Monday, May 26, 2014

เลิกนิสัยเสีย

บทถอดความเทศนาธรรม ตอน เลิกนิสัยเสีย

โดย หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต

-----------------------------------------------

ทานทุกครั้ง ให้ทุกครั้ง เสียสละทุกครั้ง ให้มันหมดจดไป ไม่ต้องตั้ง ไม่ต้องหวัง ไม่ต้องปรารถนาสิ่งหนึ่งสิ่งใดตอบแทน มันจะได้เป็นทานที่บริสุทธิ์ เป็นทานที่หมดใจ เป็นทานที่หลุดพ้นในตัวมันเอง

ก็จะตรงต่อโดยนิพพานอยู่แล้ว โดยวิมุติอยู่แล้ว อย่างง่ายดาย มลทินที่มันกองทับถมกันมาในดวงจิต ดวงใจ เพราะการหลงตั้งเอามาทั้งหมดทั้งสิ้นทั้งหลาย มันจะได้ลดราวาศอกลง คลี่คลายไป ให้แล้วแล้วไป สละแล้วแล้วไป

อย่าสร้างนิสัยเสีย ทำแล้วปรารถนา ทำแล้วตั้งเอา อันนี้มันเป็นมลทินซ้อนทาน ซ้อนการให้ เรียกว่า กรรมซ้อน ไม่บริสุทธิ์ ไม่หมดจด ไม่ใช่คำสอนแห่งองค์พุทธะ องค์อรหันต์

ทำแล้วปรารถนาเอา มันเป็นเรื่องของพวกโลภมาก พวกความอยากขึ้นหน้า พวกความอยากออกหน้า ให้แล้วยังไม่แล้วแล้วไป  ดีไม่ดีก็จะมาเอาคืนทีหลังอีก คิดแล้วคิดอีก อย่างนี้เป็นต้น

ทำให้นิสัยเสีย มันไม่ใช่การให้ที่บริสุทธิ์หรือหมดจด ที่มันจะหลุดพ้นในตัวของมันเอง

ฉะนั้นบุคคลใดที่สอนในเรื่องของการให้การเสียสละ เรื่องของทานบารมี แล้วไปสอนให้คนต้องปรารถนาเอาอย่างนั้นอย่างนี้ คาดหวังเอาอย่างนั้นอย่างนี้ เอาสวรรค์มาล่อก็ตามที เอาสมบัติมาล่อก็ตามที เอาความร่ำรวยมาล่อก็ตามที  อันนี้มันไม่ใช่คำสอนขององค์พุทธะ พระอรหันต์ พวกโลภมาก พวกความอยากขึ้นหน้า ความอยากออกหน้า ความอยากขับดันอยู่เบื้องหลัง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะบริสุทธิ์ ไม่ใช่ทานังบริสุทธัง ไม่ใช่ทานที่บริสุทธ์ จะให้น้อย ให้มากก็ไม่บริสุทธิ์

ฉะนั้นที่มันจะหมดจดและหลุดพ้นไปด้วยทานน่ะ ก็ให้แล้วแล้วไป เสียสละแล้วแล้วไป ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ทุกเรื่อง จะข้าวสักเมล็ดหนึ่ง จะผลไม้สักหน่วยหนึ่ง ผลหนึ่งก็ตามที สิ่งละอันพันละน้อย แม้แต่ให้กับหมู หมา กาไก่ ให้กับสิงสาราสัตว์ มดตัวแดงแมงตัวน้อย ให้กับคนที่มีศีลมาก มีศีลน้อย หรือไม่มีศีลก็ตามที ให้แล้วแล้วไป ไม่ต้องไปตั้งความปรารถนาเอาอะไร อย่างนี้เป็นทานที่บริสุทธิ์ ในโลกธาตุสังสารวัฎมันจะไม่วุ่นวาย

