Thursday, April 17, 2014

ให้ปลงไม่ใช่ให้ปฏิบัติ

บทถอดความเทศนาธรรม ตอน ให้ปลงไม่ใช่ให้ปฏิบัติ โดย หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต
--------------------------------------------------------------
กรรมที่มันเกิดขึ้น..จากการที่เข้าไปเจริญ
เจริญธาตุเจริญขันธ์  เจริญรู้เจริญเห็น

คำว่าเจริญก็คือ ที่เข้าไปกระทำนั่นแหละ ที่เข้าไปปฏิบัติการ หรือเรียกว่า เข้าไปเจริญ คือสิ่งเดียวกัน
ที่ไปเจริญรู้เจริญเห็น เจริญรู้สึกนึกคิด อารมณ์นั่นนี่ต่าง ๆ นา ๆ ประการ

หรือเจริญธาตุขันธ์นี้เข้าไปผูกพันกับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ทั้งหลายทั้งปวง ก็เรียกว่า เป็นตัวปฏิบัติการทั้งนั้น เป็นตัวเข้าไปกระทำทั้งนั้น เป็นการเข้าไปเจริญทั้งนั้น

หรือจะมาเจริญกายในกาย เจริญจิตในจิต ก็ตามที ในลักษณะที่เรียกว่า เจริญกรรมฐาน โดยการเพ่งดู โดยการเพ่งรู้ ก็ตามที โดยการทรงดู ทรงรู้ ทรงจิต ทรงธาตุทรงขันธ์หนึ่งขันธ์ใดก็ตามที ก็เรียกว่า ปฏิบัติ หรือเรียกว่า เจริญในตัวของมันเอง

หรือจะเรียกว่า เจริญวิปัสสนากรรมฐาน ก็คือไปคอยรู้ คอยเห็น อย่างที่คิดกัน พิจารณากัน คอยสังเกตุ เรียกว่าคอยเข้าไปกระทำการ คอยเข้าไปปฏิบัติการ ในธาตุในขันธ์ ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ อย่างหนึ่งอย่างใดก็ตามที ที่เรียกว่าเจริญวิปัสสนาทั้งหมดทั้งสิ้น ที่อุปโลกน์กันขึ้นนั้นน่ะ ก็คือการเข้าไปกระทำ การเข้าไปเจริญดำเนินหรือการเข้าไปปฏิบัติการ เนื้อหาอันเดียวกันหมด

ทำไมสิ่งเหล่านี้จึงได้มีการขอขมา ก็มัน “กรรม” ไงลูก มันกลายเป็นการปฏิบัติการ เรียกว่ากลายเป็นพฤติกรรม กรรมซ้อนธาตุ ซ้อนขันธ์ กรรมซ้อนธรรม ไม่ตรงต่อความหลุดพ้น องค์พุทธะดำรัสตรัสให้หลุดพ้นทางใจ คือให้ปลง ธาตุไหนขันธ์ไหน ก็ให้ปลง ให้วาง ในธาตุนั้นขันธ์นั้น ไม่ใช่ให้ไปเจริญ ไม่ใช่ว่าให้ไปทำตัวทำใจ ให้เป็นพฤติกรรมอยู่ได้ ไม่ใช่..

ให้วาง ให้ปลง ให้แล้วไป ให้ช่าง ให้ไม่อะไรกับอะไร ในธาตุนี้ขันธ์นี้หรือในสรรพสิ่ง
รูปก็ไม่อะไรกันในรูป รูปก็ช่างรูป เสียงก็ช่างเสียง อย่างนี้เป็นต้น ไม่ใช่ให้ไปเจริญ ในตัวเองก็เหมือนกัน ในธาตุในขันธ์ ในจิตนี้ก็เหมือนกัน ไม่ใช่ให้มาเจริญมัน ไม่ใช่ให้มาปฏิบัติการ แต่ให้ช่าง ให้ปลง ให้แล้วแล้วไป ให้ไม่อะไรกับอะไรกับจิตนี้ กับธาตุนี้ขันธ์นี้ เรียกว่า ให้ปล่อยให้วางตรง ๆ ต่อความหลุดพ้นในตัวมันเอง ไม่ใช่การปฏิบัติ

