Tuesday, April 29, 2014

โมหะเกิดขึ้นได้อย่างไร?

คำถามนี้เคยมีคนถามมาแต่ไม่ตอบ เพราะมันถามแบบลองภูมิ มันไม่ได้หมายว่าจะเอาคำตอบจริงๆหรอก แต่ถามหาเรื่อง ก็เลยยอมโง่ให้มันตายใจ(ฮา) เพราะตอบไปก็จะมีแต่ทิฏฐิเอาชนะคะคานกัน สู้เอามาตอบในเว็บดีกว่าอย่างน้อยก็จะได้สว่างไสวกันเสียที

จะตอบคำถามนี่ได้ก็ต้องอาศัยภาพปฏิจสมุปบาทสักหน่อย ตามนี้ครับ

จากภาพจะเห็นได้ว่า โมหะหรือ อวิชชานั้น อาศัยสังขาร(การปรุงแต่ง)ในการเกิด หากไม่มีสังขารเสียแล้วโมหะอวิชชาก็ไม่สามารถที่จะเกิดได้

แต่สังขารนั้น คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า หากไม่หลงไปคิดปรุงแต่ง โมหะอวิชชาก็ไม่เกิด พอเข้าใจได้ตื้นๆตามนี้ ทุกคนก็เลยหลงไปเจริญสติเพื่อไม่ให้เกิดสังขารกันใหญ่เลย แล้วก็เอามาคุยข่มกันยกใหญ่ แต่รู้ไหมมันขำนะจ๊ะที่พวกเธอทั้งหลายไม่รู้ว่า การปรุงแต่งนั้นมันล้ำลึกกว่าที่เธอสรุปเองมากมายนัก

ยังไงเหรอ...ก็อ่านต่อสิจ๊ะ

เห็นไหมว่าทำไมต่อจากสังขารแล้วถึงได้เกิดเป็นวิญญาณ ทำไมสังขารหรือการปรุงแต่งถึงไม่ใช่แค่ความคิด

ก็เพราะตัววิญญาณเองนั่นแหละคือการปรุงแต่งในตัวมันเอง ปรุงแต่งขึ้นมาเป็นจิตบ้าง สติบ้าง เจตสิกบ้าง เรียกรวมว่ากลุ่มของวิญญาณ ดังนั้น วิญญาณทั้งหลายก็คือการหลงปรุงแต่งว่าเป็นตัวเองนั่นเอง พูดง่ายๆคือ วิญญาณนั้นคือการหลงรู้ และสักกายทิฏฐิก็เกิดจากตรงนี้นี่เอง

ด้วยเหตุนี้การไปพากเพียรไปเจริญสติ มันก็คือการไปเจริญโมหะอวิชชาตรงๆ การปฏิบัติจิต การทำจิต กำหนดจิตก็เป็นการเจริญโมหะอวิชชาตรงๆ เพียงแต่มันสะท้อนออกมาในรูปแบบของสักกายทิฏฐิ พอเข้าไปทำเอาแล้ว มันก็กลายเป็นอุปาทานในวิญญาณขันธ์ขึ้นมา เป็นอัตตาซ้อนในวิญญาณขันธ์ขึ้นมา แม้จะวางขันธ์อื่นได้หมดแล้วก็ตาม แต่ในเมื่อมันยังอุปาทานในตัวเองอย่างนี้ก็ไม่จบล่ะครับ

และแม้ว่าจะสามารถเจริญสติจนหยุดความคิดปรุงแต่งได้หมดแล้วก็ตาม อาการที่ไปเจริญสติอยู่นั่นเองก็ยังถือว่าเป็นการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชาอยู่เหมือนเดิม

สติอริยะที่ไม่มีอุปาทานซ้อน ไม่มีโมหะซ้อนจริงๆนั้น อยู่ในตำแหน่งที่ 1 ครับ คือ มโนธาตุ เป็นธาตุรู้ที่หยิบยืมมาใช้ชั่วคราว ไม่ใช่ตัวเราเหมือนกัน

การที่เราจะบอกว่าการเจริญสตินั้นมีคุณ มันก็เป็นโลกียะอยู่คือ ยังเป็นตัณหาขับเคี่ยวธาตุขันธ์อยู่ ไม่ได้จบจริง เพราะสติจริงๆนั้นมันรู้อัตโนมัติของมันเอง ยืดหยุ่นต่อเหตุปัจจัยต่างๆและเป็นอัตโนมัติ (สัมปชัญญะ)ของมันเอง