แต่พวกไหนที่ทำเอา ทำเอา ทำเอา ให้แล้วปรารถนาเอา ให้แล้วคิดที่จะเอา ไอ้นี่นิสัยเสีย สันดานไม่ดี และผู้ที่สอนเองก็หลับหูหลับตาสอน ทำให้คนเสียนิสัย มันทำให้มันคลาดเคลื่อนไปจากความหมดจดและความบริสุทธิ์ทั้งหมดในโลกธาตุสังสารวัฏแห่งการโปรดสรรพสัตว์ แห่งองค์มหาบารมีทั้งหลาย
สอนให้มันตรง ให้มันตรง ๆ ทั้งหมด ไม่ว่าจะศีล สติ สมาธิ ปัญญา ก็ไม่ใช่ทำเอา ถ้าทำเอาก็ตัณหาซ้อนหมด กิเลสซ้อนหมด เป็นมลทินซ้อนธรรมตลอดเลย แล้วก็กลายเป็นมานะในธรรมขึ้นมา กลายเป็นมานะในสติ กลายเป็นมานะในสมาธิ ตบะ ฌาน ญาณ ปัญญง ปัญญา ก็มานะซ้อนไปหมด ไม่จบไม่สิ้น  แล้วก็จะมาทะเลาะกันทีหลัง มาอวดเบ่ง อวดวางท่ากันทีหลัง เกิดมานะกันทีหลัง กูมีศีลมาก กูมีศีลน้อยอะไรอย่างนี้เป็นต้น ทำได้มาก ทำได้น้อยนี่มันเป็นกิเลส มันซ้อนตลอดเวลา

พวกไหนที่สอนให้ตั้งเอา ทำเอาทั้งหมดทั้งสิ้น มันสอนให้โลกวิบัติ สอนให้สรรพสัตว์วิบัติ สอนให้สรรพสัตว์หลงจมปลักกับความเป็นสรรพสัตว์เองมากขึ้น มันไม่ได้จบให้กับสรรพสัตว์

ดังนั้นก็ต้องปรับคำสอนใหม่ให้มันตรง และพวกไหนที่หลงปฏิบัติเอา หลงตั้งเอา หลงทำเอา ตั้งแต่สติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญาเป็นต้นไป ก็ให้ปรับเปลี่ยนใหม่ ไม่ใช่เพื่อเอา เพื่อได้ เพื่อมี เพื่อเป็น ให้มันวางตัวมันเอง คลายตัวมันเอง ไม่ใช่เอาความหลงตัวมันเองเข้าไปเอาในธรรม จนกลายเป็นกรรมซ้อนธรรม กลายเป็นมานะซ้อนธรรม กลายเป็นกิเลสในธรรม ไม่ใช่

ต้องปรับซะใหม่ ถ้าไม่งั้นก็จะเป็นผู้ที่ล้าหลังต่อพระนิพพานอยู่แล้ว จะเป็นผู้ที่ล้าหลังต่อวิมุติ จะเป็นผู้ที่ล้าหลังต่ออริยะในดวงใจ มันจะล้าหลังไปเรื่อยๆ พวกที่ทำเอา ทำเอาเนี่ย มันเริ่มต้นด้วยเอาตัณหา เอาอุปาทาน ไปทำเอา ทำเอา รู้มั้ยมันอะไร?

มันกิเลสในธรรมลูก แล้วมันก็มานะไปเรื่อย ๆ เรียนซะจนใหญ่โต รู้ซะจนมากมาย แต่มันไม่วางตัวรู้เอง
สติก็ตั้งอยู่อย่างนั้น แต่มันไม่วางในตัวตั้งเอง ไม่ลดหย่อน ไม่ผ่อน ไม่คลายในสภาวะจิตเอง ตึงอยู่อย่างนั้น หนักหนืดอยู่อย่างนั้น เหนียวหนืดอยู่อย่างนั้น มันมาจากการตั้งเอา ทำเอาทั้งนั้น มันผิดตั้งแต่เริ่มเลย พอเริ่มมันก็ผิดเสียแล้ว

ทุกอย่างมันหมายถึงการสละ มันหมายถึงการปล่อย มันหมายถึงการวาง หมายถึงคลายตัวมันเองลูก มันจึงค่อยตรงต่อเนื้อหาองค์พุทธะ พระอรหันต์ ที่ให้จบเป็น ให้ดับเป็น ให้วางเป็น จากความเป็นสรรพสัตว์ในตัวมันเอง

