Thursday, May 22, 2014

เพราะเหตุใดที่พระพุทธเจ้าต้องมาประกาศสัจธรรมบนโลกมนุษย์?

คำถามนี้มีญาติธรรมท่านหนึงถามมา ก็เลยตอบให้แบบรวดเร็วฉับพลัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าภพภูมิมนุษย์นั้นเป็นภพภูมิกลางและเป็นภพภูมิแรกที่เกิดขึ้นบนโลกโดยพระผู้สร้าง ต่อเมื่ออยู่นานๆไปโมหะอวิชชาก็เริ่มพาให้หลงไปจริงจังการการสร้างกรรมดีบ้าง กรรมชั่วบ้าง พอตายลงก็เลยเกิดเป็นภพภูมิอื่นขึ้นมา อย่างเทวดากับพรหมก็จะเป็นชั้นภูมิที่สร้างบุญกุศลมากเกินไป แต่ละชั้นก็แบ่งไปตามลักษณะความละเอียดของบุญบารมี ซึ่งก็ยังไม่ได้พ้นทุกข์ ก็ยังยึดติดในสภาวธรรมตรงนั้นเป็นตัวตนไปอีก

สำหรับอบายภูมินั้นก็เป็นภพภูมิสำหรับผู้ที่ก่ออกุศลกรรมมากเกินไป ก็ต้องไปรับผลวิบากเพื่อให้หลาบจำเสียก่อน อบายภูมินั้นเป็นภพภูมิที่เอาไว้ให้รับเวทนาอย่างเดียว เมื่อเวทนาจัดจ้าน ก็จะฟังสัจธรรมไม่รู้เรื่อง เพราะต้องการจะพ้นจากเวทนานั้นอย่างเดียวโดยไม่สนใจอย่างอื่นเลย

ภพภูมิมนุษย์นั้นเป็นภพภูมิที่มีกายเนื้อ สามารถรับรู้สิ่งต่างๆเชิงอัตตวิสัยได้ มีขันธ์ครบ 5 อย่างโดยยังพูดรู้เรื่องอยู่ (ใครมีขันธ์ 5 แล้วพูดไม่รู้เรื่องจะไล่ไปอยู่กับเดรัจฉานนะครับ ฮา) แต่มนุษย์ส่วนใหญ่ มองไม่เห็นภพภูมิที่มีแต่กายละเอียดหรือกายทิพย์ อย่างเทวดา พรหม หรืออบายภูมิที่ต่ำกว่าสัตว์เดรัจฉานลงไป นี่จึงเป็นเหตุผลที่พระพุทธเจ้าทรงลงมาประสูติในรูปกายของมนุษย์ เพราะสามารถโปรดได้ทั้งมนุษย์ และภพภูมิอื่นๆได้ทั้งหมด

จะเป็นยังไงถ้าพระพุทธองค์มาในแบบกายทิพย์ลอยๆแบบเทวดาล่ะครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือ กายทิพย์พระองค์ท่านจะสร้างอุปาทานความยึดติดในความวิเศษแก่สรรพสัตว์ที่มีกายหยาบมากเกินไป คือมัวแต่ไป อู้หู ตื่นเต้นๆ อะไรประมาณนั้น ซึ่งอาจจะเป็นเหตุทำให้ฟังสัจธรรมไม่รู้เรื่องเพราะถูกอุปาทานในอภินิหารนั้นปิดบังเอาไว้หมด การลงมาโปรดสัตว์ของท่านก็จะยากลำบากขึ้น เพราะผู้คนที่ได้พบเห็นจะไปติดอยู่ตรงเชื่อหรือไม่เชื่อในสิ่งที่ตาเห็น หากเชื่อก็อาจจะเป็นการเชื่อแบบงมงายหัวปักหัวปำไปเลยก็ได้

ท่านจะไปเกิดเป็นพรหมก็ไม่ได้อีกเพราะพรหมมีแต่จิต เป็นสัตว์ขันธ์เดียว(ขันธ์อื่นถูกรำงับอยู่อย่างยิ่งยวดตามกรรมที่ทำเอาไว้กับจิต)ที่ไม่สามารถสื่อสารกับใครได้

การที่ท่านลงมาประสูติในรูปแบบของกายหยาบนั้น มีข้อดีมากมายคือ เทวดาก็สามารถเห็นกายทิพย์ของพระองค์ได้ ไม่แต่เฉพาะมนุษย์เท่านั้น ขณะที่ไม่สร้างอุปาทานให้กับสรรพสัตว์ที่มีกายหยาบมากเกินไป อีกทั้งท่านยังสามารถแสดงธรรมให้คนหมู่มากได้ โดยไม่ต้องแสดงอภินิหารย์อะไรขึ้นมาให้ปิดบังสัจธรรมอีก สามารถสร้างปรากฏการณ์ในการโปรดได้หลากหลายกว่าสำหรับผู้คนแต่ละหมู่เหล่า สามารถประดิษฐานพระศาสนาให้เป็นรูปธรรมเพื่อการสืบต่อไปในอนาคตได้ และที่สุดแล้วท่านยังอาศัยกายหยาบในการแสดงธรรมอันว่าด้วยความเสื่อมไปเป็นธรรมดาที่ไม่มีใครหนีพ้นได้ด้วย

ความเข้าใจผิดอีกอย่างที่ว่ามีมนุษย์เพียงภพภูมิเดียวที่สามารถบรรลุธรรมได้ ซึ่งสอนกันมาเนิ่นนานในหลักสูตรวิปัสสนาเชื่อดังทั้งหลาย ว่าจะต้องภาวนา วิปัสสนา อานาปานสติผ่านกายหยาบเท่านั้นจึงจะบรรลุธรรมได้ จนทำให้เกิดความอหังการขึ้นในหมู่ผู้ปฏิบัติ สิ่งเหล่านี้คือความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนอย่างมาก เพราะในความเป็นจริงแล้วเทวดาหรือพรหมก็สามารถบรรลุธรรมได้ หากเปิดใจรับฟังสัจธรรม แถมยังบรรลุฉับพลันได้ด้วยโดยไม่ต้องผ่านการปฏิบัติ ไม่ต้องยืดเยื้อหลงปฏิบัติเหมือนมนุษย์ที่อยู่ในรูปแบบกายหยาบ

ส่วนที่เป็นพรหมลูกฟักหรือดวงจิตใดที่ยังหลงใช้กรรมในเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม จนไม่สามารถเปิดรับสัจธรรมได้ ก็คงจะต้องรอให้หมดวาระกรรมตรงนั้นก่อนถึงจะโปรดกันได้ครับ

2 comments:

  1. ขอขอบพระคุณอย่างยิ่งครับ ที่ได้กรุณาให้ความกระจ่าง ก็ได้แต่หวังว่า ท่านบรรดาชาวโลกที่ยังทนงตนอยู่นั้น คงมีโอกาสได้สำนึกในสักวันหนึ่งข้างหน้านะ ความจริงผมเชื่อว่า ท่านที่ถือว่าเป็นชาวพุทธทั้งหลายแหล่นั้น น่าจะคงเคยได้ยิน หรือได้อ่านผ่านตามาบ้างว่า ธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนทั้งหมดนั้น เทียบได้เท่ากับใบไม้เพียงกำมือเดียวเท่านั้น แสดงให้เห็นว่า ยังมีอะไรอีกมากมายมหาศาล ที่พระองค์ท่านไม่ได้ตรัสบอกกล่าวให้รู้ ก็ขอให้อย่าหลงทนงตนอยู่อีกเลยนะครับ
    ขออนุโมทนา และ อโหสิทุกท่านครับ

    ReplyDelete