Thursday, May 8, 2014

สัตว์สังคม

บทถอดความเทศนาธรรม ตอน สัตว์สังคม
โดยหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต
-----------------------------------------------
ก็แบบไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ดูบ้างสิ  ที่มันไม่ใช่อะไรกับอะไร มันไม่ต้องแบบไหนไม่ต้องอย่างไร ไม่ยุ่งไม่ยาก ไม่ต้องเรื่องมาก

ไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ เรียกว่าอริยะทั้งหลาย

ที่ไม่ใช่ตัณหาในจิตไม่ใช่โมหะในจิต ไม่ใช่ว่าคอยจะเป็นแต่จิตอย่างนั้นจิตอย่างนี้อะไร
ที่มันไม่อยู่แล้ว ไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้ว ไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว ธาตุล้วนๆ จิตล้วนๆ จิตบริสุทธิ์ แบบไม่ใช่คนไม่ใช่สัตว์ แบบไม่เรื่องน้อย ไม่เรื่องใหญ่ ไม่เรื่องมาก แบบไม่เป็นเรื่อง แบบไม่มีเรื่องในจิตในใจ หมดจด บริสุทธิ์  หมดจด

มันจะเป็นวิบากแบบไหนไปบ้างก็ช่างมัน ลูกก็ไม่ต้องไปแบบไหนกับมัน ไม่ต้องไปคอยอย่างไรกับมัน จะได้ไม่เป็นโมหะตัณหาใหม่ซ้อนลงไปในวิบากทางจิตอีก จะได้ไม่เป็นกิเลสใหม่ ซ้อนผลของกิเลสเก่า

มัวแต่เป็นคนเป็นสัตว์อยู่มันก็วุ่นวาย มัวแต่อย่างนั้นอย่างนี้ วุ่นวาย

อย่ามัวแต่เป็นสัตว์โลก อย่ามัวแต่เป็นสัตว์สังคม สัตว์มันก็คือสัตว์นั่นแหละ  ต่อให้ใส่สูทผูกเนคไทมันก็ยังสัตว์เหมือนเดิม  ต่อให้ด็อกแล้วด็อกอีกมันก็ยังสัตว์เหมือนเดิม

  สรรพสัตว์สัตว์โลกทั้งหลาย สัตว์สังคม เรื่องมาก

แบบธาตุบริสุทธิ์สิ จิตบริสุทธิ์ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว อย่ามัวแต่เป็นสัตว์สังคมอยู่

โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักบวชก็เหมือนกัน ยิ่งบวชแล้วก็ต้องบวชนั่นแหละ  อย่ามัวแต่แบบนั้นแบบนี้อยู่ จะบวชในรูปแบบไหนก็คือนักบวชทั้งนั้นแหละ มันไม่ได้อยู่ที่นิกายนิโกยอะไรหรอก  บวชก็คือบวชนั่นแหละ จะอยู่ในรูปแบบไหนคำว่าบวชก็คือบวช จะใช้สัญลักษณ์แบบไหน อยู่ในรูปแบบแบบไหนก็คือบวชแล้วเมื่อจิตมันดำริออกบวช ก็คือบวช ก็ไม่ต้องเรื่องมาก บวชก็คือสละ ไม่ใช่ตั้งเอาอะไรอีก ไม่ใช่ไปมุ่งเอาอะไรอีกลูก ก็ไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วจิต ไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว หมดจด บริสุทธิ์ ธาตุบริสุทธิ์เหมือนกัน

ไม่ใช่มัวแต่ขวนขวายในยศถาบรรดาศักดิ์ ลาภสักการะอะไร  สรรเสริญเยินยออะไร ยศช้างขุนนางพระอะไร ไม่ใช่

บวชก็คือ สละ ก็คือ บวช

ถ้าบวชไม่เป็นแล้วมันจะยุ่งมันจะวุ่นวาย มัวแต่เล็งในตำแหน่ง มัวแต่เล็งยศถาบรรดาศักดิ์ มัวแต่เล็งไอ้ยศช้างขุนนางพระเนี่ย เอามาทำอะไร ?

พระเป็นผู้สละแล้ว มันจะไปเอาอะไร ยศถาบรรดาศักดิ์

ถ้าไม่งั้น มันจะหลอกลวงโลกสังคม

เอาอะไร? ยศถาบรรดาศักดิ์ ไปเอามาทำอะไร?  บวชแล้วเนี่ย บวชแล้วก็สละไป สละไป  ไม่งั้นมันจะหลอกลวงโลกสังคม มุ่งในลาภสักการะ มุ่งในผลประโยชน์  มุ่งในบริวาร มุ่งในศรัทธา มันไม่สละในตัวมันเอง จิตมันไม่บวช  บวชแต่ข้างนอก แต่จิตมันไม่บวช ไม่สละ ไม่ใช่ธาตุบริสุทธิ์

เอาไปทำอะไรล่ะ? ยศช้างขุนนางพระ เอาไปทำอะไร? ดับทุกข์ให้กับโลกได้เหรอ?  มีแต่ตกนรก ลงอบายภูมินี่ก็มาก แก่งแย่ง ชิงดีชิงเด่นอะไร

ก็สละ บวชนอก บวชใน สละ

แค่อยู่แค่อาศัย ใช้ธาตุใช้ขันธ์จะไปมุ่งอะไร ลาภสักการะ ผลประโยชน์อะไร เดี๋ยวก็ตายทิ้งกันหมดแล้ว ไม่เหลือหรออะไร หวังอะไรล่ะ เกียรติยศ ชื่อเสียง ตำแหน่งนั่นนี่อะไร เดี๋ยวก็ลงอบายภูมิหมด