ไม่ใช่เอา ถ้าเอา มันก็หนาไปเรื่อยสิ โลภะมันซ้อนธรรม ความอยากมันซ้อนธรรม ความโลภมันซ้อนธรรม ความอยากมันซ้อนจิต ความโลภมันซ้อนจิต

มันก็หนาไปเรื่อยแหละ มันเต็มบ้านเต็มเมืองไปหมดแหละ เดี๋ยวนี้ เดี๋ยวไหนก็เหมือนกันแหละ ทำเอา ทำเอา ทำเอา และไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่า ไอ้ตัวทำเอา มันเป็นตัณหา ซ้อนธรรมไปหมด แล้วก็กลายเป็นมานะจัดขึ้นในธรรม กลายเป็นมานะจัดขึ้นในเรื่องของอธิวาสนาบารมี แล้วก็เอาไปแข่งกัน

เมื่อหลงทำเอา หลงทำผิดอย่างนี้แล้ว ไปสอนชาวบ้านเอา  ทำเอาอีก   มันทำให้วิบัติไปหมดจากสัจธรรม

รูปแบบก็ยังไม่ใช่เลยลูก มันวิบัติไปหมดจากเนื้อหา แล้วก็ยึดติด ติดทั้งธรรม ติดทั้งวินัย ติดทั้งทาน ติดทั้งบุญ ติดทั้งผลแห่งบุญ ติดทั้งกุศล ผลแห่งกุศล ติดไปหมดเลย

เรียกว่า มีตัณหา มีอุปาทาน มีตัวตนจอมปลอมเข้าไปซ้อน มีส่วนได้ส่วนเสียไปหมดเลย มันเป็นความหลงทั้งหมดทั้งสิ้น

พอเริ่มมันก็ผิดแล้ว เริ่มด้วยตัวเองเป็นผู้เริ่มนี่มันก็อัตตาตัวตนจอมปลอมไปเรียบร้อยแล้วไงลูก ก็อนัตตา อนัตตา มันไม่ใช่ตรงตัวตนอยู่แล้ว

ดังนั้นคำสอนใด ๆ ที่มันต้องเริ่มต้นด้วยการให้ไปทำเอา ทำเอาน่ะ มันผิดต่อพุทธประสงค์ ทั้งหมดแหละ ที่ให้ปลง ให้วาง หรือการจบให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย

จะมีบารมีมาก มีบารมีน้อยไม่เกี่ยว เจอท่านก็ต้องปลงอย่างเดียว ต้องสรุปลงสู่การปลงการวางในตัวมันเองอย่างเดียวเท่านั้น แล้วมันจึงจะจบ ในตัวมันเอง จะบุญมากบุญน้อย วาสนามาก วาสนาน้อย ก็ไม่เกี่ยว เจอท่านก็ต้องให้ปลงเหมือนกัน ให้วางเหมือนกันลูก ทุกธาตุทุกขันธ์ ทุกดวงจิตดวงวิญฌาน ไม่ใช่จะมาคอยหลงได้หลงเสียอะไรในบารมี ในตัวมันเอง ไม่ใช่..

ปลงเชื้อตัณหา ตัวตั้งเอา ไม่ต้องมามุ่งอะไร เพื่ออะไร เพื่อเอาอะไร เพื่อยึดอะไร มันจะได้เรียบ มันจะได้ไร้ไปลูก การทะเลาะวิวาททั้งหลาย การกระทบกระทั่งทั้งหลาย การขัดแย้งทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ใช่เอา

ถ้าเอามันก็สนองตัณหา สนองอุปาทานสิ มันยึดสิ ศีล สมาธิ ปัญญา แล้วไปตั้งเอา มันก็เรียกว่าศีลสนองตัณหาสิ ศีลสนองอุปาทานสิ มันไม่จบ จบไม่เป็น

