Thursday, June 19, 2014

การโปรดสัตว์ ตอนที่ 2 : การโปรดสัตว์ด้วยการสะท้อนสัจธรรม

เมื่อตอนก่อนเราพูดถึงการโปรดสัตว์ด้วยการขอขมากรรม ประกาศสละประกาศถอนความหลงตั้งเอาและความยึดติด ประกาศชดใช้หนี้กรรม เพื่อปลดล็อคกรรมเก่า เคลียร์กรรมเก่ามิให้ปิดบังสัจธรรม แต่ก็มีอีกเนื้อหาหนึ่งที่สำคัญในการโปรดสัตว์ เพราะแม้จะเคลียร์กรรมเก่าที่ปิดบังได้จริง แต่หากยังไม่ยุติกรรมใหม่ ที่มีโมหะตัณหาผลักดันไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยังไงๆมันก็ไม่จบได้หรอกครับ ดังนั้นจึงต้องมีการสะท้อนสัจธรรมเพื่อล้างโมหะอวิชชาให้หมด ซึ่งจะเป็นผลให้ยุติกรรมใหม่ที่จะทำให้เกิดภพชาติต่อไป

แต่บอกไว้ก่อนเลยว่าเนื้อหาสัจธรรมจริงๆนั้นไม่มีครับ เพราะสัจธรรมหรือนิพพานนั้น ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยสมมติใดๆเลย มันว่างจากตัวตน ไร้สภาพที่จะเป็นอะไร จะเอาอะไรไปอ้างอิงก็ไม่ได้ ดังนั้นการสะท้อนสัจธรรมออกมาเป็นคำพูดนั้น ก็คือการ ใช้สมมติ "ล้าง"  ความหลง ล้าง "ทิฏฐิ" ล้างความยึดติดในสรรพสิ่ง ความยึดติดในสมมติต่างๆ ล้างคติ อคติ ล้างทัศนะ ล้างความเห็นความหมาย จนไม่มีความแตกต่างในทางธรรมใดๆเหลืออีก เพื่อยุติตัณหาให้กับสรรพสัตว์ เมื่อล้างโมหะแล้ว เลิกหลงแล้ว จิตที่เคยดิ้นรนไขว่คว้าก็จะยุติเอง จบความเป็นจิตเอง นี่คือเหตุผลที่ผมบอกไว้เสมอๆว่า ถ้าไม่มีเหตุ(ความติดขัดข้องคาของผู้คน) มาให้สะท้อนล้าง มันก็ไม่มีเนื้อหาอะไรที่จะพูด ทุกอย่างมันเป็นอย่างนั้นเองอยู่แล้ว โอเตอยู่แล้วตลอด

การสะท้อนสัจธรรมนั้นจะต้องใช้บัญญัติให้ถูกต้อง อย่าพูดเพื่อสร้างความเห็นความหมาย หรือสร้างแง่มุมให้ต้องคิด พิจารณา หรือพูดชี้ให้สงสัย หรือชี้ให้เกิดอุปาทานอย่างใดอย่างหนึ่ง สรุปแล้วคือพูดให้ยอม ยอมที่ใจ ฟังแล้วปลง(ทิ้ง) ฟังแล้ววางของมันเอง ไม่ใช่สร้างมานะให้ไปปฏิบัติอีก แล้วก็ไม่ใช่บอกให้ไปปลงเอาด้วยนะครับ ฟังสัจธรรมตรงไหนมันโล่งมันว่าง มันก็วางของมันเอง ปลงของมันเองตรงนั้น อย่าพูดให้ใครไปรีบปลงรีบวางให้เป็นตัวปฏิบัติซ้อนอีก

ในวัชรปรัชญาปารมิตาสูตรนั้น พระพุทธเจ้าทรงกล่าวเอาไว้ว่า แม้ท่านแสดงธรรม แต่ก็ไม่ได้มีธรรมที่แสดงจริง และผู้ที่แสดงธรรมกับผู้ฟังก็ไม่ได้ปรากฏขึ้นจริง ทั้งหมดเป็นธรรมชาติอย่างหนึ่งเท่านั้นเองที่ไม่อาจสำคัญมั่นหมายว่าเป็นอะไร และที่พระองค์ทรงตรัสเช่นนี้ก็เพราะว่า สัจธรรมนั้นเป็นเนื้อหาที่ว่างอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้ว ไม่ใช่อะไรจริงอยู่แล้ว แต่ที่สัจธรรมมิอาจจะปรากฏขึ้นได้ เพราะสรรพสัตว์ส่วนใหญ่ถูกปิดบังกักขังอยู่ในสักกายทิฏฐิของตนเอง จึงไม่สามารถที่จะแจ้งในความจริงอันนี้ได้ จวบจนกระทั่งได้น้อมมาฟังสัจธรรม เปิดใจฟังความจริง เมื่อนั้นก็จะสามารถเชื่อมโยงกับเนื้อหาสัจธรรมได้ เรียกว่ายอมเปิดใจในระดับหนึ่ง เพื่อฟังสัจธรรมเข้าใจแล้ว ทิฏฐิและอุปาทานในสิ่งต่างๆอันมิใช่ตัวตนก็จะคลี่คลายลงเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความเบาคลายนั้นก็ยังมิใช่สัจธรรม เป็นเพียงสภาวะความคลี่คลายแห่งกรรมเท่านั้น