ยิ่งบวชแล้วก็ยิ่งบวชเลย ทุกสิ่งทุกอย่างก็เหมือนกัน เมื่อได้สดับสัจธรรมแล้วก็ต้องหมายถึง ตรงต่อการ สละ ละ วางในตัวมันเอง จิตที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วไม่เรื่องมาก ไม่มากเรื่อง เรียกว่า บริสุทธิ์ ไม่สร้างปัญหาให้กับตนเอง ไม่สร้างปัญหาให้สังคม ไม่สร้างปัญหาให้กับสังสารวัฏ

อย่ามัวแต่เป็นสัตว์สังคมอยู่  อย่ามัวแต่เป็นสัตว์โลกอยู่  ยกยอปอปั้นสูงส่งกันขนาดไหน มันก็สรรพสัตว์ทั้งนั้นแหละ  เมื่อใจมันยังเรื่องมากอยู่ มันยังไม่วางในตัวมันเอง   มันก็สัตว์ทั้งนั้นแหละ  จะยกยอปอปั้นกันขนาดไหน ยศถาบรรดาศักดิ์ ฐานันดรขนาดไหนก็อุปโลกน์ สมมุติกันทั้งนั้นแหละ มันก็สัตว์สังคมเหมือนกันหมดนั่นแหละ

ก็อย่าให้มันแบบสรรพสัตว์นัก อย่าให้มันแบบคนแบบสัตว์จนเกินไป ให้มันบริสุทธิ์บ้างนะ มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วนั่นแหละ จะได้ไม่เรื่องมาก ไม่วุ่นวาย ไม่ซ้ำเติมความวุ่นวายให้กับโลกสังคม

ไปหลงอะไรล่ะ หลงบริวาร หลงศรัทธา โลภมากในศรัทธา โลภมากในบริวาร ไม่วางไม่ปลงในตัวของมันเอง ไม่พาปลงไม่พาวาง พาเกาะกลุ่มกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน จับกลุ่มจับก๊วนอะไร กรรมทั้งนั้นแหละลูก มันหลงทั้งนั้น

มันไม่ใช่ธาตุบริสุทธิ์กับธาตุบริสุทธิ์ มันเป็นธาตุโมหะ ธาตุที่มีโมหะครอบในธาตุ โมหะกับโมหะ จิตโมหะกับจิตโมหะเหมือนกันมันเลยวุ่นวาย

ยิ่งเป็นนักบวชแล้วยิ่งต้องสละ ละ วางในจิตในใจในภายใน ไม่ใช่ไปมุ่งเอาอะไร ตั้งเอาอะไร ไม่งั้น มันจะหลอกลวงตนเอง หลอกลวงโลกสังคม หลอกลวงองค์พุทธะ หลอกลวงองค์มหาบารมี

สละนอก สละใน ไม่ว่าจะเพศหญิง เพศชาย บวชก็คือบวช จะรูปแบบไหนมันก็คือบวช มันไม่ใช่อยู่ตรงที่นิกงนิกายหรือว่าสายไหนทั้งนั้น

สละก็คือสละ บวชก็คือบวช

บวชแล้วก็สละในตัวมันเอง จิตไม่ใช่มายึดนั่นยึดนี่วุ่นวายไปหมด ธรรมก็ไม่ใช่ให้ยึด วินัยก็ไม่ใช่ให้ยึด ให้งด ให้เว้น ให้สละ ให้ละ ให้วาง ของใครของมันไป ไม่ใช่เอามายึดแล้วเอามาทะเลาะกัน เอามาอวดกันหรือเอามาตำหนิติเตียนกัน ไอ้นั่นน่ะมันโง่ มันหลง บวชแล้วไม่รู้จักบวช

สละแม้กระทั่งธรรมวินัยก็ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดติด ให้งด ให้เว้น ให้สละ ให้ละ ให้วางในตัวของมันเอง ไม่ใช่เอามายึดแล้วเอามาตำหนิติเตียนกัน มาทะเลาะกัน ไม่ใช่อย่างนั้น

จะบวชอยู่ในประเทศไหนมันก็บวชทั้งนั้นแหละ คำว่าสละออกบวชแล้ว มันก็คือบวช มันไม่ใช่อยู่ที่นิกายหรอก ไม่ได้อยู่ที่รูปแบบ  สายใครสายมัน มันไม่ใช่อยู่ตรงที่สาย เมื่อไปหลงยึดติดซะแล้วมันก็เป็นแบบอย่างที่ไม่ดีต่อโลกสังสารวัฏ

มันหลอกลวงตัวเอง หลอกตัวเอง แล้วก็หลอกลวงต่อองค์มหาบารมี มันไม่ตรงต่อเนื้อหาของท่าน ที่จะ สละ ละ วางในตัวของมันเอง

จิตก็ไม่ต้องไปแบบไหนไม่ต้องไปอย่างไรอีก ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว  นั่นแหละบริสุทธิ์ ธาตุบริสุทธิ์เหมือนกับธาตุทั่วไป  เป็นธาตุที่บริสุทธิ์อยู่แล้ว ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วนี่ลูก นั่นแหละไม่มีโมหะไม่มีตัณหาซ้อน

ถ้ามันขยันแบบนั้นแบบนี้แสดงว่าโมหะตัณหามันจัด  อีนี่น่ะคบไม่ได้ ไอ้นั่นน่ะคบไม่ได้หรอก  ถ้าแบบนั้นน่ะวุ่นวายไปหมด  มันไม่ใช่ธาตุบริสุทธิ์ มันเป็นธาตุซกมก  เป็นธาตุปนเปื้อน เป็นธาตุที่มันมีมลทิน เป็นธาตุที่โมหะซ้อนโมหะเจือปน มันหลง  มันขยันแบบนั้นขยันแบบนี้ มันคบไม่ได้ทั้งนั้น ไม่ว่าอีนั่นอีนี่หรือว่าไอ้นั่นไอ้นี่มันคบไม่ได้ทั้งนั้นแหละ ประเภทเรื่องมาก เรื่องจัด ประเภทวุ่นวาย ประเภทธาตุไม่บริสุทธิ์