ดังนั้นในเนื้อหาที่ดำรัสตรัสให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย มันเป็นเรื่องของการ “นอกเหนือกรรม” และ “ยุติกลไกแห่งกรรม” ไม่ใช่การปฏิบัติการ จึงมีความหลุดพ้นฉับพลันเฉพาะหน้าพระพักตร์ เมื่อได้สดับแล้ว จะมากก็ตาม จะน้อยก็ตามในความหลุดพ้นทางใจนั้น “หลุดอยู่แล้ว” มันเกิดการคลายในตัวมันเองขึ้น
ดังนั้นที่นำพาสู่การขออโหสิกรรม ที่มันเป็นกรรมซ้อนธรรมเนี่ย จะกรรมฐานหรือกรรมวิปัสสนาก็ตามที หรือกรรมสะเปะสะปะทั่วไป สัพเพเหระทั่วไป ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่หมกมุ่นกับการที่จะต้องสนองความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ จึ้งจ้องต้องตั้ง หมกมุ่นมัวเมา หรือว่าหมกมุ่นมัวเมากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส หรือสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง และการเป็นการอยู่ในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวงก็ตามทีเถอะ จะหมกมุ่นลักษณะไหนก็ตามที “ให้ปลง”

เพราะคำว่าหมกมุ่นนี้มันเป็น “กรรม” ทั้งหมด จะหมกมุ่นกับการรู้ในตนเองก็ยังเป็นกรรมกับการรู้ในตนเองเลยลูก  มันไม่หลุด กลายเป็นภาวะกรรม ฉะนั้นในธาตุในขันธ์ไม่ว่าจะภายนอกหรือภายในก็คือ ให้ช่างทั้งหมด ให้ปลงทั้งหมด ให้แล้วแล้วไปทั้งหมด มันจึงจะเลิกวน เลิกหมกมุ่น เลิกทะเลาะเบาะแว้งกัน เลิกขัดแย้งกัน เลิกรบราฆ่าฟันกัน เลิกเบียดเบียนกัน เลิกเอารัดเอาเปรียบกัน แล้วก็ไม่เป็นปัญหา

ที่มันไม่ปลงนี่แหละ มันเลยเป็นปัญหา ความขัดแย้งมันจะมีเยอะ การทะเลาะวิวาทมันก็มีเยอะ ความพยาบาทอาฆาตมันก็มีเยอะ การมุ่งทำลายมันก็มีเยอะ ก็เพราะมันไม่ปลงนี่แหละ มันไม่วางนี่แหละ มันไม่ช่างนี่แหละ มันไม่แล้วแล้วไปนี่แหละ ถ้ามันไม่อะไรกับอะไรสักหน่อยมันก็จะไม่เป็นอย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น ที่วุ่น ๆ กันอยู่

ต้องยอมรับเลยว่าที่ผ่านมามันเป็นเรื่องของการเข้าไปปฏิบัติการทั้งหมด มันเลยไม่สำเร็จประโยชน์ในเรื่องของความหลุดพ้นทางใจ หรือเรียกว่าความพ้นทุกข์นั้นเอง มันไม่สำเร็จประโยชน์ มีแต่เข้าไปเจริญหมดเลย

เจริญกรรมฐานก็เข้าไปเจริญ เจริญวิปัสสนาก็เข้าไปเจริญ เข้าไปกระทำหมด ไม่ได้ปลงเลย พอเริ่มต้นมันก็ผิดแล้ว พอเริ่มต้นมันก็ติดซะแล้ว เริ่มต้นก็เป็นปัญหาซะแล้ว ก็ให้ “ช่าง”เลยตรง ๆ จิตแบบไหนก็ ”ช่าง” จิตดีก็ “ช่าง” จิตไม่ดีก็ “ช่าง” อย่างนี้เป็นต้น อย่างนี้ตัดเลย ไม่มีการเริ่มติด ไม่มีการเริ่มตัณหาซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ ไม่มีการเริ่มพฤติกรรม ซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ เห็นก็ “ช่าง”ในเห็น รู้ก็ “ช่าง”ในรู้เลย เรียกว่า “ตัดเลย” ตัดพฤติกรรมซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ อย่างนี้ก็ฉับพลันโดยวิมุตติ ในความหลุดพ้นในตัวมันเองอยู่แล้วทันที

ถ้ามัน “ช่าง” แล้วมันจะทะเลาะกันหรือเปล่า?

มันก็ไม่ทะเลาะสิ ถ้ามันช่างแล้วมันจะพยาบาทอาฆาตไหมล่ะลูก? มันก็ไม่..    มันดีหรือเปล่าล่ะ? มันยิ่งกว่าดีอีก ถ้ามันแล้วแล้วไป.. มันจะยุ่งไหม? แต่ละดวงจิตน่ะ มันก็จะไม่ยุ่ง ที่มันยุ่งเพราะมันไม่ยอมแล้วแล้วไปนี่แหละ มันเลยยุ่ง

ความยุ่งยากของโลกและสังสารวัฏในภาครวมทั้งหมด มันเกิดขึ้นจากการที่หมกมุ่นในการเจริญธาตุเจริญขันธ์ทั้งนั้น มันไม่ปลง มันไม่วาง  มันไม่ช่าง มันไม่แล้วแล้วไป มันก็เลยเป็นโมฆะ ในเรื่องของศาสนาและในเรื่องของธรรมะ ในเรื่องของสัจธรรมมาตลอด...