ความที่สัจธรรมนั้นไม่ใช่อะไรนี่เอง เราอาจจะเรียกว่าสัจธรรมนั้นไร้ร่องรอยในการปรากฏแก่ปวงสัตว์ เป็นการอาศัยสมมติเพื่อล้างความยึดติดในสมมติ อาศัยความหลงเพื่อล้างความหลงเอง เมื่อผู้ฟังหมดหลงในแง่มุมนั้นแล้ว สัจธรรมที่ได้ถ่ายทอดไปก็ไม่มีความหมายอะไรอีกต่อไป ความที่มันไร้ร่องรอยที่จะแฝงฝังอยู่ในสัญญาแห่งสรรพสัตว์ทั้งหลายนี้เอง ก็คือลักษณะประการหนึ่งของพระสัจธรรม จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนที่มาฟังมาอ่านสัจธรรมแล้วจะจำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย เหลือไว้แต่ความโล่งโปร่งเบาในกายในใจ หรือบางท่านก็จะไร้ไปเลย ทั้งหมดนี้ก็เพราะลักษณะของการไม่ทิ้งร่องรอยใดๆเอาไว้ให้กับสรรพสัตว์เลยนั่นเอง

เนื้อหาสัจธรรมจริงๆจึงไม่ใช่คำพูด ไม่ใช่วจนะ ไม่ใช่บทความ ไม่ใช่ข้อเขียนอะไรทั้งสิ้น แต่ความคลี่คลาย ว่างจากโมหะซ้อนจิตที่เกิดขึ้นกับคนอ่านคนฟังนั่นแหละคือเนื้อหาสัจธรรมที่แท้จริง สมมติบัญญัติทั้งหลายเป็นเพียงสื่อให้เชื่อมโยงเข้ามาเพื่อคลี่คลายด้วยสัจธรรมเท่านั้น

ผู้โปรดสัตว์จริงๆก็ไม่ได้ทำอะไรเลยครับ ไม่ได้ทำให้ใครคลี่คลายเลย แต่เป็นเพียงแค่จุดเชื่อมโยง ให้ผู้คนทั้งหลายที่เข้ามาอ่านมาฟัง เขาคลายของเขาเอง ถ้าคนอ่านคนฟังไม่ยอมเอง ยังยึดอยู่ ต่อให้พระพุทธเจ้ามาปรากฏกายต่อหน้าก็ไม่สามารถที่จะถึงเนื้อหาสัจธรรมตรงนั้นได้เลย นี่คือเหตุที่ผมมักจะบอกอยู่เสมอว่า อย่ารีบไปเผยแพร่อะไร อย่า hard sale เพราะการเผยแพร่สัจธรรมทั้งหลายนั้นเป็นไปของมันเองโดยอัตโนมัติ อย่าไปคิดเอาว่าเราทำงานเผยแพร่ เราต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่าคิดเอาเองครับ เพราะการเผยแพร่สัจธรรมนั้นมีภาคทิพย์ช่วยดูแลอยู่ ปล่อยให้เขาทำงานบ้าง อย่างการเชื่อมโยงผู้ที่ถึงวาระเข้ามาในเว็บนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะจากภาคทิพย์ทั้งนั้น ไม่มีเรื่องบังเอิญหรอกครับ ภาคทิพย์เขาอ่านแล้วเขาสว่างตาม เขาก็ดลจิตตลใจผู้คนหรือชักนำผู้คนให้เข้ามาเอง