ตรงที่มันไม่อยู่แล้ว ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว ไม่ต้องเรื่องมากนี่ลูก นั่นแหละจึงจะเป็นเนื้อหาของคำว่าบวชจริง ๆ ในภายใน หรือสละ ละ วาง ตามเนื้อหาสัจธรรมจริง ๆ ตามองค์พุทธะที่กราบกันปลก ๆ มือเป็นฝักถั่วน่ะ  กราบแล้วกราบอีก แต่ใจไม่แล้วแล้วไป มันก็ได้แค่กราบ ไม่ตรงเนื้อหา

ก็ซะเองสิ ในใจของตัวเองของทุกคนก็ซะเองสิ  ก็ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้ว ซะเองเลย  ไม่ซะเองของทุกคน นั่นแหละลูก ของตัวเองนั่นแหละ ก็ไม่ซะเองสิ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วนั่นแหละ อย่าสร้างเรื่อง

อย่าขยันสร้างเรื่องให้โลกให้สังคม อย่าขยันเรื่องมาก อย่าขยันระบายสิ่งสกปรกโสโครกทางจิตตัวเองสู่สังคม  อย่าเอาเรื่องมากไปให้กับสังคม  อย่าเอาเรื่องมากไปให้กับวัดวาศาสนา

ก็ไม่ซะเองสิ อย่าปล่อยให้โมหะมันครอบงำ  ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วกับจิต นั่นแหละเรียกว่า จิตที่มันไม่มีโมหะครอบงำ ไม่มีโมหะไม่มีตัณหาครอบงำ ไม่มีกรรมกิเลสครอบงำ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว ไม่ต้องมากไปด้วยความคิด ความเห็น ความหมาย ไม่ต้องเรื่องมาก

มันจะได้เป็นธาตุที่บริสุทธิ์ บริสุทธิ์กับบริสุทธิ์เหมือนกัน
ทิ้งความเป็นสรรพสัตว์ ทิ้งความเป็นสัตว์สังคมในจิตในใจ
มันเป็นสัตว์สังคมอย่างไรล่ะลูก?
 ก็เพราะว่าโมหะมันเยอะเหมือนกัน     มันหลงเหมือนกัน ในใจมันก็มีแต่เรื่องมากเหมือนกัน มันก็เลยเป็นสัตว์สังคมเหมือนกัน มีแต่สัตว์กับสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นผู้นำผู้ตามมันก็สัตว์สังคมทั้งนั้นแหละ สรรพสัตว์ทั้งนั้นแหละ ถ้ามันยังไม่หยุดเรื่องมากในใจของมันเอง

มีแต่ไปเพิ่มเรื่องให้มันมากขึ้นในโลกในสังคม ไม่ว่านักบวชหรือไม่ใช่นักบวช มันก็สรรพสัตว์ทั้งนั้นแหละ จนกว่าในใจของมันจะเลิกเป็นคนเลิกเป็นสัตว์ซะที นั่นแหละจึงจะเรียกว่าบวชใน สละใน บวชใน ตรงต่อเนื้อหาองค์พุทธะ พระอรหันต์ ตรงต่อเนื้อหาขององค์มหาบารมี ตรงต่อสัจธรรม

ที่มัน ไม่ เหมือนกัน ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว ไม่สร้างความเดือดร้อน ให้กับธาตุนี้ขันธ์นี้หรือธาตุอื่นขันธ์อื่น จะได้ไม่เป็นภาระกับโลกสังคม ไม่เป็นภาระกับองค์มหาบารมี ไม่เป็นภาระกับองค์อรหันต์เจ้าทั้งหลาย ไม่ต้องรับเรื่อง ไม่ต้องแบกปัญหา เพราะไม่ต้องสร้างปัญหา มันก็ไม่ต้องแบกปัญหา ไม่ต้องมัวแต่รับเรื่องอะไรอยู่

ถ้าพากันผิดไปมาก ๆ ต่อสัจธรรม เดี๋ยวกรรมมันจะมากขึ้น กรรมมันจะลงให้ผลมากขึ้น นักบวชหรือไม่นักบวชก็ไม่เกี่ยว มันอยู่ที่ธาตุมันไม่บริสุทธิ์ จิตมันไม่บริสุทธิ์ ไม่หมดจด กรรมมันเยอะมากขึ้น โมหะเยอะ กรรมเยอะมากขึ้น เดี๋ยวกรรมมันจะลงให้ผลมากขึ้นมันจะลำบาก ไม่เลือกว่านักบวชหรือไม่ใช่นักบวช มันก็ลำบากทั้งนั้นแหละ

ธรรมวินัยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ให้มายึด ให้งด ให้เว้น ให้สละ ให้ละ ให้วาง ของใครของมัน วางใครวางมันไป ละใครละมันไป สละใครสละมันไป เว้นใครเว้นของมันไป แต่ไม่ใช่ให้เอาไปยึด แล้วก็เอาไปตำหนิติเตียน

เข้ามาอยู่ในรูปแบบของนักบวช รูปแบบของศาสนา แล้วก็เอามายึดไปหมด อะไรก็เอามายึดไปหมด อย่างนี้แหละมันหลอกตัวเอง เรื่องมาก

เรื่องมากแล้วหลอกตัวเอง แล้วก็ทำให้คนอื่นลำบากไปด้วย
ให้เว้นใครเว้นมัน งดใครงดมัน สละใครสละมัน มัน จึงค่อยตรงต่อพุทธประสงค์ ที่มันจะหลุดมันจะพ้นเป็นในตัวของมันเอง

