่แล้วตลอด
เมื่อวางใจที่จะไม่ดิ้นรนค้นหา หรือไปแก้ไขสภาวะ พฤติกรรม หรืออารมณ์ไหนอีก
เมื่อนั้นเธอก็จะหลุดพ้นจากกรงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อกักขังตัวเอง...ซึ่งก็ไม่มีจริงเช่นกัน

--------------------------------------------------------

การเอาจริงเอาจังกับการไม่ยึดติดก็ยังเป็นการยึดติดอย่างหนึ่งนะจ๊ะ

--------------------------------------------------------

เธอทั้งหลายก็ไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาการยอมรับหรือชื่อเสียงจากผู้คนหมู่เหล่าใดหรอกนะ
เพราะที่สุดแล้วการยอมรับและชื่อเสียงเหล่านั้น
ก็เป็นเพียงการอ้างอิงจากโมหะตัณหาของสรรพสัตว์หมู่เหล่าเดียวกันนั้นเอง
หลงซ้อนหลง หลงซับหลงซ้อน มันจะมีอะไรจริงได้อีกเล่า
มันไม่ได้มีค่าอะไรเป็นจริงเป็นจังแม้แต่นิดเดียว

---------------------------------------------------------

ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาล้วนแล้วแต่ผ่านไปของมันเองไม่มียกเว้น
แม้จะออกแรงยึดยื้อไว้แค่ไหน สักวันมันก็จะผ่านไปเช่นกัน
แล้วก็ไม่ต้องไปพยายามที่จะปล่อยให้มันผ่านเป็นโมหะซ้อนอีก
เพราะมันก็จะผ่านไปของมันเอง อย่างไร้ร่องรอย

ไม่ว่าจะอย่างไร มันก็จะผ่านไปอยู่แล้วในทุกๆกรณี
แล้วเธอทั้งหลายจะพยายามรั้งมันเอาไว้ให้เหนื่อยเปล่าทำไม
แล้วเธอทั้งหลายจะพยายาม "ปล่อยมันไป" ให้เป็นอปาทานซ้อนธรรมอีกทำไม
นี่เองที่เรียกว่า "การจบ" โดยที่ไม่ต้องไปเริ่มไปจบให้กับอะไร
เพราะอย่างไรเสียมันก็ผ่านมาผ่านไปของมันเองอยู่แล้วตลอด

--------------------------------------------------------

การเสียสละทั้งหลายไม่ว่าจะอย่างไรก็ล้วนเป็นบุญอยู่แล้ว
ไม่ต้องไปอธิษฐานกำกับให้เป็นตัณหาอุปาทานซ้อนในบุญลงไปอีก
สละโดยไม่ต้องมีเงื่อนไขในการสละเพื่ออะไร
แล้วมันก็จะเป็นบุญที่ไม่มี "ตัวตน"เข้าไปกระทำบุญนั้นๆ
บุญแบบนี้เองที่เกื้อกูลสังสารวัฏทั้งมวลให้เกิดความคลี่คลาย
ความคลี่คลายนั้นก็จะสะท้อนกลับมาหาเองโดยอัตโนมัติ

1 comment:

  1. ช่วงนี้ยังอีนุงตุงนังอยู่กับซีดีหลวงพ่อและสายสนทนาธรรมนะครับ เลยไม่ค่อยได้อัพเดตสักเท่าไหร่ ช่วงนี้หยาดน้ำขอขมากรรมประกาศสละชดใช้หนี้กรรมกันบ่อยๆหน่อยนะครับ กระแสวิบากในสังสารวัฏมันรุนแรงครับช่วงนี้ครับ

    ReplyDelete