Thursday, June 12, 2014

โมหะซ้อนปลง โมหะซ้อนวาง

ยิ่งปฏิบัติยิ่งวน ยิ่งพยายามปลงก็ยิ่งติด ยิ่งพยายามวางก็ยิ่งติดไปตามแง่มุมของตนเองที่มันก็ไม่มีจริงเหมือนกัน
บทความนี้เกิดจากสัจธรรมของหลายๆท่านที่เผยแพร่กันในเฟสบุคครับ คืออ่านไปอ่านมาแล้วก็...เฮ้อ อีกแล้วโว้ย จนมาเป็นหัวข้อบทความที่เห็นหราอยู่นี่ไง ไม่เกรงใจกันล่ะนะครับ

โดยปกติแล้วผู้ที่มาเจอสัจธรรมใหม่ๆ มักจะสับสนเรื่องปลง เรื่องวาง เรื่องสละ เพราะอนุสัยเก่ามันชอบเข้าไปทำเอา ก็เลยได้เห็นคนพยายามจะเข้าไปวาง เข้าไปปลงเอา ซึ่งเป็นโมหะซ้อนในการปลงการวาง ไม่เท่านั้นนะครับ พอมาเจอคนเผยแพร่ที่พูดโดยนัยยะให้เข้าไปปลงไปวาง อันนี้ไปกันใหญ่เลย ผสมโรงหลงไปใช้กรรมทั้งคู่เลย

ที่หนักกว่านั้น บางคนบอกอีกว่าการปลงการวาง ก็เป็นการเลือกที่จะปลงเลือกที่จะวางเหมือนกัน พูดซะมั่นใจเลยนะ แบบนี้เรียกว่ายังไม่ตรงจริงๆนะครับ มโนเอาเองทั้งนั้นเลย เพราะของจริงนั้น มันไม่ต้องเข้าไปปลงอะไร ไม่ต้องไปวางอะไร ไม่ต้องไปทำอะไรเพื่อที่จะปลงจะวางแบบไหนอีกเลย เรียกว่าไม่ต้องเข้าไปทำอะไรกับอะไรแบบไหนอีกเลย อันนี้จึงจะเรียกว่าปลงจริง

ก่อนอื่นคงต้องเข้าใจก่อนว่า "ปลง" หรือ "วาง" หรือ "ปล่อย" หรือ "สละ" นี้ ไม่ได้หมายความว่ามีเราเข้าไปปลง ไปวาง ไปปล่อย หรือไปสละนะครับ จริงๆมันหมายความว่า ไม่ต้องเข้าไปยุ่งอะไรอีกกับสภาวะอันล้วนแล้วแต่อนัตตาทั้งหลายเหล่านั้น คือไม่เข้าไปวางอะไร เพราะมันไม่มีใครถือยึดอะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ทุกสภาวะมันเกิดและดับจบโดยบริบูรณ์ในทุกๆขณะ ไม่มีใครเข้าไปเกี่ยวข้อง(นอกจากหลงว่า) ไม่มีความต่อเนื่องไปสู่สภาวะถัดไป แม้จะเป็นเชื้อกรรมแหมือนกันก็เถอะ ไม่ใครเข้าไปยึดถือสภาวะนั้นได้จริง(หลงเอาว่ายึดได้) มันจึงไม่ต้องมีใครเข้าไปปลง ไปวาง ไปสละ ไปว่างกับอะไรให้ซ้ำซ้อนอีก

ใครก็ตามที่พยายามจะเข้าไปปลงไปวางนี่ เรียกว่าโมหะซ้อนในการปลงการวางแล้ว เป็นการหลงปฏิบัติลงไปแล้ว คือมันมีความพยายาม มีตัณหาซ้อนในการที่จะผลักไสสภาวะหนึ่งสภาวะใดที่ไม่ใช่ของตนและไม่ได้ยึดถือไว้อยู่ตั้งแต่แรกอยู่แล้วให้หมดไป แล้วไปเรียกมันว่าวาง ว่าปลง ว่าสละ พอวางได้ก็ไปหลงสอนคนอื่นให้เข้าไปวางอีก หรือพอวางไม่ได้ เอ๊ะอ๊ะ ก็ไปพูดขัดกับสัจธรรมให้เป็นกรรมอีก เดี๋ยวมารแทรกไม่รู้ตัว

