Tuesday, May 6, 2014

เราสามารถที่จะตัดสายปฏิจจสมุปบาทตรงไหนก็ได้ใช่หรือไม่?

พอดีได้สนทนาธรรมกับท่านหนึ่งที่พยายามอธิบายปฏิจสมุปบาทให้ผมได้เข้าใจ(ในแบบของเขา) แต่ยอมรับว่าอ่านไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะบัญญัติที่ใช้ทำให้ผมตาลาย(ผมแพ้ภาษาบาลีอย่างแรง) แต่มีประเด็นหนึ่งน่าสนใจเพราะยังไม่เคยได้พูดตรงนี้แบบเน้นๆชัดๆ ก็เลยขอยกขึ้นมาพูดเสียหน่อย ให้ผู้ที่ยกประเด็นนี้ได้มีส่วนในสัจธรรมก็แล้วกัน

เขาว่าถ้าปฏิจสมุปบาทเป็นวงแบบรูปนี้ ก็แปลว่าเราไปตัดที่ไหนมันก็ขาดน่ะสิ อันนี้ไม่ใช่ครับ เป็นความเข้าใจผิดอย่างแรง เพราะมีจุดเดียวที่จะดับวงจรนี้ได้ ก็คือการล้างโมหะอวิชชาครับ

ลองพิจารณาดูนะครับ ผมเคยอธิบายไปแล้วว่า เราไปยึดไปปรุงแต่งกับสิ่งไหน มันก็จะเกิดวงจรปฏิจจสมุปบาทกับสิ่งนั้น เป็นสังสารวัฏกับ "สิ่งนั้น" แม้กระทั่งการมานั่งพิจารณาวงจรปฏิจสมุปบาทก็ยังเป็นปฏิจสมุปบาทเลยครับ แล้วจะตัดได้ยังไง

ความพยายามที่จะไปตัดวงจรปฏิจสมุปบาทที่จุดอื่น มันจะกลายเป็นวงจรปฏิจสมุปบาทขึ้นมาอีกวงจรหนึ่งโดยไม่รู้ตัว เพราะอวิชชายังไม่ถูกล้าง ดังนั้นภาพในวงจรนี้ถูกต้องแล้วครับ ไม่ผิดอะไรครับ เพียงแต่ว่าวงจรนี้จะไปเกิดกับอะไรตรงไหนต่างหาก และความพยายามแม้เพียงนิดเดียวที่จะไปตัดตรงไหนก็ตาม ก็จะเกิดเป็นวงจรปฏิจสมุปบาทกับสิ่งนั้นขึ้นมาใหม่ทันที

อย่างนักปฏิบัติที่พยายามจะฝึกสติเพื่อให้ตัดการปรุงแต่งให้ไว ตัดการเกิดจิตให้ไวนั้นก็ถือว่าเป็นความพยายามไปตัดวงจรปฏิจสมุปบาทที่ตำแหน่ง 4 ต่อกับตำแหน่งที่ 5 คือพยายามวางทั้งอารมณ์ สิ่งที่ถูกรู้ และพยายามทำให้จิตว่าง ด้วยความพยายามนี้เอง จึงเกิดปฏิจสมุปบาทขึ้นอีกวงหนึ่งที่อุปาทานในวิญญาณ เรียกว่าฝึกสติก็เป็นปฏิจจสมุปบาทกับสติ แม้จะวางสิ่งที่ถูกรู้ได้ วางจิตได้ แต่ก็ไม่ว่างจากโมหะอุปาทานในจิตอยู่ดี เดี๋ยวมันก็มีเชื้อมาเกิดเป็นจิตใหม่ได้อีก ซึ่งความเป็นจิตเองนั้นก็คือการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชา อวิชชาจึงไปแอบซ่อนอยู่หลังความพยายามนั้นอีกทีหนึ่ง พูดง่ายๆว่า ไม่ว่าจะพยายามดิ้นรนทำห่าอะไรเด็ดขาด สุโค่ยยังไง ก็เป็นต้องหลงไปเอาเจ้าอวิชชาแบกเอาไว้บนหลังตลอด เหมือนผีในหนังชัตเตอร์(ฮา)


