Tuesday, June 3, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#54

ในขณะที่ท่านทั้้งหลายเห็นธรรมอย่างแจ่มแจ้งตามกฏไตรลักษณ์
จนนึกเอาว่าเราบรรลุธรรมแล้ว เราจบกิจแล้ว เราบรรลุอรหันต์แล้ว
ไอ้ตัวที่ไปเห็นธรรมเองนั้น ก็คือจิตผู้รู้ที่กำลังปรุงแต่งอาการเห็นธรรมอย่างเมามัน
ท่านจึงไม่ได้บรรลุธรรมอะไรหรอก เป็นแค่หลงปรุงแต่งว่าเห็นธรรม บรรลุธรรมเท่านั้นเอง

-------------------------------------------------------

เมื่อข้าพเจ้าละทิ้งความปรารถนาทั้งหมดในชีวิต
ข้าพเจ้าก็เป็นอิสระจากพันธนาการที่ข้าพเจ้าสร้างขึ้นเองทันที

--------------------------------------------------------

แม้ว่าข้าพเจ้าได้ละทิ้งความปรารถนาในชีวิตทั้งหมดแล้ว
แต่ข้าพเจ้าก็มิได้นิ่งเป็นผักอย่างที่ท่านทั้งหลายตู่เอาเอง
ข้าพเจ้าเพียงแค่ไม่ต้องแบกกระบี่เป็นภาระตนอีกต่อไป
รำกระบี่โดยไม่ต้องใช้กระบี่ ร่ายกระบี่โดยไม่ต้องติดในเพลงกระบี่
บรรเลงเพลงกระบี่โดยไร้ท่วงท่าแห่งตนอย่างเบิกบาน
เพียงแค่ปล่อยให้เป็นไปโดยธรรมชาติของมันเองเท่านั้น
ไม่ต้องติดในความเป็นมือกระบี่อีกต่อไป

----------------------------------------------------------

การปฏิเสธสมมติก็เป็นรูปแบบของอุปาทานอย่างหนึ่ง
จะเอาแต่ดับข้างเดียวก็เป็นรูปแบบของอุปาทานอย่างหนึ่ง
โดยความเป็นจริงแล้ว สมมติ กับ วิมุตติ ไม่มีความแตกต่างกัน
ไร้ความหมายในความเป็นอะไรๆทั้งคู่ มายาทั้งคู่
จึงไม่มีใครต้องหลุดพ้นจากอะไรในท่ามกลางที่มันนิพพานอยู่แล้ว
ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้ว ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้วนั่นเอง
ที่ยังคอยเลือก สมมติ หรือ วิมุตติ อยู่ ก็ยังเป็นโมหะตัณหาในตนเอง
เป็นรูปแบบของอุปาทานในธรรมอย่างหนึ่งเช่นกัน

-----------------------------------------------------------

นิพพานนั้นไม่มีสภาวะรองรับ หรือสภาวะที่ยืนยันได้ว่าบรรลุหรือไม่บรรลุ
เพราะนิพพานนั้นพ้นไปจากสภาวะทั้งหลาย ไม่เกิดไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว
จึงได้ชื่อว่าอสังขตธรรม คือนอกเหนือธรรมทั้งปวง
จึงไม่มีใครบรรลุอะไร ไม่มีใครพ้นจากอะไร มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่เองแล้ว

เธอก็ไม่ต้องไปแสวงหา ไม่ต้องไปทำ ไม่ต้องไปเจริญสติ เพื่อให้มันบริบูรณ์อีก
เพราะสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโมหะอวิชชาที่ซ้อนลงในธรรมทั้งหลายที่อนัตตาอยู๋แล้ว
ที่มันโดยธรรมของมันเองอยู่แล้ว บริบูรณ์อยู่แล้ว
ไม่มีขาดตกบกพร่องเลยแม้แต่นิดเดียว แม้ในขณะที่เธอหลงอยู่ในโมหะอวิชชาก็ตาม

ก็มีแต่ความหลงสาละวนของเธอเองนั่นแหละที่ไปตั้งเกณฑ์กับธรรมทั้งหลายว่าต้องบริบูรณ์แบบไหนอย่างไร
ซึ่งมันไม่ได้ตรงตามความเป็นจริงแห่งธรรมเดิมแท้เลยแม้แต่นิดเดียว
ก็ให้ปลงเสียซึ่งโมหะตัณหาที่จะเข้าไปแทรกแซงธรรมชาติเดิมที่มันบริบูรณ์อยู่แล้ว
ไม่ต้องคาดหวัง ไม่ต้องตั้งเอา ไม่ต้องชี้วัด ไม่ต้องกะเกณฑ์อะไรกับนิพพาน
เมื่อโมหะจางคลายลง เธอทั้งหลายก็จะได้ตรงต่อธรรมเสียเอง บริบูรณ์เสียเอง หมดความขัดแย้งเสียเอง
ในท่ามกลางสภาวธรรมแห่งกายแห่งใจที่ไม่ใช่อะไรเลยแม้แต่อย่างเดียว

------------------------------------------------------------

ทำดีได้ดีเป็นสิ่งที่ผู้คนสมัยนี้ถูกสอนกันมา แล้วก็ยึดกันมา
โดยที่ไม่รู้เบื้องหลังของกฏแห่งกรรมอย่างแท้จริง

รู้หรือไม่ว่าคนดีก็ไม่ได้มีสิทธิพิเศษอะไรมากไปกว่าคนเลว
ไม่ได้รับการยกเว้นจากอกุศลกรรมที่เคยทำไว้ในภพชาติก่อนๆแม้แต่นิดเดียว
ทำอะไรไว้ก็จะได้อย่างนั้น ไม่มีผิดไปจากนี้ เสมอกันทั้งคนดีและคนเลว
และกรรมทั้งหลายมันก็ไม่ได้เลือกด้วยว่า จะให้ผลตอนที่เธอกำลังทำดี
เพื่อที่จะให้เธอเข้าใจว่าทำดีได้ดีจริงๆ หรือ หลงคิดว่าทำดีแล้วไม่ได้ดี

ดังนั้นก็ไม่ต้องเอาความดีหรือความเป็นคนดีของเธอทั้งหลายมาเป็นเงื่อนไขในการทำอะไร
ว่าจะต้องได้ผลตอบแทนแบบไหน อย่างไร เมื่อไหร่ เพราะนั่นมันก็เป็นตัณหาซ้อนในความดี
ตัณหาที่ซ้อนในความดีก็เป็นความไม่ดีไปเสียอีก เป็นการผูกพันผูกมัดในความดีนั้นไปอีก
แล้วอย่างนี้มันจะดีจริงๆได้อย่างไร ในเมื่อความดีเหล่านั้นมันเจือปนอยู่ด้วยตัณหาอุปาทานการผูกมัด
จะให้ดีก็ทำแล้วไม่ต้องไปใส่ใจให้ค่า ทำแล้วไม่ต้องคาดหวังอะไร ผลของมันก็ไม่ได้หายไปไหน
แต่มันจะกลายเป็นกุศลกรรมบริสุทธิ์ ที่ไม่มีเงื่อนไขผูกมันในตัวมันเอง

1 comment:

  1. ช่วงนี้ยังยุ่งอยู่กับงานซีดีใหม่ของหลวงพ่อนะครับ เหลืออีกแผ่นเดียว แต่เป็นแผ่นที่มีเทศนาธรรมมากที่สุดถึง 9 ตอน งานก็เลยหนักหน่อยครับ

    ReplyDelete