Monday, May 19, 2014

พระอรหันต์จำเป็นต้องบวชภายใน 7 วันหลังบรรลุธรรมหรือไม่?

เอ่อ พระอรหันต์ไม่ใช่อุลตร้าแมนที่แปลงร่างได้แค่ 3 นาทีนะครับ ฮา

เรื่องนี้เป็นเรื่องโม้ที่ถูกเล่าต่อๆมา กลายเป็นเรื่องเขย่าขวัญที่ทำให้นักปฏิบัติจำนวนมากกลัว กลัวว่าจะบรรลุต้องขึ้นไปนั่งบนหิ้งให้คนรุมทึ้ง (ฮา) และต้องทิ้งสังสารวัฏไปบวช...ฮาอีก

จะบอกให้ก็ได้ครับว่า มันเป็นเรื่องโม้ที่ดูถูกพระอรหันต์มากมาย อย่ามโนเอาเอง

พระอรหันต์ท่านนอกเหนือสมมติแม้กระทั่งกายใจตนเอง นอกเหนือสมมตินี่ก็หมายถึงว่านอกเหนือความเป็นพระหรือฆราวาสที่เปลือกด้วย เรียกได้ว่าพระอริยะนี่ไม่ใช่อะไร หมดความเป็นตัวตนบุคคลเราเขาไปตามส่วน เรียกว่าไม่เป็นผู้เป็นคนเป็นสัตว์กันเลย

และสมมติอันเป็นเปลือกที่ใช้แบ่งแยกว่าเป็นฆราวาสหรือเป็นพระนั้น มันก็ไม่มีอะไรแตกต่างกันโดยเนื้อหาสัจธรรมด้วย อันนี้สำหรับพระอรหันต์นะ เพราะท่านว่างจากตัวตนซ้อนกายซ้อนจิต ไม่เนื่องด้วยกายไม่เนื่องด้วยจิต แล้วจะไปติดกับเงื่อนไขว่าต้องบวชใน 7 วันได้ยังไง พระอรหันต์ท่านอยู่ได้ทุกสภาวะล่ะครับ เพราะธาตุธรรมทั้งหลายล้วนเป็นธรรมแค่อาศัยชั่วคราว ท่านไม่ได้ไปถอดสลักระเบิดแล้วมันจะระเบิดภายใน 5 วัน 7 วันนี่ครับ ฮา

ยกตัวอย่างมีเศรษฐีท่านหนึ่งในสมัยพุทธกาล ผมจำไม่ได้ว่าท่านนามว่าอะไร ไม่แน่ใจว่าจะเป็นอนาถบิณฑิกเศรษฐีหรือเปล่า ผมจำได้แต่เรื่องราวคือ ท่านบรรลุอรหันต์ตอนกำลังดื่มเหล้า(ฮา) แล้วสุดท้ายก็ไม่ได้บวชด้วยครับ (ฮา) ซึ่งบทความนี้คงจะฮาเยอะหน่อยครับ เพราะมันจะมีอะไรที่แย้งกับความเชื่องมงายที่เล่าสืบๆกันมาของชาวพุทธหลายอย่างทีเดียว (ฮา)

บวชในความหมายแบบโลกๆทั่วไปนั้น หมายถึงโกนหัวบวช นุ่งห่มแบบพระ มีวัตรปฏิบัติแบบพระ แต่บวชในความหมายที่แท้จริงนั้นก็คือการสละ สละกระทั่งกายกระทั่งจิต ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมชาติธาตุธรรมของมันเอง อันนี้คือเนื้อหาที่แท้จริงของการบวช

เมื่อเนื้อหาของการบวชที่แท้จริงเป็นเช่นนี้ พระที่นุ่งห่มจีวรสงฆ์อยู่ก็อาจจะไม่ใช่พระที่แท้จริงที่ตรงต่อการสละตัวมันเอง แต่อาจจะเป็นปุถุชนทียังหลงยึด หลงเอาศีลเอาธรรม เอาวินัย เอาลาภยศสรรเสริญ เอาตำแหน่ง ยศช้างขุนนางพระ แล้วก็ไปสอนให้คนอื่นยึด สอนให้คนอื่นหลงอยู่ อุ๊ย อโหสิ

ส่วนฆราวาสที่สละความยึดติดในกายในใจจนหมดแล้ว บรรลุธรรมแล้ว เนื้อหาที่แท้จริงของท่านก็คือพระอริยะหรือพระอรหันต์ที่บวชใจแล้วนี่เอง และถ้าสละแล้วซึ่งกายใจ แล้วทีนี้จะเอาอะไรมาตัดสินจากภายนอกได้อีกว่าใครบวชใครไม่บวช ก็ในเมื่อพระอริยะหรือพระอรหันต์นั้นท่านบวชอยู่ภายในแล้วตั้งแต่บรรลุธรรมนั่นเอง

เครื่องนุ่งห่มเปลือกๆนั้นไม่ได้ทำให้ใครเป็นพระอรหันต์หรอกนะครับ และไม่ได้ทำให้ใครเป็นพระด้วย ก็ถ้ายังพะรุงพะรังอยู่ภายในใจ ต่อให้ห่มจีวรผ้าอย่างดีมีคนกราบไหว้มากมาย ก็ยังไม่ตรงต่อเนื้อหาแห่งการบวชหรอกครับ เป็นแค่ปุถุชนที่ห่มผ้าเหลืองเอาไว้เท่านั้น อุ๊ย อโหสิ