เรื่องนี้เป็นการปฏิบัติซ้อนที่ละเอียดมาก คือยังมีความพยายาม มีโมหะตัณหาลึกๆซ่อนอยู่ ยังมีความหวังเอาดีในสภาวะจิต สภาวะสติซ่อนอยู่ แม้ปากจะบอกว่าเข้าใจแล้วตรงแล้วก็เถอะ แต่มันปฏิเสธตรงนี้ไม่ได้ อ่านดูก็รู้ มันสะท้อนออกมาในสัจธรรมที่ถ่ายทอดว่าไม่ได้เข้าใจเนื้อหาที่แท้จริง ที่มันวางอยู่แล้ว ว่างอยู่แล้วนั่นเอง ไม่ต้องเข้าไปวางไปปลงสภาวะไหนอีก

ปลงตัวมันเอง สละตัวมันเอง หรือ วางตัวมันเอง นั้นคือปล่อยให้ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเอง วางไม่วางก็ช่างมัน ปล่อยไม่ปล่อยก็ช่างมัน สละไม่สละก็ช่างมัน ว่างไม่ว่างก็ช่างมัน หรือถ้าหลงไปยึดเข้าก็ไม่ต้องหลงไปวางอีก มันก็จะวางของมันเอง เรียกว่าทุกอย่างทุกสภาวะนั้นล้วนแล้วแต่มีเหตุปัจจัยในอดีตที่สงผลให้มันเป็นไปแบบนั้น "ของมันเอง" จึงไม่ต้องไปพยายามปลง พยายามวาง หรือ พยายามสละสภาวะเหล่านั้นอีก ปลง วาง สละในที่นี้ก็คือการไม่ต้องเข้าไปยุ่งไปแทรกแซงกระแสแห่งสภาวธรรมที่มันถ่ายเทไปตามธรรมตามกรรมของมันอยู่แล้ว นี่คือการปลงโดยไม่ต้องเข้าไปพยายามปลง วางโดยไม่ต้องเข้าไปพยายามวาง สละโดยที่ไม่ต้องเข้าไปพยายามสละหรือไม่สละแบบไหนอีก ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็น หลงปลง หลงวาง หลงว่างไปซะงั้น

เรียกว่าในทุกสภาวะที่มันผ่านมาผ่านไปนั้นแหละ ก็ไม่ต้องเข้าไปพยายามปลง พยายามวาง พยายามสละซ้อนลงไปในกายในใจแบบไหนอีก การเข้าไปพยายามซ้อนปลงซ้อนวางมันก็คือโมหะ ตัณหา อุปาทานที่ยังหลงว่าสภาวะนี้เป็นของเราอยู่อีก หลงว่ายังยึดอยู่ มันจึงมีความหลงพยายามที่จะวาง หรือแม้แต่การเลือกที่จะปลงหรือไม่ปลงก็ยังไม่ใช่เลย โมหะซ้อนทั้งนั้น

ความพยายามที่จะเข้าไปปลงไปวาง หรือความพยายามที่จะไม่ปลงไม่วางนั้น ก็ยังจัดว่าเป็นความหลง เป็นโมหะอวิชชาทั้งคู่ โมหะในฝั่งติดก็คือความพยายามจะเข้าไปยุ่งกับมัน โมหะในฝั่งหลุดก็คือความพยายามที่จะเข้าไปยุ่งกับมันอีกเหมือนกัน ไม่ว่าจะไปหลงติดหลงหลุด ล้วนแล้วแต่เป็นโมหะซ้อนตลอด เรื่องง่ายก็เลยเป็นเรืองยาก

พูดสัจธรรมก็ต้องพูดในเนื้อหาที่ให้คนฟังยอมให้มันเป็นไปเองอยู่แล้ว ดับโมหะซ้อนตรงสภาวะนั้นเลย ไม่ใช่ไปเร่งให้ปลง ให้วาง เพราะการถ่ายทอดแบบนั้นก็ยังเรียกว่าเป็นโมหะซ้อนการปลงการวางอยู่ เสร็จแล้วก็ต้องมานั่งแก้ความเข้าใจกันอีก

