Wednesday, May 14, 2014

หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะสอนละนันทิหรือไม่?

เอาคำถามหลังไมค์มาเขียนเป็นบทความเสียเลย  ในสไตล์ถามมาตอบไป เพราะมันมีรายละเอียดบางอย่างที่ควรจะพูดถึงเพื่อไม่ให้ไปคิดเอาเอง ที่นี่ไม่ให้คิดเองนะครับ คิดเองทีไรเข้ารกเข้าพงทุกที เอาแบบอ่านปุ๊บจบปั๊บ ล้างเกลี้ยง จำอะไรไม่ได้ ว่างไปเลยดีกว่า(ฮา)

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่าอะไรคือนันทิ นันทิเกิดจากอะไร อะไรคือการละนันทิ

นันทิ นั้น เท่าที่เคยอ่านผ่านตามาจากที่ท่านหนึงได้อธิบายเอาไว้ ก็แปลว่าความเพลิน ละนันทิก็คือการละความเพลิดเพลินในการปรุงแต่งทั้งหลาย

แล้วนันทิเกิดจากอะไร นันทินั้นเกิดจากโมหะอวิชชาครับ โมหะอวิชชาที่ยังหลงเห็น หลงรู้ หลงยึดติดในโมหะว่ามันมีความแตกต่างกันในสรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งๆที่ในความเป็นจริงสรรพสิ่งทั้งหลายล้วนว่างเปล่าหาแก่นสารสาระไม่ได้

โมหะอวิชชาก็แฝงมากับการปรุงแต่งทุกรูปแบบ เริ่มตั้งแต่ความปรุงแต่งในความเป็นจิตกันเลยทีเดียว ซื่งเมื่อมีจิตขึ้นมาแล้ว มันก็จะหลงไปตามสภาวะต่างๆเรื่อยไป หยุดตัวเองไม่ได้ เพราะมันก็ยังติดการหลงเห็นหลงรู้อยู่ ปล่อยตัวรู้ของตนไม่เป็น กลัวจะไม่มีตัวตนเหลือ และไอ้การที่หลงเพลินไปเรื่อยๆของมันตามอัตตวิสัยนี่แหละ ที่เรียกว่า นันทิ ความเพลิดเพลินในความหลงไปรู้ หลงไปเห็น หลงไปตามผัสสะอายตนะต่างๆ เพลิดเพลินในโมหะอวิชชา

ทีนี้การละนันทิอย่างที่ตีความพุทธวจนนั้นเป็นไปตามพุทธประสงค์หรือไม่?

อันนี้ไม่รู้คนตีความ เพราะหากเข้าใจถูกต้องจริงๆ ป่านนี้บรรลุธรรมไปแล้ว (ฮา)

การละนันทิที่เกิดขึ้นโดยอัตตวิสัยนั้น เกิดขึ้นเมื่อ "เข้าไปทำ" หรือเข้าไป "ปฏิบัติเอา"  คือการพยายามละการคิด การปรุงแต่ง โดยการเจริญสติขึ้นมาควบคุมสภาวะทั้งหลาย เฝ้าดูเฝ้ารู้เป็นยาม หรือความพยายามที่จะใช้สติไปตัดสภาวะทั้งหลาย มันก็เลยกลายเป็นโมหะซ้อนสติอยู่ มีตัวเข้าไปกระทำอยู่ ยังเป็นการเจริญสักกายทิฏฐิอยู่ ทำให้เกิดการ "ละนันทิ" ขึ้น(ตามความหลงเข้าใจว่ามันละได้) แต่การละนันทิในลักษณะนี้ คือการหลงเพลิดเพลินในการปรุงแต่งสภาวะทั้งหลายอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งเป็นลักษณะของ "นันทิ" ซ้อน "นันทิ" ขึ้นมาอีกทีหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เรียกว่าเกิดนันทิกับการละนันทิ เป็นโมหะอวิชชาซ้อน คือเมื่อไหร่ที่เข้าไปทำเอา แทรกแซงสภาวะเอา มันก็จะเกิดโมหะซ้อนขึ้นทันที แล้วมันก็จะพาไปหลงวนกับสภาวะทั้งหลายอันเป็นมายาโมหะในทันที แล้วนึกเอาเองว่ากูรอดแล้ว มาถูกทางแล้ว(ฮา)

ก็ถ้าละนันทิได้จริงมันจะนิโรธทันทีครับ ไม่ต้องรอเจริญมรรคด้วยซ้ำไป ฉับพลันทันทีเหมือนองคลิมาลเลยครับ

การละนันทิโดยไม่ให้โมหะอวิชชามาซ้อนหลอกเอาทำยังไง?