ธรรมทั้งหลายทั้งปวงก็เหมือนกัน ที่ไปเจริญเอา เจริญเอานี่ มันก็จบไม่เป็นทั้งนั้นแหละลูก มันสนองตัณหาน่ะสิ  สนองความโลภ สนองความอยากน่ะสิ

ให้ปลง ให้วาง ให้คลายในตัวมันเองลูก ไม่ใช่ตรงที่เพื่ออะไรลูก มันจะได้รู้จักวางในตัวมันเองเป็น
อะไรก็ไปฝึกทำเอาหมด สอนก็หลับหูหลับตาสอนให้ทำเอาตลอดเลย

เอาชูชกมาจากไหนเล่า เขาเลิกเป็นกันแล้วชูชกน่ะ  ชูชกก็สำนึกไปตั้งนานแล้ว ชูชกเนี่ย ชูชกที่ไปเป็นพระเทวทัตเนี่ย สำนึกไปตั้งนานแล้ว มันไม่ใช่แล้ว สร้างกรรมสร้างเวรมามีแต่ เอา เอา เอา

หลอกกันนี่ ทำเอา ทำเอา นี่มันหลอกกันนี่ เสียนิสัย สันดานเสีย มันไม่มีสันดานก็สร้างสันดานขึ้นมา ไม่มีนิสัยก็สร้างนิสัยขึ้นมา ไม่มีจริตก็สร้างจริตขึ้นมา เพราะไอ้ตัวตั้งเอา ทำเอา มันเลยจบไม่เป็น เต็มบ้านเต็มเมืองไปหมด

ให้แล้วก็จะเอาคืน ให้แล้วก็จะเอาคืนน่ะ ไม่ว่าที่ว่าทาง ไม่ว่าสมบัติพัสถาน ไม่ว่าสิ่งของนั่นนี่ มันให้แบบไหนของมันน่ะ เรียกว่า ทานไม่บริสุทธิ์ไงลูก การให้ที่มันไม่หมดจด

ดังนั้นไม่ต้องไปตั้งเอาอะไร ไม่ต้องไปหวังเอาอะไรของใครหรอก มันไว้ใจไม่ได้ทั้งนั้นแหละลูก
ให้มันเกิดเองเป็นเอง ไม่ต้องไปเรียกร้องเอาอะไรจากใคร ไม่ต้องไปมุ่งหวังเอาอะไรจากใครทั้งนั้นแหละ

ไม่ว่าพระภิกษุสงฆ์ เณร เถร ชีทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งหลายจำไว้ดี ๆ ไม่ต้องไปตั้งเอาอะไรกับใครหรอกลูก มันไว้ใจอะไรไม่ได้หรอก ถ้ามันให้ด้วยความบริสุทธิ์ใจ มันเกิดเองเป็นเองมันก็จบแล้ว ไม่ต้องไปเป็นหนี้เวรหนี้กรรมกัน ไม่ต้องไปทะเลาะกันทีหลัง

ผู้ที่ให้แล้วแล้วไป หรือผู้ที่ให้ก็ให้แล้วแล้วไปในการให้ด้วย ไม่ต้องมาคิดน้อยคิดใหญ่ คิดนั่นคิดนี่อะไร ให้มันเป็นตัณหา เป็นโมหะ เป็นมลทินซ้อนทานบารมี ทุกอย่างนั่นแหละ

ถ้ามันตรงต่อการแล้วแล้วไป มันนิพพานอยู่แล้วได้เหมือนกันหมดเลย ทุกอย่างทุกเรื่อง ให้มันตรงต่อการที่จะวางตัวมันเอง หรือว่าปลงตัวมันเองลูก ทุกอย่างมันก็หลุดพ้นในตัวมันเอง จบในตัวมันเอง ไม่ใช่สิ่งที่ยึดติด นั่นคือสัจธรรมดั้งเดิมแท้