การปลง การวาง การสละที่แท้จริงนั้น มันไม่มีตัวเข้าไปเลือกที่จะสละหรือไม่สละ ไม่มีตัวที่จะเข้าไปเลือกที่จะปลงหรือไม่ปลงหรอกนะ แบบนั้นก็ยังเป็นตัวปฏิบัติในการปลงการวางการสละอยู่ ก็ช่างมันกับทุกสภาวะนั่นแหละ ไม่มีสภาวะไหนที่เป็นสภาวะอันเป็นหมุดหมายเครื่องบ่งบอกได้ว่าท่านบรรลุแล้ว จบแล้วนะครับ ไม่ต้องไปหา ไม่ต้องไปทำ เพราะนิพพานนั้นนอกเหนือสภาวะ นอกเหนือเหตุและผล นอกเหนือมรรค นอกเหนือผล ไม่ติดไม่หลุดกับสภาวะไหนอยู่แล้ว ดังนั้นก็ไม่ต้องไปคาดหวังเอากับนิพพานอีก ไม่ต้องไปปรารถนานิพพานซ้อนอีก เพราะสิ่งเหล่านี้มันคือเครื่องปิดบังพระนิพพานอยู่โดยตัวมันเอง

เลิกหลงเข้าไปวาง เพราะมันวางอยู่แล้วโดยธรรม
เลิกหลงเข้าไปปลง เพราะมันปลงอยู่แล้วโดยธรรม
เลิกหลงเข้าไปสละ เพระมันสละตัวมันเองอยู่แล้วโดยธรม
ทุกอย่างก็เป็นไปของมันเองอยู่แล้ว โดยเหตุและปัจจัยที่ไม่ใช่เรา
ไม่ต้องไปปลงไปวางไปสละแบบไหน เพื่อให้ว่าง จาง คลายอะไรอีก
นั่นแหละ เดี๋ยวมันก็ปลงของมันเอง โดยไร้โมหะซ้อนปลง
เดี๋ยวมันก็วางของมันเอง โดยไร้โมหะซ้อนวาง
เดี๋ยวมันก็สละของมันเอง โดยไร้โมหะซ้อนการสละ
เดี๋ยวมันก็ว่างของมันเอง โดยไร้โมหะหลอกเอาให้ว่าง

หรือถ้ามันติดใจว่าว่าง-ไม่ว่างอีกนะ ก็ไม่ต้องไปเอ๊ะ ถ้ามันจะไม่ว่างก็ของมันเองอีกเหมือนเดิม แค่ไม่ไปทำอะไรแบบไหนซ้อนใจซ้อนกายอีก มันก็จะนอกเหนือไปทุกสภาวะที่มันอนัตตาอยู่แล้วไปเอง ไร้โมหะซ้อนในสภาวะที่มันอนัตตาอยู่แล้วไปเอง นิพพานของมันเอง ไม่ใช่เอาสติ เอาจิตไปนิพพาน เพราะสิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่ใช่ของเราเลยแม้แต่นิดเดียว

ดังนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเพื่อให้หลุดพ้นอีก ขืนเข้าไปทำจิตทำใจทำสติแม้แต่นิดเดียว มันก็จะเป็นโมหะซ้อนทันที แค่ฟังสัจธรรมให้เข้าใจตรงๆ ขอขมากรรมล้างสิ่งปิดบังไปเรื่อยๆ(ขอขมากรรมแบบไม่เอาอะไร) เดี๋ยวโมหะอวิชชาทั้งหลายมันก็จะถูกล้างไปเอง เมื่อไร้โมหะซ้อน เดี๋ยวตัณหาอุปาทานมันจะยุติเองโดยที่ไม่ต้องเข้าไปทำอะไรเลย

ที่มันยากก็เพราะความพยายามที่จะเข้าไปทำเข้าไปปฏิบัติทั้งนั้นเลยครับ ของจริงง่ายนิดเดียว คือไม่ต้องทำอะไรกับกายกับจิตเพื่อให้หลุดพ้นอีกเลย

แล้วโมหะจะหมดไป ของมันเอง ของมันเอง ของมันเอง (Echo)

No comments:

Post a Comment