มีแต่เจริญเอา เจริญเอา เจริญเอาหมด มันก็เลยไม่ใช่เป็นเนื้อหาที่มันจะวาง ที่มันจะเบา ที่มันจะว่าง ไร้ หรือว่างเลย มีแต่แบกธาตุแบกขันธ์ จะไปทำมันมาก ๆ มันก็มากไปด้วยพฤติกรรม มากไปด้วยการเข้าไปกระทำ จนเกิดความแน่นเหนียว จนเกิดความเคยชิน ในการย้ำธาตุย้ำขันธ์จนติดหนึบ หนักในธาตุในขันธ์ มันไม่คลายตัวมันเอง

ดังนั้นความสว่างมันจึงไม่มี ได้แต่อุปโลกน์กันขึ้นมาว่า ปัญญาคือแสงสว่างในโลก แล้วก็เอาเลยทีนี้ คิดเอา คิดเอา พิจารณาเอา รู้เอา เอาแต่ความรู้ เอา เอา เอา เอา เอา เอา ก็หลอกกันอยู่อย่างนี้ หลอกกันอยู่อย่างนั้น

ที่มันสว่างจริง ๆ มันมาจากการ “วางตัวมันเอง” หรือ “คลายตัวมันเอง” เป็นเนื้อหาของ “วิมุตติและนิโรธในตัวมันเอง” ไอ้ที่คิดเอาปัญญาอย่างนั้น อย่างนี้แล้วคิดว่าเป็นความสว่าง  จริง ๆ มันไม่ใช่หรอกลูก เป็นการอุปโลกน์ขึ้นมา เป็นการอุปมาอุปไมยขึ้นมา

คิดมากก็มืดทุกคน หมกมุ่นในความนึกคิดปรุงแต่งมาก ๆ มันก็หมกมุ่นทุกคน ไม่งั้นมันก็ไม่ไปเกิดเป็นค้างคาวนอนห้อยหัวลง ก็เพราะว่ามันใช้แต่ปัญญามากนั่นแหละ กรรมไปอย่างนั้นเลย
ฉะนั้นที่มาที่ไปของความเป็นภูมิเป็นชั้นทั้งหลายก็มาจากพฤติกรรมทั้งหมด
เรื่องของพฤติกรรม ก็เป็นเรื่องของ “กรรม” ทั้งหมด

ดังนั้นการขออโหสิกรรมทั้งหลาย เพื่อลดภาระกรรมที่แบก ๆ อยู่นั่นน่ะ มันก็คือทุกประเภท แม้แต่เข้าไปเจริญธรรม  เข้าไปปฏิบัติธรรมทั้งหลายทั้งปวง ก็ยังเป็นกรรมเลย  อย่าว่าแต่ปฏิบัติรูป ปฏิบัติเสียง เจริญรูป เจริญเสียง เจริญกลิ่น เจริญรส โดยความพออกพอใจทั้งหลายทั้งปวงเลย ขนาดปฏิบัติตัวเอง ก็ยังเป็นกรรมในตัวเองเลยลูก อย่าว่าแต่ไปลุ่มหลงมัวเมากับ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ภายนอกเลย ไอ้นั่นเป็นกรรมหยาบ ๆ กรรมปลายเหตุ