ตัวตั้งเอานี่ นิสัยเสียมาก สันดานเสียมาก นิสัยเสียมาก ๆ ซ้อนเข้ามาในชีวิตทุกรูปแบบ ตั้งแต่ที่อยู่อาศัย ทะเลาะกันตลอด ขัดแย้งกันตลอด แย่งกันมาแย่งกันไป เสื้อผ้าสวมใส่ เครื่องนุ่งห่ม  ทุกสิ่งทุกอย่าง เครื่องใช้ไม้สอย ปัจจัย๔ ที่มันซ้อนด้วยการตั้งเอา ตั้งเอาน่ะ มันแฝงไว้ด้วยมลทินซ้อนเข้าไปตลอดเวลา

จนบางครั้งละสังขารไปแล้ว ก็ไปเป็นจิตที่วนเวียน อยู่ในสิ่งนั้น สิ่งนั้น สิ่งนั้น สิ่งนั้นน่ะ เรียกว่าอบายภูมิ เป็นอสูรกายบ้าง เป็นเดรัจฉานบ้าง ที่เกาะแกะอยู่กับวัตถุ สิ่งนั้น สิ่งนั้น สิ่งนั้นเนี่ย มันมีผลวิบัติกระทั่งสู่อนาคต เป็นอบายภูมิรองรับอยู่ข้างหน้าเลยนะ ไอ้ตัวตั้งเอาเนี่ยลูก ตั้งเอาในข้าวของ ในที่ในทาง ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นน่ะ บางทีก็ได้ไปเกิดเป็นสิงสาราสัตว์ประจำอยู่ในที่นั้น มันวิบัติไปข้างหน้าเรื่อย ๆ อบายภูมิไปเรื่อย เสียไปหมด เสียนิสัยไปหมด

มันวิบัติก็แบบนี้ล่ะ โลกสังสารวัฏทั้งหลาย ไอ้คำสอนที่มันโลภมาก สนองตัณหา สนองความอยากอะไร ไม่ว่าจะความดี ไม่ว่าจะบุญทาน มันก็ทำเอา สนองตัณหามันหมด มันไม่ได้ทำแล้วแล้วไป มันไม่หมดจดในตัวมันเอง ดีไม่ดี มันก็ทำเอาทั้งนั้นแหละ มันก็เลยตัณหาซ้อนกิเลสซ้อนตลอดเลย ในพฤติกรรมทั้งหลาย ไม่หมดจดในตัวมันเอง เดือดร้อนไปหมด

และไหนจะไปเอาหน้าเอาตา เอาหน้ากาก เอาหัวโขน เอาเกียรติยศ ชื่อเสียง เอายศถาบรรดาศักดิ์ เอาตำแหน่งนั่นนี่อะไร นั่นแหละมันหลงไปใหญ่โตมโหฬาร มันผิดเพี้ยนมาเรื่อย ๆ ทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่ว่าจะเป็นนักบวช หรือไม่ใช่นักบวช ที่มันแฝงไว้ด้วยตัวตั้งเอา ตั้งเอา ตั้งเอา แม้แต่ในธรรม ในวินัยทั้งหลาย ที่มันตั้งเอา ทำเอา มันก็เป็นการสนองตัณหาหมดล่ะลูก ก็วินัยไปเถอะ ธรรมไปเถอะ สนองตัณหาไปเรื่อย ๆ มันก็ไม่จบซักที สนองความหลงยึดติดไปเรื่อย มันก็ไม่จบซักที

ธรรมไปเถอะ วินัยไปเถอะ นั่นแหละเรียกว่ามันหลับหูหลับตามัน มันไม่รู้แบบตัดรู้เอง มันไม่รู้แบบเลิกหลงตัวรู้เอง

มัวแต่รู้ไป รู้ไป รู้เอา เอารู้ รู้เอา เอารู้ อะไร เห็นเอา เอาเห็น คิดเอา เอาความคิด อะไรของมันน่ะ ปัญญาเอา เอาปัญญา มันมีแต่เอาสนองตัณหา ตัวโลภะ ตัวความอยากอย่างเดียวเลย มันก็ไม่จบ เต็มบ้านเต็มเมือง