ก็ไม่ต้องทำอะไรครับ ปล่อยให้ธาตุขันธ์มันเป็นธรรมโดยธรรมของมันเอง ซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้น การปล่อยให้มันเป็นธรรมของมันเองไม่ใช่การไหลตามสภาวะ ที่มันแตกต่างกันอยู่คือ การไหลตามสภาวะนั้นเกิดขึ้นกับคนทั่วไปที่อุปาทานอยู่ทุกขณะจิต ยึดอยู่ทุกขณะจิต จดจ่ออยู่กับมายาของการปรุงแต่งในความมีความเป็นอยู่ตลอดเวลา คนทั่วไปที่ยังอุปาทานอยู่ แม้ไม่ทำอะไรก็เรียกว่ายังไหลตามอยู่ นันทิกันเต็มๆ ส่วนผู้ปฏิบัติที่เข้าไปทำสติเพื่อละนันทินั้น นันทิที่เคยเกิดจากการหลงในสภาวะจิต สภาวะอารมณ์ทั้งหลายจะเปลี่ยนไป คือละนันทิตรงนั้นได้ตามที่หลงเข้าใจ แต่จะไปเกิดนันทิใหม่ เป็นนันทิในการทรงโมหะซ้อนสติ นันทิในการตัดสภาวะต่างๆ ซ้อนขึ้นมาอีก เรียกว่าก็ยังหลงในโมหะอวิชชาอยู่เช่นเดิม เพราะโดนโมหะมันหลอกให้ละนันทิไปเรื่อยๆ

การที่จะปล่อยให้ทุกอย่างเป็นธรรมโดยธรรมของมันเองแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดปราศจากนันทิ มันก็ต้องปลงครับ ช่างมันกับทุกสภาวะ ยอมกับทุกสภาวะที่จะไม่ไปหลงแทรกแซงมัน เพราะมันเกิดจากเชื้อกรรมทั้งนั้น จะไปแก้สภาวะหรือดัดกรรมอีกไม่ได้เลย เพราะมันจะเป็นกรรมใหม่ขึ้นมา แต่ที่มันทนไม่ได้ต้องไปแก้ไปบังคับก็เพราะ เคยได้ยินได้ฟังมาว่า แบบนี้ดี แบบนี้ไม่ดี มันก็เลยเกิดตัณหาเผื่อเลือก ตัณหาขับเคี่ยวในการทำจิตทำใจขึ้นมาอีก ต้องยอมเลย ทิ้งสิ่งที่เคยฟังมาผิดๆให้หมด ปล่อยให้มันเป็นไป เพราะมันไม่มีอะไรที่ไม่อนัตตาสักอย่างเดียว อนัตตาอยู่แล้วทั้งนั้น เมื่อยอมที่จะไม่ไปแทรกแซง บังคับหรือปรุงแต่งจิตแบบไหนยังไงอีก เดี๋ยวโมหะอวิชชาตัวต้นที่ทำให้เกิดนันทิจะคลายออกเอง สักกายทิฏฐิจะจืดจางลงเอง การให้ค่า คติ-อคติต่างๆที่เคยมีจนเกิดตัณหาเผื่อเลือกก็จะจางคลายราบเรียบไป ไม่มีความแตกต่างในความเป็นคู่ตรงข้ามอีก เมื่อไม่เห็นความแตกต่างในสภาวะทั้งหลายอันว่างเปล่าหาสาระไม่ได้ ตัณหา นันทิ จะดับลงเองพร้อมๆกันไปเลย อย่างนี้ครับที่เรียกว่าการละนันทิ ในความหมายของพระพุทธเจ้าครับ

แต่ถ้าจะไปละนันทิตรงๆ เดี๋ยวมันจะกลายเป็นการทรงการบังคับในสิ่งที่อนัตตาอยู่แล้วอีก ก็จะกลายเป็นโมหะอวิชชาอย่างใหม่ เกิดโมหะ ตัณหา อัตตาซ้อนธรรมขึ้นมาอีกไม่รู้จบครับ

No comments:

Post a Comment