มีอีกสิ่งหนึ่งที่ผู้โปรดสัตว์ทั้งหลายควรจะเข้าใจในการพูดหรือถ่ายทอดเนื้อหาสัจธรรมคือ การพูดสัจธรรมนั้น ไม่ใช่การพูดออกไปเพราะเชื่อว่าเป็นจริงอย่างนั้น ความเป็นจริงนั้น ต่อให้เราไม่เชื่อมันก็จริงอยู่แล้ว แต่จริงแบบสัจธรรมนั้นมันไม่มี(ฮา) การพูดสัจธรรมด้วยความเชื่อจะส่งผลให้มีแรงกรรมจากอุปาทานในความเชื่อนั้นส่งผ่านไปยังผู้ฟังผู้อ่าน ฟังแล้วมันไม่จบตาม ไม่ดับตาม ดีไม่ดีอาจปวดหัวตัวร้อน เพราะไอ้แรงกรรมจากความเชื่อ(มันคือความยึดติดอย่างหนึ่ง)นี้มันจะสะท้อนให้คนฟังคนอ่านเชื่อตาม ยึดตาม แทนที่จะว่างตาม ดับตาม คนฟังคนอ่านสัจธรรมแล้วคลี่คลายเองนั้น ไม่รู้ตัวกันหรอกว่าในขณะที่ฟังที่อ่านนั้น มันไม่มีที่เชื่อหรือไม่เชื่อนะครับ มันคลายว่างอย่างเดียว ซึ่งมันนอกเหนือความเชื่อไปอีกทอดหนึ่ง

การเผยแพร่สัจธรรมก็ไม่ใช่การให้ใครเปลี่ยนทัศนคติ แบบที่ไปชักจูงกันเป็นแชร์ลูกโซ่ ให้มาหลงงมงายกัน โดยที่ทั้งคนชวนและคนถูกชวนก็ยังวนอยู่ทั้งคู่ แต่ให้ล้างทัศนคติทั้งเก่าทั้งใหม่ให้หมด

ผมเคยพูดกับญาติธรรมท่านหนึ่งที่มีเนื้อหาอริยะแล้วว่า จริงๆการที่พูดสัจธรรมออกมานี่ ก็ไม่ได้เชื่อในสิ่งที่พูดเลยครับ (จะว่าไปก็เหมือนโกหก แต่จริงๆการโกหกก็มีเจตนาเป็นแรงกรรม) มันนอกเหนือความเชื่อไปแล้ว แต่พูดออกมาจากที่มันว่างอยู่แล้ว เมื่อคำพูดหรือตัวอักษรที่ถ่ายทอดออกมาไร้แรงอุปาทานที่จะส่งต่อให้คนอ่านคนฟัง เนื้อหาที่ถูกถ่ายทอดออกมาจึงมีอานุภาพแห่งความคลี่คลายไปด้วยทันที นี่คือเหตุผลที่บอกว่า อย่าพูดสัจธรรมเพราะแค่เชื่อ หรือแค่อยากจะพูด คนฟังคนอ่านเขารู้เขาสัมผัสได้ครับ คนที่ชอบเอาคำของพระพุทธเจ้ามาทำ hard sale ก็พึงสังวรณ์ไว้นะครับว่า แบบนั้นมันก็ยังไม่ใช่เนื้อหาที่แท้จริง

อีกอย่างหนึ่งที่ผู้โปรดสรรพสัตว์พึงระลึกไว้เสมอว่า การถ่ายทอดสัจธรรมออกไปนั้น อย่าถ่ายทอดออกไปบนเงื่อนไขอย่างใดอย่างหนี่ง อย่าไปติดว่า ถ้าพูดไปแล้วจะกระทบใครไหม หรือพูดไปแล้วจะกระทบภาพลักษณ์เราหรือเปล่า หรือพูดแบบนี้เป็นสไตล์พระ สไตล์ชีหรือไม่ อย่าพูดเพราะว่าตนเป็นพระ เป็นชี หรือพูดธรรมไปตามหัวโขนที่ครอบอยู่ ทำให้ต้องพูด เพราะบางท่านพูดสัจธรรมออกมา แต่มันไม่มีเนื้อหา มันมีแต่ความพยายามที่จะพูดสัจธรรมที่พุ่งออกมากระแทกคนอ่านคนฟังเท่านั้น แล้วสิ่งที่ติดขัดเหล่านี้ล่ะที่จะทำให้สัจธรรมไม่มีอานุภาพ จะพูดสัจธรรมก็พูดไป แต่อย่าเผื่อเอาไว้เพื่ออะไรอีก พูดแบบไม่มีอะไรจะเสีย แบบไม่มีอนาคต แบบคนไม่มีเครดิต แบบไม่ต้องกลัวว่าคนจะคิดยังไง พูดโดยไร้เงื่อนไขในการพูด สัจธรรมที่ออกมาจะมีอานุภาพไปเอง