อะไรก็ตามที ที่มันเนื่องด้วยการทำเอาทั้งหมดน่ะ มันเตรียมวิบัติรอไว้ได้เลย ไม่ว่ากาย ไม่ว่าจิต ไม่ว่าปัจจุบันหรืออนาคต คางเหลืองแล้ว คางเหลืองอีก ลำบากแล้วลำบากอีก เพราะไอ้ตัวตั้งเอา มันจะออกไม่เป็น มันจะคลายไม่เป็น มันจะวางจากสิ่งนั้นไม่เป็น มานะมันจะหนาขึ้น ทุกอย่างที่มันตั้งเอา ทำเอา

มันจะกลายเป็นมานะที่หนาขึ้น ซ้อนเข้าไปในสิ่งนั้นที่ตั้งเอาทำเอา มันไม่ได้ตรงต่อองค์พุทธะพระอรหันต์หรอก อันนี้นิสัยเสีย สันดานเสีย จริตเสีย เต็มบ้านเต็มเมือง

แค่ทานบารมีแค่เนี้ย ก็ทำให้มันเสียของไปหมดแล้ว ให้แล้วก็แล้วไป ทำแล้วก็แล้วไป เหมือนกับ หมู หมา กา ไก่ มดตัวแดง แมงตัวน้อย มันจะมีศีลมาก จะมีศีลน้อยมันก็ไม่ต้องไปคิด ผู้รับจะบริสุทธิ์ ไม่บริสุทธิ์ ไม่ต้องไปหวังตรงนั้นหรอก ทำแล้วแล้วไป แล้วก็หลุดพ้นในตัวเองในขณะที่ทำ ให้กับหมู หมา กา ไก่ เอาอาหารไปให้ปลาให้แล้วแล้วไป ไม่เห็นมันมีศีลมากมีศีลน้อยอะไร  หมามีศีลมาก มีศีลน้อยเอาข้าวให้มันกินน่ะ ให้แล้วแล้วไป มันเป็นทานที่บริสุทธิ์ทั้งหมดแหละ ไม่ต้องมาคิดว่ามีศีลมาก มีศีลน้อย นั้นแหละเรียกว่านิสัยไม่เสีย ไม่สร้างจริตเสีย อย่างนี้หมดจด บริสุทธิ์ ทานังปริสุทธังหมดแหละ จะให้กับนักบวชหรือจะให้กับคนทั่วไปธรรมดาหรือให้กับขอทาน ก็ให้แล้วแล้วไป ก็จบแล้วลูก นิสัยไม่เสีย สันดานไม่เสีย ไม่ต้องมาคิดเล็ก คิดน้อย คิดใหญ่

ใครมันสอน ทำแล้วจะต้องหวัง เอาอย่างนั้น เอาอย่างนี้ อะไร มันไม่จบ เดือดร้อนเป็นภาระกับองค์มหาบารมี ก็ต้องไปโปรดมันทีหลังอีก ล่าช้าต่อโลกสังสารวัฏ ล่าช้าในโลกธาตุสังสารวัฏ ล่าช้าในสัจธรรม ไปคาอยู่ในภูมิไหน ชั้นไหนก็ต้องไปโปรด ตามจบให้กับมันอีก

ดังนั้นมันไม่ใช่ตรงที่ตั้งเอา ไม่ว่าโลก หรือธรรม ไม่ว่ากรรมหรือกิเลส ไม่ว่าธรรมะหรือมรรคผลนิพพาน ไม่ใช่ตรงที่ตั้งเอา ให้วางตัวตั้งเอานั่นแหละลูก แล้วมันจะจบเอง บริสุทธิ์ขึ้นเอง

ตัวตั้งเอานี้ มันเป็นทั้งหมดของโมหะ ตัณหา อุปาทานที่ซ้อนเข้ามาในโลก ในธรรมทั้งหลาย แม้แต่บวชเอาบารมี มันก็ยังตัณหาเลย สนองตัณหาเลย ไอ้บารมีตัวนี้

ถ้าตั้งเอาแล้ว มันนิสัยเสียตลอดแหละลูก มีบารมีมากก็นิสัยเสีย มีบารมีน้อยก็นิสัยเสีย มันแฝงด้วยตัวตั้งเอา มานะมันซ้อนหมด มันเป็นมลทินทางใจไปทั้งหมดทั้งสิ้น