ดังนั้นพระอรหันต์จริงๆมีได้ในทุกรูปแบบ(ดูท่านจี้กงสิ ซดเหล้าเป็นน้ำเลย แต่เนื้อในท่านก็อรหันต์นะครับ) เพราะท่านไม่เนื่องด้วยเครื่องแบบ จะให้เป็นอะไรท่านก็เป็นให้ได้หมด เล่นได้ทุกบทบาท สามัญธรรมดามาก พระอรหันต์แบบที่เป็นฆราวาสก็มีเยอะแยะไป ท่านก็ซ่อนรูปไว้สิครับ บอกไปคนก็ไม่รู้ ดีไม่ดีเดี๋ยวเจอลัทธิล่าแม่มดมาทดสอบทดลองเป็นกรรมอีก ก็คนส่วนใหญ่มันตาบอดด้วยโมหะกันอยู่แล้ว(ฮา) ท่านก็แค่แอบทำเนียนๆไป

ส่วนไอ้ Check list ของความเป็นพระอรหันต์ที่คนส่วนใหญ่มีในมือ ซึ่งหลงเชื่องมงายกันผิดๆมานานนั่นแหละที่ทำให้ "วืด" ในการที่จะได้สัมผัสสัมพันธ์กับพระอรหันต์ไปเอง หรืออาจจะเคยพบแล้วก็ดันไปดูถูกปรามาสท่านเพราะไม่ตรงสเปคตนแล้วผ่านไปก็มีครับ

แต่พระอรหันต์ท่านจะดำรงชีวิตอยู่ในโลกของฆราวาสยากสักหน่อย เพราะด้วยความที่ท่านดับเป็นประธาน ทำให้ท่านไมค่อยจำ หรือจำอะไรไม่ค่อยได้ ไม่สำคัญมั่นหมายว่าจะจำ ทำให้สัญญามันดับหมด (แต่คนที่หลงๆลืมๆอย่ามาเคลมว่าเป็นพระอรหันต์นะครับ คุยกันท่านก็รู้ หลอกกันไม่ได้ ฮา) ซึ่งเมื่อสัญญาดับแล้ว ทำอะไรมันก็ไม่จำ แล้วจะทำงานได้ยังไง คืออาจจะทำได้แต่มันยากครับ ต้องย้ำจำบ่อยๆ ถึงจะเริ่มจำได้ จำได้ก็ทุกข์อีก แต่ความจำก็ไม่นาน จึงหมดประโยชน์ที่จะจำ

เหตุผลอีกอย่างคือ พระอรหันต์ท่านหมดแรงตัณหาแล้ว จากที่เคยขับดันด้วยตัณหาพลุ่งพล่าน ก็เหลือเป็นแค่อาศัยตัณหาในการดำรงขันธ์เท่านั้น(ท่านใช้ตัณหาในการดำรงขันธ์นิดเดียว และท่านไม่ติดตัณหางอมแงมเมามันเล่นไม่เลิกเหมือนปุถุชนครับ) ดังนั้น ดูภายนอกจะเหมือนคนที่ไม่อะไรกับอะไร ไม่หือไม่อือเพราะไม่ค่อยดำริจิตขึ้นมา ถ้าให้ไปสัมภาษณ์งานก็คงไม่ผ่าน ฮา

และด้วยเหตุที่ดับอย่างยิ่งทั้งสัญญาทั้งตัณหานี้เอง จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้ท่าน อาจจะเลือกสละออกบวชมากกว่า ไม่ใช่ด้วยเหตุผลที่ว่า ธาตุขันธ์ท่านบริสุทธิ์เกินกว่าจะดำรงอยู่ในรูปแบบฆราวาสได้ครับ การออกบวชส่วนหนึ่งก็เป็นการกันกรรมให้กับสัตว์โลกช่างนินทาด้วย

ส่วนพระอรหันต์ที่ท่านอยู่ในรูปแบบฆราวาส ก็อาจจะไม่ได้ทำงานอะไร หรือทำงานก็เป็นงานเล็กๆน้อยๆไม่สลักสำคัญ แอบแฝงตัวทำเนียนไปเรื่อย ทำพอแค่อาศัย แต่ท่านก็สามารถอยู่ได้โดยบารมีที่เกื้อหนุนเกื้อกูลอยู่จนกว่าจะดับขันธ์

ก็ไม่ต้องกลัวอะไรหรอกครับ การบรรลุธรรมไม่ใช่อะไรที่น่ากลัวเลย แค่ทิ้งตัวมันเองซ้อนกายซ้อนจิต ส่วนกรรมที่เหลือภายนอกมันก็จะดำเนินไปของมันเอง ยุติกรรมก็ของมันเองเมื่อหมดเหตุหมดเชื้อ ไม่จำเป็นต้องทิ้งหรือละอะไรๆเพื่อความเป็นอรหันต์อีก

เพราะโดยเนื้อหาจริงๆแล้ว พระอรหันต์ท่านก็ไม่มีอะไร ดับว่างอยู่อย่างนั้น นิพพานอยู่อย่างนั้น ไม่ติดไม่หลุดกับอะไร เบิกบานร่าเริงเป็นอิสระแม้กระทั่งจากใจตัวเอง

2 comments:

  1. ขออนุโมทนาและสาธุด้วยครับ จะขอรบกวนท่าน Admin ช่วยไขข้องข้องใจอีกเรื่อง ที่มนุษย์ที่หลงคิดว่าตัวเองฉลาดกว่า สรรพสัตว์(ภพภูมิ)อื่นๆนั้น คือเรื่องที่ทำไมพระพุทธเจ้า จึงต้องมาตรัสรู้ในภพภูมิของมนุษย์เท่านั้น จะได้รู้ความจริงเสียทีว่า ที่แท้นั้นตัวเอง..สุดๆ นั่นเอง

    ReplyDelete
    Replies
    1. เดี๋ยวจะตอบให้นะครับ

      Delete