บริบทด้านการสื่อสารก็สำคัญ ในกลุ่มคนที่เขาไม่เปิดรับสัจธรรม ยังหมกมุ่นกับการเป็นการอยู่ หรือหมกมุ่นในสิ่งต่างๆ ก็ไม่ต้องไปยุ่ง ไม่ต้องแสดงตัว ใช้ชีวิตไปตามปกติจนกว่าจะมีเหตุให้สะท้อนสัจธรรมออกมา ถ้าต้องคลุกคลีตีโมงอยู่กับผู้คนเหล่านี้ เราทำได้อย่างเดียวแค่ดับเป็นประธานเอาไว้ เดี๋ยวอานุภาพนั้นจะไปละลายอุปาทานของเขาเหล่านั้นเอง แม้จะช้าหน่อยก็ตาม ถ้าเราพยายามมากเกินไป เยอะเกินไป พุ่งเกินไปในการสื่อสาร มันจะทำให้คู่สนทนาเราตั้งกำแพงใส่เราได้ และจะทำให้ดูเหมือนงมงายเอาครับ สะท้อนไปตามเหตุปัจจัยนั่นแหละ มันจะพอดีไปเองโดยอัตโนมัติ

ส่วนเรื่องสมมติบัญญัตินั้นก็ไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบเดียวกันหมดครับ ไม่ต้องเลียนแบบหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านทั้งหมดก็ได้ครับ บารมีเราไม่ถึงท่านจะไปพูดตามท่านเป๊ะๆเป็นไปไม่ได้ บารมีมันไม่รองรับ ก็ให้พูดไปตามบารมี ไม่ต้องเกร็ง ได้แค่ไหนแค่นั้น อย่าพยายามให้เยอะเกินกำลังตน คนฟังคนอ่านเขารู้ว่าตรงหรือไม่ตรง(แต่เขาไม่บอก) และอย่าลืมว่าพูดอะไรไปต้องเกิดจากเนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรมจริงๆ ไม่ใช่คิดเองเออเองหรือไปอ่านไปฟังจากที่อื่นแล้วเอามาขยายความ ตัดตอน แต่งประโยคบอกเล่าสัจธรรมด้วยตัวเอง โดยที่ไร้เนื้อหารองรับ จริงๆอยากจะบอกว่าการขอขมากรรมและการประกาศสละชดใช้หนี้กรรมนั้น เป็นวิธีการโปรดสัตว์ที่ได้ผลกว้างขวางกว่าเยอะ(ฮา)

ถึงตรงนี้หลายคนอาจจะบ่นว่า ยุ่งยากจังเลย จริงๆไม่ยุ่งยากเลยครับ เพราะการพูดสัจธรรมไม่ได้ใช้อะไรเลย ที่มันยุ่งยากเพราะเราไปคิดให้มันเยอะเกิน ยึดตัวตนในการพูดเยอะเกิน ยึดปัจจัยที่เป็นเงื่อนไขในการพูดเยอะเกินแล้วก็ไม่กล้าทิ้งสิ่งเหล่านั้น มันเลยพูดออกมาแบบกั๊กๆ ไม่สุดซอยเสียที จะพูดสัจธรรมได้อย่างอาจหาญนั้น ก็พูดไปแบบไม่มีอนาคตเลย ไม่มีนอกไม่มีใน ไม่ต้องกลัวว่าจะกระทบใครบ้าง(แต่ไม่พูดจำเพาะเจาะจงลงไปที่ใครนะครับ เพราะจะกลายเป็นการตำหนิ)เพราะมันต้องกระทบบ้างอยู่แล้วเป็นปกติ ไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครฟัง ใครอ่านไหม แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีใครมาทำบุญกับเราอีกหรือไม่ เรียกว่าอย่ามีเงื่อนไขในตัวมันเองในการพูดสัจธรรม แล้วสัจธรรมจะมีอานุภาพอาจหาญไปเอง

ความอาจหาญในสัจธรรมนี่ต้องแยกแยะให้ถูกนะครับ บางท่านพูดออกมากระโชกโฮกฮาก เอาความถมึงทึงเข้ามาใส่  แต่กลับไม่มีเนื้อหาสัจธรรมคนอ่านคนฟัง อันนี้ดูรู้นะครับ เอาเป็นว่าอาจหาญโดยที่ไม่ต้องพยายามที่จะอาจหาญ อะไรก็ตามที่เจือปนลงไปในเนื้อหาที่ถ่ายทอดจนปิดบังอานุภาพของสัจธรรม ล้วนเกิดจากความพยายามที่มากเกินไปทั้งนั้น

ก็ปล่อยให้มันถ่ายทอดอย่างเป็นธรรมชาติตรงนั้นเดี๋ยวนั้น อานุภาพสัจธรรมที่มันไม่ติดขัดข้องคานั้นก็จะส่งต่อไปสู่ผู้ฟังผู้อ่านเองโดยอัตโนมัติ

No comments:

Post a Comment