ไม่เชื่อลองไปถามนักปฏิบัติที่ทรงสตินานๆสิครับ เมื่อยไหม เป็นภาระไหม นั่นแหละครับโมหะอวิชชา และไอ้ที่เมื่อยนั่นนะก็เพราะมันเป็นกรรมซ้อนสติอยู่ กรรมมันไปลงตรงไหนก็หนักตรงนั้นแหละครับ ลงจิตก็หนักจิต ลงสติก็หนักสติ เพราะกรรมก็คือพลังงานอย่างหนึ่ง ทรงแบบนี้ไม่ใช่อริยะนะครับ แต่เป็นรปภ.(ฮา)

ดังนั้นสติปัฏฐานจริงๆจึงไม่ใช่เอาสติไปตัดอะไร ไม่ใช่เอาสติไปดับอะไร เพราะความพยายามเอาสติไปตัดนั้นก็ยังเป็นโมหะอวิชชาอยู่ จิตจะดับลงเอง เมื่อมันไม่เห็นความแตกต่างของสรรพสิ่ง ไม่เห็นความแตกต่างแม้กระทั่งสังสารวัฏหรือนิพพาน เพราะถ้าจะเอ่ยอะไรขึ้นมาสักอย่างมันก็จะเป็นสมมติทั้งนั้น

แล้วจิตจะไม่เห็นความแตกต่างได้ยังไง?

มันไม่ใช่การไปพิจารณาธรรมให้เห็นว่ามันไม่แตกต่างนะครับ เพราะการพิจารณธรรมก็ยังเป็นความหลงในการแยกแยะธรรม อันเป็นผลจากโมหะอวิชชาอยู่ พิจารณาไปก็วางได้แต่สิ่งที่ถูกรู้ แต่จิตมันไม่รู้ว่าตัวมันนั่นแหละ คือผลของอวิชชาเสียเอง จิตนั้นเป็นสิ่งที่แปลกแยกจากสรรพสิ่งทั้งหลาย เพราะมันมีลักษณะของโลกียวิสัยอยู่ ยังหลงแยกตัวเองออกจากสิ่งอื่นๆอยู่ มันก็ยังหลงแตกต่างจากสิ่งอื่นๆอยู่ ขึ้นชื่อว่าเป็นจิตก็ยังหลงว่าเป็นตัวตนอยู่ อริยะจริงๆไม่มีจิต นอกเหนือจิต มีจิตก็เพราะมีเหตุ ไม่มีเหตุก็ไม่มีจิต เพราะเนื้อหานิพพานไม่ใช่จิต และนิพพานก็นอกเหนือความต่างหรือไม่ต่าง ดังนั้นจะอะไรก็ช่างมันเลย ไม่ต้องให้ค่า เพราะจะความต่างหรือไม่ต่างก็ล้วนเป็นมายาแห่งธรรมคู่ทั้งนั้น ความเป็นคู่ก็มาจากโมหะตัณหาที่ไปลงเปรียบเทียบธรรมที่มันว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้วนั่นแหละ อ่านไปพิจารณาธรรมของพระพุทธเจ้าไป ธรรมที่เป็นโลกุตรธรรมดีๆ กลายเป็นโลกียธรรมหมดเลยครับ เสียของจริงๆ

แม้แต่สติที่ไปคอยเจริญ คอยดำเนิน นั่นก็มีโมหะอวิชชาซ้อนอยู่ตลอด สติอริยะจริงๆไม่ต้องเจริญ ไม่ต้องกำหนด ไม่ต้องคอยระลึกรู้ครับ มันรู้ของมันเอง เจริญขึ้นของมันเอง บริบูรณ์ของมันเอง แต่ไม่มีความหมายว่าเป็นสติรู้ด้วยซ้ำ ซึ่งมันอธิบายไม่ได้  พิสูจน์ไม่ได้จนกว่าท่านทั้งหลายจะทิ้งรู้จนหมด และการทิ้งรู้นั้นไม่ใช่ว่าจะไม่รู้นะครับ เมื่อทิ้งรู้แล้วมันจะไม่มีการกำหนดรู้ลงไป มันจะสักแต่ว่ารู้ไปเอง คือปล่อยให้รู้มันทำงานของมันเอง ไม่ต้องเข้าไปควบคุมว่าจะให้มันรู้อะไรตรงไหน ไม่อย่างนั้นโมหะอวิชชาจะตามไปซ้อนตลอด ซึ่งอันนี้แหละครับคือเนื้อหาสติปัฏฐานของแท้ๆที่เกิดจากการปลง ไม่ใช่การปฏิบัติ ไอ้ที่พยายามฝึกกันเอาเป็นเอาตายนั้น ดันกลายป็นสักกายทิฏฐิไปเสียนี่