ให้แล้วไป ให้แล้วแล้วไป เสียสละแล้วแล้วไป ทำแล้วแล้วไป มันจะหมดจดไปเดี๋ยวนั้น เรียกว่า ทานังปริสุทธัง ทานที่บริสุทธิ์

จะมาติดรวยติดจนอยู่ ก็มาจากตัวตั้งเอานั่นแหละ มันก็ผลัดกันรวย ผลัดกันจนไปเรื่อย ๆ ผลัดกันทุกข์ยาก ผลัดกันลำบาก ผลัดกันสบายไปเรื่อย ๆ เสร็จแล้วมันก็ไม่จบ จากตัวตั้งเอาของมัน สบายบ้าง ลำบากบ้าง สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันไป ในการเสวยผล ทั้งสิ่งดี สิ่งไม่ดี มันก็จบไม่เป็น มันก็ไม่จบ ไอ้ตัวตั้งเอามันไม่พาจบ ไปหน้าเรื่อยลำบากไปหน้าเรื่อย ทุกอย่างเหมือนกันหมด

ดังนั้นที่ให้ประกาศสละการหลงตั้งเอา ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน มันเป็นการถอนรากเหง้าสมุทัย ทุกข์และเหตุแห่งทุกข์ย้อนหลัง ทั้งอดีตและปัจจุบัน มันจะได้จืดจางลง โลภะทั้งหลาย ตัณหาทั้งหลาย ความอยากทั้งหลาย แล้วก็ไม่ต้องมาโทสะ ไม่ต้องมาปฏิฆะกัน เพราะว่ามันไม่ได้ดังตัวเอง ไม่ได้ดังความอยากตัวเอง ไม่ได้ดังความโลภของตัวเอง แล้วก็ต้องกระทบกระทั่งกัน ปฏิฆะกัน โทสะใส่กันและกัน มันจะได้ไม่บานปลายเป็นกิ่งก้านสาขากิเลส แง่มุมต่าง ๆ ต่อไปอีก

ถ้ามันไม่ได้ตั้งเอาอะไรแล้ว มันก็ไม่ต้องไปอยากอะไร ไม่ต้องไปโลภอะไร ไม่ต้องไปโทสะกับอะไร ไม่ต้องไปพยาบาทกับอะไร ไม่ต้องไปเป็นอารมณ์กิเลสชนิดไหนกับอะไรต่อไปอีก มันมาจากไอ้รากเหง้าแห่งการหลงตัวตั้งเอาตัวเดียวนี่แหละ ที่มันทำให้นิสัยเสีย สันดานเสียมาเรื่อย ๆ

ไม่ว่าจะอยู่ในรูปแบบไหนเหมือนกันหมดแหละ มันไม่ใช่คำสอนแห่งองค์พุทธะ องค์อรหันต์ พระมหาอรหันต์ นอกนั้นพระอริยะก็ยังสอนผิดเป็นเลย พระอรหันต์มือใหม่ก็ยังสอนผิดเป็นเลยลูก ไม่ใช่ดีไปทั้งหมด หรือตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมไปเสียทั้งหมดหรอก บางทีก็ยังสอนด้วยกรรมอนุสัยอยู่

ดังนั้นการกลั่นกรองการโปรดสรรพสัตว์นี้ ก็ต้องได้กลั่นกรอง แม้แต่บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่ใช่คิดแบบปุถุชน ว่าเป็นพระอรหันต์แล้วมันดีหมด มันถูกหมด เข้าท่าหมด ใช้ได้ไปหมด ไม่ใช่นะ บางทีก็ยังสอนพลาด ตามกรรมอนุสัยอยู่ ต้องกลั่นกรองไปเรื่อย ๆ ในการให้การเสียสละ ในการโปรดสรรพสัตว์ เรียกว่าพระอรหันต์แล้วพระมหาอรหันต์อีก