เว้นไปของใครของมันนั่นแหละ เว้นไป สละไป ละไป เว้นใครเว้นมันไป งดไป ของใครของมันก็งดไป แต่ไม่ใช่ให้ไปตำหนิติเตียน ไม่ใช่ให้ไปทะเลาะกัน ไม่ใช่ให้เอาไปรบราฆ่าฟันกัน มึงผิด กูถูกอะไร ไอ้ถูกก็ยังไม่ถูก ไอ้ผิดก็ยิ่งไม่ถูกใหญ่ มันไม่ใช่ตรงที่ไปหลงยึดหลงติด แล้วมันกลายเป็นผิดเป็นถูกอะไรขึ้นมา

จิตไม่ดี ปากไม่ดี พฤติกรรมไม่ดี สร้างปัญหาให้สังคม จุดไฟให้กับโลกสังคม ชอบจุดไฟใส่สังคม ชอบจุดไฟใส่คนอื่นเนี่ย ปากไม่ดี คิดไม่ดี  ชอบจุดไฟใส่คนอื่น ใส่หมู่คณะ ใส่สังคม  ปากไม่ดี จิตไม่ดี  จิตมันมีปัญหาซะเอง ปากมันก็มีปัญหาซะเอง

ชอบจุดไฟเหรอ?
จะคุยกันจะกล่าวกัน ก็สะท้อนให้มันสู่การจบการระงับดับในจิต งดไป เว้นไป ในแต่ละดวงจิต เว้นใคร เว้นมันไปลูก ที่มันไม่อยู่แล้ว ที่มันไม่ต้องแบบไหนไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วนั่นน่ะ มันจะได้หมดทุกเรื่อง ไม่มัววนเวียนอยู่แค่วิถีแห่งกรรม    ไอ้กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมอะไร

ไม่ต้องไปหลงเอาแล้ว ไอ้เกียรติยศ ชื่อเสียง ลาภสักการะอะไร ตำแหน่งหน้าที่นั่นนี่อะไร ยิ่งเอามันก็ยิ่งหลง ไปหลงตั้งเอา ตั้งเอา ตั้งเข้าใส่ มันก็ยิ่งหลงไปหน้าเรื่อยทุกสิ่งทุกอย่างนั่นแหละ

ไม่ว่าจะเป็นลูกผัวตัวเมียก็เหมือนกันนั่นแหละ ตั้งเอา ตั้งเอา มันก็หลงไปหน้าเรื่อยแหละ ตั้งเอาสามี ตั้งเอาภรรยา ตั้งเอาบุตร เอาธิดา มันตั้งเอามันก็ยิ่งหลงไปหน้าเรื่อย  ยิ่งเป็นสัตว์ เป็นหมู่ เป็นคณะมากขึ้น  สัตว์ในตัวเองตัวเดียวไม่พอ เพิ่มความเป็นสรรพสัตว์ จับกลุ่มกันเป็นสรรพสัตว์ให้มากขึ้น ปัญหามันก็เลยมาก ก็เดือดร้อนองค์มหาบารมี

ฟัง ก็ต้องฟังให้มันตรง ๆ ต่อการที่มันจะสละ มันจะคลี่คลายในตัวของมันเอง ที่จิตมันไม่ต้องไปเสาะแสวงแบบไหนอยู่แล้ว นั่นแหละลูกธาตุบริสุทธิ์  จิตบริสุทธิ์ธาตุบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ไม่ใช่ธาตุสามี ธาตุภรรยา ธาตุบุตร ธาตุธิดาอะไร เรียกว่า ธาตุตามธรรมชาติ ธาตุบริสุทธิ์

นิสัยเสียมาเรื่อยๆ ก็ตรงที่มันเริ่มตั้งเอามา ปรารถนาเอามา มันถึงทำให้นิสัยเสียไปเรื่อยๆ จากธาตุที่มันบริสุทธิ์ ธาตุที่มันไม่มีนิสัย ก็กลายเป็นธาตุที่มันมีนิสัยมากขึ้น จากจิตที่มันไม่มีจริตไม่มีนิสัยมันก็เริ่มมีจริตมีนิสัยมากขึ้น จากการที่มันเริ่มหลงตั้งเอามา ปรารถนาเอามาในแต่ละสิ่งแต่ละอย่างแต่ละเรื่องนั่นน่ะรู้ไหมว่ามันทำให้นิสัยเสียไปหมด จากธาตุบริสุทธิ์เดิมแท้มันก็เริ่มไม่บริสุทธิ์ผุดผ่อง

ไม่ต้องตั้งเอาอะไร จะได้ไม่ก่อเกิดกรรมมากมาย
มันจะได้ไม่ยึดในการอยู่ อยู่มันจะได้แล้วแล้วไปในการอยู่ ทั้งโลกก็จะได้บริสุทธิ์ไปด้วยกัน
อย่าไปแข่งขันกัน ที่ไปแข่งขันกันเนี่ย มันเป็นนิยมนิยามที่มันพาเสื่อมพาวิบัติทั้งนั้นแหละ

แข่งกันเนี่ย รู้ไหมอะไร?