ด้วยเหตุนี้เอง ที่สอนๆกันว่าฝึกสติให้สติไปตัดการปรุงแต่งนั้น เป็นเรื่องที่ผิดครับ ฟันธงตรงนี้ได้เลย เพราะการไปควบคุมสติให้ตัดอารมณ์ หรือความพยายามตัดการหยั่งลงไปเป็นภพชาติของจิตนั้น มันก็จะไปเกิดวงจรปฏิจจสมุปบาทขึ้นกับสติ ผลที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่การพ้นจากโมหะการปรุงแต่ง แต่ผลจะออกมาเป็นการทรงสติ เป็นโมหะอุปาทานตอกย้ำซ้อนสติซ้ำๆ จนในที่สุด เมื่อตายลงก็จะไปเกิดในชั้นพรหมครับ ยิ่งพวกที่เข้านิโรธสมาบัติเก่งๆแล้วเอามาคุยน่ะ ระวังนะครับ ไปเกิดเป็นพรหมลูกฟักกันง่ายๆเลย ดองกันไปหลายพุทธันดรเลยนะครับ

ส่วนการปลงรู้นั้นก็ไม่ต้องทำอีกล่ะครับ เพราะมันทำไม่ได้ไง แต่ให้อาศัยการฟังสัจธรรมบ่อยๆ หรือเข้ามาอ่านบทความสัจธรรมในเว็บนี้บ่อยๆ เดี๋ยวอานุภาพของสัจธรรมจะไปคลายจากสภาพความเป็นจิตเอง ดับเอง ยุติเอง ยอมเอง วางเอง ว่างเอง หมดจากความเป็นจิตไปเอง

แต่ละขณะจิตนั้นเกิดขึ้นได้ก็เพราะเชื้อกรรมเก่าๆที่มันมาส่งผลในปัจจุบัน และขณะจิตทั้งหลายนี้เองก็คือผลของตัณหาอุปาทานที่เคยยึด เคยตอกย้ำซ้ำๆเอาไว้ในอดีตชาติ จะไปทำอะไรก็ไม่ได้เลย ทำนิดเดียวโมหะซ้อนทันที จะพยายามฝึกสติไปตัดก็ไม่ได้ มันก็ยังเป็นความหลงซ้อนสติในการตัดอยู่ ต้องปล่อยให้มันคืนคลายของมันเองครับ

ดังนั้นการทำงานของสัจธรรมก็ง่ายมาก ความจริงแห่งสัจธรรมซึ่งถูก "เข้ารหัส" หรือกลั่นกรองมาดีแล้วนั้น จะเข้าไปล้างจิตหรืออุปาทานความเป็นจิตโดยตรง เมื่อจิตถูกล้าง มันก็จะคลายออก ส่งผลเป็นความโปร่งโล่งเบา ณ ขณะนั้นทันที (แต่ความโปร่งโล่งเบานั้นเป็นแค่ผลนะครับ ยึดก็ไม่ได้เหมือนกัน) โดยที่บางครั้ง คนที่ได้ยินได้ฟังหรือได้อ่านก็ไม่อาจจะเข้าใจได้ว่าเกิดอะไรขึ้น รับรู้ได้แค่ผลของความคลี่คลายเบาบางจางคลายนั้นโดยไม่ต้องรอไปถึงชาติหน้าโน้นเทอญอย่างที่ชอบอธิษฐานกัน

บางคนพอฟังสัจธรรมแล้ว เหมือนตัวหายไป โปร่งเบาคล้ายแก้ว สิ่งต่างๆที่สัมผัสผ่านผัสสะอายตนะมันวิ่งผ่านไปไม่มีตัวรับ ก็ให้รู้ไว้เถิดครับ นั่นก็คือมันดับแล้ว นิโรธแล้วนั่นเอง เรียกว่าบรรลุฉับพลัน

ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องฟังสัจธรรมให้ตรงนะครับ คือฟังแบบไม่ต้องคิดตาม วิเคราะห์ตาม เพราะกรรมจากการคิดตามจะไปปิดบังสัจธรรม คืออานุภาพของสัจธรรมไม่ได้อยู่ที่คำหรือสมมติใดๆ แต่มันจะส่งตรงจากจิตสู่จิต(อันนี้เรียกตามสมมติที่คุ้นเคยกัน)ครับ คือว่างหรือสุญญตาจะคลายสลายหรือความเป็นจิตของผู้อ่านผู้ฟัง สุญญตาจะเชื่อมตรงจากผู้เผยแพร่ไปล้างอุปาทานในจิตของผู้รับสาร ด้วยเหตุนี้เองที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านจึงเน้นเสมอว่าอย่างฟังเอาความ อย่าฟังเอาฉลาด รู้เรื่องไม่รู้เรื่องช่างมัน ให้ฟังไปแบบสบายๆ เพราะอานุภาพของสัจธรรมจะทำงานได้ดี ก็ต่อเมื่อจิตนั้นไม่ถูกปิดกั้นโดยการปรุงแต่งหรือการคิดวิเคราะห์หาความเห็นความหมายหรือเปรียบเทียบใดๆ หรือแม้ทิฏฐิอคติก็มีผลในการปิดบังสัจธรรมเช่นกัน ก็ให้เปิดใจฟัง อย่าเอาคติหรืออคติส่วนตนมาฟัง แบบนั้นไม่ได้เรื่องครับ

อย่างพวกที่ยังเยอะอยู่ ยังทฤษฎีพะรุงพะรังอยู่ ยังติดเงื่อนไขในการปฏิบัติอยู่(คือมีเงื่อนไขเชื่อหัวปักหัวปำว่าต้องปฏิบัติอย่างเดียว) ยังทิฏฐิมานะในธรรมจัดจ้านอยู่ ยังทดสอบทดลองอยู่ พวกเหล่านี้ก็ปล่อยไปเถอะครับ เดี๋ยวถึงที่สุดแล้วมันทิ้งเองทุกราย (แต่คงต้องรอให้เจอทุกข์จนหลังอานก่อน ให้ทุกข์สอนเองเลย)

สุดท้ายครับ เหตุที่คนฟังหรือคนอ่านสัจธรรมแล้วแทบจะจำเนื้อหาไม่ได้ (หลายคนบอกจำอะไรไม่ได้เลยด้วยซ้ำ)ก็เพราะว่า สัจธรรมนั้นเป็นไปเพื่อการล้างโมหะ ไม่ใช่การสร้างโมหะ หรือสร้างแง่มุมและทิฏฐิไว้ให้คนฟังเป็นการบ้านไปนั่งขย้อนออกมาแล้วเคี้ยวเอื้องต่อในภายหลัง แบบที่ชอบทำๆกันเพื่อเจริญปัญญาครับ สัจธรรมก็ไม่ต่างจากการล้างรถนั่นแหละครับ เมื่อล้างเสร็จแล้ว ท่านจะเอาน้ำไปทำอะไรอีกล่ะครับ ก็ทิ้งเท่านั้นเอง ล้างทิฏฐิ โมหะอุปาทานที่แฝงฝังในจิตในใจแล้ว มันก็จะยอมปลง ยอมวาง และว่างจากตัวตนไปเองครับ ไม่ต้องไปทำอะไรให้ยุ่งยากเลย

เหตุนี้เอง ผู้ที่แจ้งในสัจธรรมแล้ว เขาก็ไม่มาตามอ่านบทความในนี้หรือฟังหลวงพ่อท่านหรอกครับ เพราะเป็นเนื้อหาเดียวกับสัจธรรมไปแล้ว (จะว่าไปผมก็ไม่ได้ฟังเทศนาธรรมหลวงพ่อมานานแล้วเหมือนกัน ยกเว้นแต่ตอนที่ฟังเพื่อตรวจไฟล์เสียงก่อนทำซีดี หรือเป็นตอนที่มีเนื้อหาที่เกี่ยวกับศาสตร์ของการโปรดสัตว์)

พระพุทธองค์ทรงมาปลดเปลื้องภาระ โมหะตัณหาอุปาทาน ไม่ใช่ให้เรามีภาระกรรมไปหลงวนกับการปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นอีก ไอ้ที่งอกๆมาทีหลังเป็นหลักสูตรเป็นคอร์สนี่ ใส่ไข่เอาเองทั้งนั้นครับ

No comments:

Post a Comment