แล้วไปลูก ไม่ใช่ตั้งเอาในตัวมันเองแห่งจิต แม้แต่สติ สมาธิ ฌาน ญาณ ปัญญา มันจะได้ไม่มาหลงดักดาน ในการทรงธาตุ ทรงขันธ์ ทรงจิต ทรงธรรม นั่นแหละเขาเรียกอุปาทานในธรรม มันไม่ได้ปลงธรรม อนิจจังธรรม อนัตตาธรรม ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดติดอะไร ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดจะติดอะไร ไม่ว่าโลกหรือธรรม กรรมหรือกิเลส เหมือนกัน มีค่าเท่ากัน ไม่ใช่สิ่งที่จะมายึดมาติดอะไร

ดังนั้นไม่ต้องไปเลือก ให้มันเป็นตัณหาในการเลือก ไม่ต้องมาหลง คอยพ้นไม่พ้นแบบไหนอีกนั่นเอง ไม่ต้องมาเลือกอะไรให้เป็นตัณหาในการเลือก ไอ้ที่มันยังเลือก ยังเลือกอยู่เนี่ย ก็เพราะว่าไอ้ตัวตั้งเอามันยังแรง มันยังมีผลส่งมาสู่ปัจจุบัน มันคอยที่จะเลือก หลุด หลุด หลุด ไม่หลุด หลุด ไม่หลุดอะไร พ้นไม่พ้น วางไม่วาง อะไร

มันยังเลือก แม้กระทั่งธรรมมันก็เลือก ตัณหา สนองตัณหาหมดอย่างนี้ เป็นการสนองตัณหาหมด มันไม่จบ เสียเวลา ไปตั้งเอาอะไรแม้กระทั่งจิตน่ะ สติ ตั้งเอาสติ มันก็มานะในสติเรียบร้อยไปแล้ว อุปาทานในสติเรียบร้อยไปแล้ว อัตตาจอมปลอมซ้อนสติเรียบร้อยไปแล้ว สติของกู กูมีสติอะไร นั่นแหละมันอัตตาในสติ ความหลง อุปาทานซ้อนสติไปเรียบร้อยแล้ว

อย่าว่าแต่สมาธิ ตบะ ฌาน ญาณ หรือปัญญา ปรุงแต่งไปทั่วที่ทั่วแดน เหนือออกจรดใต้อะไร ไม่ใช่ตรงที่ตั้งเอา นั่นแหละแล้วมันจะจบเป็น หมดจดเป็น เลิกสร้างมลทิน ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ซ้อนกายซ้อนจิต ซ้อนธรรม

น้อมกราบขออโหสิกรรม

ขอนอบน้อมองค์มหาบารมีเป็นประธาน
ข้าพเจ้าทั้งหลาย ทุกหมู่ ทุกเหล่า ทุกชั้นทุกภูมิ
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน
ขอประกาศสละประกาศถอดถอน
สิ่งที่เคยมุ่งหวังตั้งเอาในทุกสิ่งทุกอย่างทุกเรื่อง
ไม่ว่าทางโลกหรือทางธรรม
หรือตั้งเอาในธาตุขันธ์แห่งตน ธาตุขันต์บุคคลอื่น
สรรพสิ่งทั้งหลาย การเป็นการอยู่
ความยึดติดทั้งหมดทั้งสิ้น
ขอสละถอดถอน
ทุกเงื่อนไขข้อผูกมัดทางใจ
ทุกคำสาปแช่ง ทุกคำสาบาน ทุกคำอธิษฐาน
ทุกคำบนบานศาลกล่าวและการติดสินบน
และขอชดเชยชดใช้ในหนี้กรรมทั้งหมดทั้งสิ้น
ด้วยการมอบกายถวายชีวิตให้กับคุณพระรัตนตรัย
เป็นไปเพื่อสัจธรรมและการโปรดสรรพสัตว์
ตามองค์มหาบารมี

และน้อมกราบขอขมากรรม
ที่ไม่ตรงต่อสัจธรรม ความไม่ยึดติดในตัวมันเอง
ขอให้กรรมทั้งหมดทั้งสิ้นจงเป็นอโหสิกรรมด้วยเทอญ

อโหสิ  อโหสิ  อโหสิ

No comments:

Post a Comment