มันโมหะตัณหาแข่งกัน มันนำไปสู่ความวินาศ สันตะโรทั้งนั้น กรรมทั้งนั้นแหละ ไอ้ลักษณะที่แข่งๆๆๆ กันทั้งหมด มันเป็นขี้ข้านิยมเป็นคตินิยม เป็นโมหะนิยม ที่มีขึ้นในสังคมไหน ขึ้นในหมู่ไหน คณะไหน มีขึ้นในบุคคลไหน มันก็เจ๊งทุกราย  ประเภทจิตเสื่อม ไม่ต้องไปแข่งลูก

ตัวหลงตั้งเอานั่นแหละมันทำให้เกิดการหลงแข่งขันตามมา มันนำไปสู่ความวิบัติ จิตเสื่อม มากไปด้วยโมหะ มากไปด้วยโลภะทั้งหลาย มากไปด้วยความหลงยึดติดทั้งหลายนั่นแหละมันเสื่อมไปหมดไม่ว่าทางโลกทางธรรมก็เหมือนกัน

ถ้ามันได้หลงตั้งเอาซะแล้วมันก็เสื่อมไปหมดแหละ มันไม่สละ มันไม่ละ ไม่วาง ไม่คลาย ไม่จางคลายในตัวของมันเอง ธาตุมันไม่บริสุทธิ์

ไม่ต้องคอยติดคอยหลุดแบบไหนอย่างไรอยู่แล้ว ไม่ต้องมาคอยติดคอยหลุดอยู่แล้วนี่ลูก ไม่อยู่แล้ว ไม่ต้องแบบไหนไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว ธาตุมันไม่มีโมหะไม่มีตัณหาเจือปน จิตไม่มีโมหะตัณหาเจือปน บริสุทธิ์..  บริสุทธิ์ตามธรรมชาติ แบบไม่มีผู้บริสุทธิ์

ถ้ามันยังมีผู้บริสุทธิ์มันก็ยังไม่บริสุทธิ์ มันยังมีความเป็นคนเป็นสัตว์ซ้อนในธาตุอยู่ มันก็ยังไม่บริสุทธิ์ เป็นเรื่องอุปโลกน์เป็นเรื่องสมมุติเอาเอง แต่มันไม่ใช่บริสุทธิ์ที่แท้จริง

ถ้าบริสุทธิ์จริงๆ มันบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ ธาตุที่มันบริสุทธิ์อยู่แล้ว มันไม่เกี่ยวกับผู้บริสุทธิ์ มันไม่ใช่ใครบริสุทธิ์ คำว่าใครบริสุทธิ์  หรือผู้บริสุทธิ์ ก็ยังเป็นความหลงอยู่ ที่ซ้อนอยู่ มันไม่บริสุทธิ์จริงหรอก ที่มันไม่แบบไหนอยู่แล้วไม่อย่างไรอยู่แล้วกับจิต นั่นแหละเรียกว่า ธาตุบริสุทธิ์
อย่างนี้ตายไปก็ตายแบบไม่หลง อยู่ก็อยู่แบบไม่หลง ตายก็ตายแบบไม่หลง ในที่สุดมันก็เลิกหลง เกิด แก่ เจ็บ ตาย มันก็เลิกหลงทั้งหมด ไม่ใช่การเกิด แก่ เจ็บ ตายอีกต่อไป เลิกหลง

ทำตัวให้มันดูดีมันก็ยังสัตว์สังคมเหมือนเดิม ก็สัตว์เหมือนเดิม ยังมัวแต่เป็นคนเป็นสัตว์อยู่ ยังเรื่องมาก ยังเอาความเรื่องมากของตัวเองไปพรั่งพรูออกสู่สังคม เติมให้มันวุ่นวายมากขึ้นอะไร ชอบสร้างเรื่องสร้างราว

ก็พากันไม่สิ พากันไม่ไป พากันสละไป พากันละไป พากันปล่อยไป คลี่คลายไป วางไป วางใครวางมัน

ไม่ซะเองไป ในแต่ละคนน่ะ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วเนี่ย ซะเองเลย ในแต่ละคน ในแต่ละดวงจิตนั่นน่ะ

เรียกว่าไม่ซ้ำเติมธาตุขันธ์นี้ แล้วไม่ซ้ำเติมโลกสังคมด้วย ก็เป็นแบบอย่างของความสว่างไสว ความบริสุทธิ์ ความหมดจด ความไม่ทะเยอทะยาน  ความไม่มักมาก ความที่ไม่หลงในยศถาบรรดาศักดิ์ ในตำแหน่งหน้าที่ ลาภสักการะ นินทาสรรเสริญ

ไอ้โลกธรรมแปดเปื้อนนั่นน่ะ โลกธรรมแปดประการ โลกธรรมแปดเปื้อนน่ะ  ปล่อยให้โลกธรรม มันแปดเปื้อนดวงจิตดวงใจ  มัวแต่ไปมุ่งนินทามุ่งสรรเสริญ  มัวแต่ไปมุ่งลาภมุ่งเสื่อมลาภอะไรน่ะ  มัวแต่ไปมุ่งในยศถาบรรดาศักดิ์ มียศไม่มียศอะไร ไอ้โลกธรรมแปดเปื้อน โลกธรรมแปด โลกธรรมแปดเปื้อนอะไร  กรรมนั่นแหละ กรรมทั้งนั้น โมหะทั้งนั้น

เนี้อหาที่มันบริสุทธิ์จริงๆ ไม่เกี่ยวกับโลกธรรมแปดประการ  อย่าให้โลกธรรมมันแปดเปื้อนจิตใจ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับนินทาสรรเสริญ ไม่เกี่ยวกับยศถาบรรดาศักดิ์อะไร ไม่เกี่ยวกับเสื่อมลาภมีลาภอะไร ไม่เกี่ยว จะมีลาภสักการะไม่มีลาภสักการะไม่เกี่ยว ไม่ต้องมุ่งใครจะสรรเสริญใครจะนินทาไม่เกี่ยว ไม่ต้องไปมุ่งใครจะมาให้ยศไม่ให้ยศ จะมียศไม่มียศไม่เกี่ยว อย่าไปมุ่ง อย่าไปตั้งเอาทุกอย่าง

อย่าให้โลกธรรมมันแปดเปื้อนลูก ไม่งั้นมันธาตุไม่บริสุทธิ์ บวชแล้วมันก็จะไม่บวช มัวแต่ไปติดสรรเสริญเยินยอยกยอปอปั้นอยู่