ทีนี้การที่จะจบภพจบชาติจริงๆ มันจะไปปลงโมหะอวิชชาตรงๆไม่ได้ จะไปเอาสติหยุดความคิดปรุงแต่งก็ไม่ได้ เพราะถ้าขืนไปทำอย่างนั้น ก็จะเป็นอัตตาซ้อนสติซ้ำลงไปอีก คนที่ทำอย่างนี้สังเกตได้ครับว่า อัตตายังแอบจัดจ้านอยู่ลึกๆ เพราะมันเก็บกดเอาไว้ อย่างคนที่ถามคำถามอันเป็นหัวข้อบทความนี้ก็เหมือนกันนั่นแหละ แอบทั้งนั้นครับ

จะให้จบจริงๆก็ต้องปลงรู้ครับ ปลงจิต ปลงสติ ปลงเห็น ปลงรู้ทั้งหลายให้หมด คือจะรู้หรือไม่รู้อะไรก็ช่างเลย นั่นแหละโมหะการปรุงแต่งในรู้จะหมดไป พอการปรุงแต่งในรู้หมดไป มันจะยิ่งกว่าการหยุดการคิดอีก คือมันจะไม่มีโมหะซ้อนรู้ลงไปตรงไหน หรือขณะไหนเลย มันก็จะว่างจากตัวตนซ้อนขันธ์ทันที ขันธ์ก็หมดความเป็นขันธ์ทันที กลายเป็นเพียงสภาวธรรมที่เกิดดับของมันเองตามเหตุปัจจัย ไม่มีความเป็นบุคคลตัวตนเราเขาหลงเหลืออยู่เลย ภพชาติจึงจนสิ้นลง กิจที่จะต้องทำให้จบก็ไม่มีอีกต่อไป เพราะมันจบของมันเองอยู่แล้ว

การปลงรู้นั้น ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้นะครับ แต่มันจะรู้แบบเปล่าๆ รู้แบบไม่มีความหมายในความเป็นอะไร พอรู้แบบนี้ ไม่ว่าจะรู้อะไรมันก็จะไม่มีความแตกต่าง เมื่อไม่มีความแตกต่างระหว่างสภาวะใดๆ ตัณหาจึงดับลงเอง เพราะตัณหานั้นเกิดจากการเปรียบเทียบ เปรียบต่าง

และที่สุดแล้ว ปลงรู้แบบนี้ก็ไม่ได้ทำให้ใครเป็นผักด้วย ก็ยังสามารถรู้ เห็นสมมติได้อยู่ เพียงแต่มันจะไม่ติดไม่หลุดไปกับการรู้การเห็นอีก ธาตุขันธ์มันก็ทำงานของมันไปตามเหตุปัจจัยอย่างนั้นเอง จนกว่าจะหมดเหตุมันก็ดับของมันเอง

แต่ทั้งหมดนี้ก็โดยพื้นฐานที่ทุกอย่างมันนิพพานอยู่แล้วนั่นเอง ไม่ต้องไปทำอะไรให้ถึงนิพพานอีก

2 comments:

  1. ขออนุโมทนาครับ แต่ตราบใดถ้ากรรมยังหนักและปิดบังอยู่ คงยัง "งง" อยู่แน่นอนละครับ เพราะที่คุณ Admin อธิบายนั้น ไม่เหมือนกับที่ได้ศึกษามาเลย ผมคนหนึ่งละ พยายามจะตีโจทย์ของ ปฏิจสมุปบาท ให้แตก แต่ก็ได้แต่ประสาทเกือบแตก ครับ
    ขออนุโมทนาและสาธุ อีกครั้งครับ และขออโหสิ ต่อทุกท่านที่ยัง "งง" อยู่ ทั้งหลายด้วยครับ
    ชัยศักดิ์

    ReplyDelete
    Replies
    1. สาธุครับ เรื่องแบบนี้มันเกินวิสัยคนทั่วไปจะตีความได้ครับ หากไม่มีหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านมาเปิดให้ พวกเราคงต้องวนกันอีกนานเลย

      Delete