ยกยอปอปั้นอะไร ตัวตนใหญ่ขึ้น มานะมากขึ้น
แล้ววันหนึ่งก็จะกลายเป็นคางคกขึ้นวอ ให้บริวารเที่ยวหาบเที่ยวหามไป คางคกขึ้นวอน่ะ แล้วก็ละสังขารไปก็ลงสู่อบายภูมิในที่สุด เพราะมันไปหลงอยู่ในโลกธรรม ปล่อยให้โลกธรรมแปดเปื้อนอยู่

ไม่เกี่ยวกับศรัทธาหรือไม่ศรัทธา จึงเรียกว่าวางเป็นไม่ใช่ไปมุ่งเอาบริวาร มุ่งเอาศรัทธาอยู่ มัวแต่กอบโกยอยู่ มัวแต่ผลประโยชน์อยู่ นั่นแหละเขาเรียกว่ามันเป็นความหลง

บวชแล้วก็บวชเลย ก็สละไป จิตก็ไม่ต้องแบบไหนไม่ต้องอย่างไรไป ก็สละไป ละไป วางไป ไม่อะไรกับอะไรในจิตในใจของมันเองไป ไม่ต้องไปมุ่งอะไรทั้งหมดทั้งสิ้น

ไม่ใช่เอามาติด สายนั้นสายนี้ ไม่ว่าจะธรรมยุติ ไม่ว่าจะมหานิกายมหานิโกยอะไร ก็ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ

บวชก็คือบวช มาจากองค์พุทธะ สละตามองค์พุทธะ พระอรหันต์ ถ้ามายึดติดตรงนิกาย มันก็กลายเป็นลัทธิทั้งหมดแหละ ไอ้ธรรมยุติก็ลัทธิ มหานิกายก็ลัทธิ ถ้ามายึดแล้วรู้มั้ยว่ามันเป็นเพียงแค่รูปแบบของการอิงอาศัยชั่วคราว เหมือนกับเกิดในตระกูลนั้นเกิดในตระกูลนี้ ถ้าไปยึดตระกูลมันก็ไม่หลุดพ้นสักที

บวชแล้วก็ต้องสละเหมือนกันหมดนั่นแหละ ถ้ามายึดมาติดแล้วก็กลายเป็นเรื่องของโมหะมลทินในภายในในทันที ไม่หลุดไม่พ้น แล้วก็กลายเป็นรูปแบบที่ไม่ดี ทุกสิ่งทุกอย่าง

ก็สละตามองค์พุทธะ ตามองค์อรหันต์ มันไม่มีนิกายไหนทั้งนั้นแหละ จะมาติดอะไรนิกายล่ะ มาหลงบ้าบอคอแตกกันทีหลังเท่านั้นเอง ใจมันไม่วาง แล้วมิหนำซ้ำก็ยังเอาใจเข้าไปยึดติดในสรรพสิ่งต่อไปอีก  มันเป็นแบบอย่างที่ไม่ดี ทำให้โลกต้องทะเลาะกัน สังคมต้องทะเลาะกัน  สังคมต้องแตกแยก ต้องแตกต่างไปเรื่อย ๆ มันไม่ดี

ไม่ใช่ให้มายึด นิกายไหนก็ไม่ใช่ให้มายึด ถ้ามายึดนิกงนิกายแล้วมันไม่ได้บวชหรอกลูก ใจมันไม่ได้บวช เรียกว่ามันใช้กรรมมัน เคยทำลายวัดวาศาสนามาก่อน เคยปฏิเสธนักบวชมาก่อน ไปลงอบายภูมิเรียบร้อยไปแล้ว มาน้อมสำนึกทีหลังก็มาศรัทธา  มาบวชมาศรัทธาแล้วก็มาเอามายึดเอามาติด   ใช้กรรมมัน

ไม่ตรงต่อเนื้อหาของท่าน ที่มันจะหลุดจะพ้นจะปล่อยจะวางจะปลดจะปลงในภายใน มันไม่ตรงเลย ดันเอามายึด ไอ้พวกนี้ก็ยึดใช้กรรมทั้งนั้น

มัวแต่นิกายนั้นมัวแต่นิกายนี้อะไรอยู่ แล้วก็บ้าบอคอแตกกับเรื่องนิกาย ก็พวกใครพวกมัน มันเป็นโมฆะไปหมดมันวิบัติไปหมด

มันไม่ตรงต่อเนื้อหาองค์พุทธะจริง ๆ ที่ให้สละ ละ วางในตัวของมันเอง
จิตที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้ว มันไม่ต้องแบบไหนกับจิตไม่ต้องอย่างไรกับใจอยู่แล้วนั่นแหละ  ไม่เป็นโมหะซ้อนจิตซ้อนใจ ไม่เป็นตัณหาซ้อนจิตซ้อนใจ ถึงจะค่อยตรงต่อเนื้อหา

ศาสนาไหนก็เหมือนกันแหละ ไม่ใช่ให้เอามายึด เอามาติด  ถ้าเอามายึดเอามาติดแล้วมันก็ต้องมาทะเลาะกัน ฆ่าฟันรันแทงกันทุกศาสนาไปทั่วโลกไปหมด  มันผิดต่อประสงค์ของผู้โปรดสรรพสัตว์

เรียกว่าพระโพธิสัตว์แต่ละองค์ที่แบ่งภาคส่วนลงสู่การโปรดสรรพสัตว์ ในแว่นแคว้นดินแดนนี้นั้นอะไรต่าง ๆ ก็ตามที  แล้วก็กลายเป็นรูปแบบของการโปรดขึ้นมาที่นั่นที่นี่ แต่ว่าไอ้รุ่นหลังมันก็เอามายึดไปหมด ศาสนากู ศาสนามึง แล้วก็ทะเลาะกันไปทะเลาะกันมา

สรุปแล้วไอ้ที่คิดว่าศาสนากู ศาสนามึง ไอ้ความคิดอย่างนั้นน่ะ ความคิดที่มันไม่ดี ความคิดที่มันบอกถึงความเสื่อมในตัวมันเอง แล้วก็บ่งบอกถึงความขัดแย้งจัดในตัวของมันเอง ไอ้ศาสนากู ศาสนามึง มันบ่งบอกถึงความคิดอย่างนั้นว่า เป็นความคิดที่ขัดแย้งในตัวของมันเอง เป็นความคิดที่ไม่เหมาะที่จะเอามาเป็นแบบอย่างแต่ประการใด มันเป็นเรื่องของความหลงยึดติด เรียกว่ามันทุกข์ในตัวมันเอง แล้วมันก็จะพาคนอื่นทุกข์ด้วย ไม่ต้องไปตามไอ้ความคิดเช่นนั้น ไอ้ศาสนากู ศาสนามึง ไอ้ความคิดอย่างนั้นไม่ต้องไปตามมันหรอก

เรื่องของศาสนา เป็นเรื่องของสากลที่ประทานไว้ให้กับหมู่สรรพสัตว์ทั้งหลาย  ในเรื่องของการเสียสละ การให้ การเสียสละ การเกื้อกูลและความไม่ยึดติดทั้งหลาย การรู้จักปลง รู้จักปล่อย รู้จักวาง รู้จักช่าง รู้จักแล้วแล้วไปในจิตเองนั้นน่ะ ประทานไว้ให้กับสรรพสัตว์ โดยทั่วไปเป็นสากล ไม่ใช่ให้ไปยึดเป็นของใคร ของมึงของกูอะไร ไม่ใช่อย่างนั้น ไม่ใช่ศาสนาของประเทศไหนประเทศเดียว

ประทานไว้ให้กับสรรพสัตว์ เป็นแนวทางแห่งการเสียสละ แล้วก็เป็นการสะท้อนถึงความไม่ยึดติดของผู้สอน ของศาสดาผู้สอน ไม่ใช่ว่าประทานไว้ให้ประเทศไหน แล้วก็เอาเป็นของประเทศตัวเอง  แล้วก็บ้าบอคอแตกไปเรื่อยๆ ไม่ใช่อย่างนั้น  เป็นเรื่องที่ประทานไว้ให้แก่โลกสังสารวัฏทั้งหลายไม่ใช่ศาสนากู ศาสนามึง อย่างที่คิดกันแบบสัตว์ ๆ คิดกันแบบสรรพสัตว์

อย่าคิดกันแบบสรรพสัตว์ ไอ้ศาสนากู ศาสนามึงอะไรน่ะ หรือก็วัดกูวัดมึงอะไร นิกายกูนิกายมึง อย่าคิดกันแบบสัตว์

ให้เลิกเป็นสัตว์สังคม ให้เลิกเป็นสัตว์ในศาสนา ให้เลิกเป็นสัตว์ในสังสารวัฏ มันจะได้ตรงต่อผู้โปรดสรรพสัตว์ ที่นำพาพ้นจากความเป็นสรรพสัตว์เองไม่ใช่ผู้เลี้ยงสัตว์

ผู้โปรดสรรพสัตว์ที่ฉลาดก็คือ จบให้กับสรรพสัตว์เอง จบความหลง ความสำคัญในตัวมันเองให้กับตัวมันเองนั่นแหละ ของสรรพสัตว์นั่นแหละ  ไม่ใช่เป็นผู้เลี้ยงสัตว์ ถ้าผู้โปรดสรรพสัตว์ ไม่จบให้กับสรรพสัตว์ ยังโอ๋ยังเลี้ยงสรรพสัตว์ ก็เลี้ยงสัตว์  ไม่ใช่โปรดสัตว์ เรียกว่า เลี้ยงสัตว์ ไม่จบความหลงให้ ไม่จบโมหะให้ ไม่จบความสำคัญผิดให้ ไม่จบอุปาทานให้กับสรรพสัตว์ เรียกว่าเลี้ยงสัตว์ ไม่ใช่โปรดสัตว์ แล้วก็จะตกที่นั่งลำบาก

ดังนั้นผู้โปรดสรรพสัตว์ที่แท้จริงก็คือ จบโมหะ จบความหลงให้กับสรรพสัตว์ ให้คลายจากความหลงยึดติดในตัวของมันเองแห่งจิตทั้งหลาย  ที่มันยังไม่ปล่อยไม่วางนั้น

ความผิดพลาดทั้งหลายของสรรพสัตว์ก็คือหลงตั้งเอา หลงยึดเอา แม้แต่ของดี ๆ ก็กลายเป็นไม่ดีซะเลย เพราะมันไปหลงยึดเอานั่นเอง  ศาสนาดี ๆ ถ้าพอไปหลงยึดเอาเท่านั้น มันก็เลยไม่ดีซะเองในศาสนา กลายเป็นสิ่งที่ไม่ดีในศาสนาแฝงเข้าไปซะแล้ว ไอ้ความหลงยึดติดนั้นน่ะ ไอ้ศาสนากู ศาสนามึงนั่นแหละ บ่งบอกถึงความคิดที่มันไม่ดี ความรู้สึกที่มันไม่ดี ที่ซ้อนเข้าไปในศาสนาของดี ๆ

แก้ไขซะใหม่ ปรับปรุงซะใหม่
ไม่ซะเองในตัวของมันเองนั้นแหละลูก ให้เข้าใจดีๆ ในเนื้อแท้ของศาสนาลูก มันหมายถึง การวาง หมายถึงความไม่ยึดติดในตัวของมันเอง แล้วมันก็ไม่ทุกข์ในตัวของมันเอง ซะเอง ไม่ใช่ไปมุ่งไม่ใช่ไปยึด ไม่งั้นมันจะผิดไปหมดเลย  กลายเป็นเรื่องเดือดร้อนกันไปทั่ว

ไม่มีศาสนาไหนที่สอนให้เลว แต่มันทำไมถึงเลวกันจัง หา..?
ก็เพราะมันมัวแต่ไปยึดอยู่นี่ลูก มันเข้าไปยึดในศาสนานั่นเอง มันไปยึด อะไร ๆ ก็เข้าไปยึด ดูทำท่าจะดี แต่มันก็ไม่ดีเพราะมันยึดเสียแล้วนี่ เมื่อยึดเสียแล้วมันก็กลายเป็นโรคบ้า โรคอุปาทาน โรคตัณหา มันไม่ได้นำพาให้ใครหลุดพ้นเป็นได้เลย ถ้ามันหลงยึดเสียแล้วเนี่ย มันก็จะพายึดตามมัน ของมันเองไปเรื่อย ๆ

เมื่อมันยึดแล้วมันจะไปสอนให้ใครหลุดพ้นเป็น เมื่อมันยึดแล้วมันจะไปสอนให้ใครเขาพ้นเป็นล่ะลูก มันก็ต้องหลงยึดไปด้วยกัน สอนคนอื่นเขาหลงยึดไปด้วยกัน ยึดนิกาย เมื่อมาหลงยึดเสียแล้วเนี่ย ต่อให้มันบวชเข้ามาเป็นรูปแบบของนักบวช แต่ใจมันไม่บวช ใจไม่สละ ใจไม่ละ แต่มันไปยึด แล้วมันจะให้ใครเขาหลุดพ้นเป็น มันมาหลงยึดเสียแล้ว ในนิกงนิกายมันก็ไปสอนให้คนอื่นเขายึดตามไปด้วยในที่สุด

สรุปแล้วก็หลอกตัวเอง หลอกพุทธะ หลอกองค์มหาบารมี แล้วก็ปัญหาจัด ปัญหามาก ไม่สละเป็นแบบอย่าง พวกกู พวกมึง ไม่ได้เป็นแบบอย่างที่ดีเลย

ดังนั้นที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วของจิต อย่าเติมตัณหาใส่จิต อย่าเติมโมหะครอบงำจิต อย่าขยันให้โมหะมันสร้างเรื่องในจิตในใจ มันจะได้ลดความยุ่งให้กับสังคม  มันจะได้ลด ไม่เพิ่มยุ่งให้กับสังคมลูก แล้วจะได้อาจหาญ จะกล่าวจะพูดอะไรก็ชี้นำสู่การยุติ สู่การจบในตัวมันเอง ไม่ใช่จุดไฟไปหน้าเรื่อย พวกนั้นพวกนี้ชวนตีชวนทะเลาะ พวกนั้นพวกนี้ชวนรบราฆ่าฟัน พวกนั้นพวกนี้ชวนเอามันให้ตายอะไรอย่างนั้นน่ะ ไอ้นี่มันจุดไฟเผาไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ทะเลาะกัน วาจาที่เรียกว่าแบบสัตว์ ๆ ทั้งนั้นน่ะ

ต่อไปจะได้ใช้วาจาที่มันพากันจบเป็น พากันยุติเป็น  พากันแล้วแล้วไปเป็นลูก ขอให้จิตนี้มันไม่ซะเอง มันไม่อะไรกับอะไรไปซะเอง  ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้ว ซะเองของทุกคนนั่นแหละ มันจะได้เป็นแบบอย่าง ที่มันจะนำพาสรรพสัตว์จบได้ลูก

ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วเนี่ย ต่อไปก็จะไม่มีไอ้หัวถั่วงอกแล้วนะ ไอ้เควสชั่นมาร์ก (?????) เต็มหัว หัวถั่วงอกอะไร ก็จะไม่มีก็จะหมดไป เอาตัณหาตัวเองไปแบ่งปันให้ชาวบ้านต้องลำบากสนองตามตัณหาตัวเองนี่ก็จะหมดไป ให้คนอื่นเขามาสนองความอยากตัวเองเหรอ นั่นแหละลำบากตัวเองไม่พอ ยังให้คนอื่นมาลำบากช่วยตัวเองอีกเหรอ

มันจะได้หมดไปลักษณะเช่นนี้ ลำบากตัวเองไม่พอแล้วให้คนอื่นเขามาช่วยลำบากให้ตัวเองอีก ไม่ปล่อยซะเอง ไม่ไม่ซะเอง

อย่างนี้มันไม่เป็นแบบอย่างที่ดี มันเป็นปัญหากับสังสารวัฏ เป็นปัญหากับสังคม สนองตัณหาตัวเองไม่พอ ยังให้คนอื่นมาสนองตัณหาตัวเอง

แล้วก็ไม่ซะเองนะ ที่มันไม่ต้องแบบไหนอยู่แล้วไม่ต้องอย่างไรอยู่แล้วเนี่ยซะเอง
ชีวิตการเป็นอยู่ทั้งหลาย ก็จะได้แค่เหตุปัจจัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไป ไม่ใช่เหตุปัจจัยใหญ่อะไร  เพราะไม่สนองตัณหา ไม่สนองโมหะ แค่อยู่แค่อาศัย แล้วแล้วไปทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง น้อย ๆ ไปไม่ใช่เรื่องมาก

น้อมกราบขออโหสิกรรม

ขอนอบน้อมองค์มหาบารมีเป็นประธาน
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกชั้นทุกภูมิ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่องที่ผิดพลาดไปแล้ว
ไม่ตรงต่อสัจธรรม ความไม่ยึดติดในตัวมันเอง
ผิดพุทธประสงค์
ที่ให้จบเป็น ให้ดับเป็น ให้วางเป็น
ขอให้กรรมทั้งหลายจงเป็นอโหสิกรรมตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไปด้วยเทอญ
อโหสิ  อโหสิ  อโหสิ

No comments:

Post a Comment