กรรมต้นเหตุ มันเกิดขึ้นจากการที่หลงในตัวเอง “ รู้ ”ที่มันยึดการรู้   “เห็น“  ที่มันยึดการเห็น มันไม่ช่างในตัวมันเอง มันไม่แล้วแล้วไปในตัวของมันเอง กรรมต้นเหตุมันอยู่ที่การหลงยึดในตัวเอง รู้ยึดรู้ เห็นยึดเห็น คิดยึดความคิด สังเกตยึดตัวสังเกต พิจารณาก็ยึดตัวพิจารณาอยู่นี่แหละ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเลยลูก ก่อนที่มันจะไปหลงในสรรพสิ่งสรรพธาตุทั้งหลายทั้งปวงภายนอกตามไปอีกนั้นน่ะ ก็หลงตัวเองนั้นก่อนเลย
 ดังนั้นเวลาปลง องค์พุทธะ พระอรหันต์ทั้งหลายก็ปลงในตัวเอง รู้ก็ช่างในรู้เองเลย เห็นก็ช่างกันในเห็นเอง  เห็นก็ไม่อะไรกันในเห็นเองเลย ไม่ใช่ไปเจริญมัน อันนี้มันไม่เข้าใจเนื้อหาวิมุตติแห่งองค์พุทธะพระอรหันต์ ดันไปเจริญหมดเลย เจริญกาย เจริญจิต เจริญกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา เข้าไปเจริญหมดเลย เรียกว่า เข้าไปมีตัวตนซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ เข้าไปมีตัณหาซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ เข้าไปปฏิบัติการ เรียกว่าเข้าไปเจริญกรรมซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ทั้งหมดเลย มันก็เป็นที่มาก็คือ..ภาวะของ “กรรม” อย่างนั้นเลย พ่วงพันกดทับอยู่อย่างนั้น แช่อยู่อย่างนั้น ทรงอยู่อย่างนั้น มันไม่วาง ไม่จาง ไม่คลาย ในตัวของมันเอง
ก็มันมาเริ่มต้น มันก็เริ่มติดแล้วไง เริ่มต้นมันก็เริ่มตัณหา เริ่มต้นมันก็เริ่มอุปาทานเสียแล้ว อันนี้ท่านให้ตรง ๆ เลย “ไม่เริ่มไม่จบอยู่แล้ว” เรียกว่า“ปลงเลย”

ทุกอย่างคืออนิจจัง ยึดไม่ได้ ก็บอกแล้ว ทุกอย่างเปรียบดังของร้อน.. คำว่าของร้อน ลูกจะไปทำอะไรมันล่ะ? แตะก็ไม่ได้ นิดนึงก็ไม่ได้ หน่อยนึงก็ไม่ได้ เพราะมันร้อน เหมือนกับของมีพิษ ทุกอย่างคือของมีพิษ ลูกจะไปทำอะไรมัน แตะก็ไม่ได้ ของมีพิษ ก็ต้องปล่อยอย่างเดียว ต้องแล้วแล้วไปอย่างเดียว อย่ายุ่ง.. อย่ายุ่ง

หมายถึงว่า จิตนี้ธาตุขันธ์นี้ก็เหมือนกัน ก็เหมือนกับของร้อน เหมือนกับของมีพิษ เหมือนกับของมีทุกข์ มีโทษ แตะนิดนึงก็ทุกข์ แตะหน่อยทุกข์หน่อย มันทุกข์มันโทษไปหมด ก็ต้องช่างอย่างเดียว รู้ก็ช่าง ถ้าไม่ช่างแล้วมันจะวนในการรู้ พอไปสนใจ เรียกว่า เกาะเกี่ยวเหนี่ยวแน่นกับการรู้ รู้ต้องรู้

วนไปเรื่อยๆ เป็นวัฎจักรของวิญญาณสัมภเวสี  วิญญาณกามาวจรไปเรื่อย ๆ จรไปเรื่อย ๆ เลย ในรูป ในเสียง ในกลิ่น ในรส ในสิ่งที่เรียกว่าเป็นธรรมารมณ์ทั้งหลาย พึงพอใจ ไม่พึงพอใจ มันเป็นไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งชอบ และไม่ชอบ มันวกวนไปหมด

ขันธ์ทุกขันธ์ให้ตรงต่อวิมุตติจริง ๆ ก็ช่างเลย ไม่ใช่ให้ไปปฏิบัติมัน “ไม่ต้องไม่ตั้ง”  “ไม่อะไรกับอะไร” ในตัวมันเอง นั่นแหละจึงจะไม่เป็นการวกวนในธาตุในขันธ์แห่งตน และมันจะไม่หอบความวกวนในตนไปวกวนในสรรพสิ่งต่อไปอีก มันจะไม่วนนอก มันจะไม่วนใน ไม่สาละวนทั้งภายในและภายนอก ก็ไม่ต้องไม่ตั้งไปเลยลูก ท่ามกลางธาตุขันธ์ที่มีอยู่ ไม่อะไรกับอะไรเลย ท่ามกลางธาตุขันธ์ที่มีอยู่เป็นอยู่ ก็แค่นี้
ไม่ใช่เจริญ ไม่ใช่การปฏิบัติ มันคือ “การวาง” คือ “การสละ” คือ “การแล้วแล้วไป” คือ “ตัด”
ฉะนั้นวิปัสสนาของจริงมันคือ “ ตัด ” มันคือ “ปลง”มันคือตัดเลย.. มันไม่ใช่มัวแต่ไปเจริญ ถ้าไป “เจริญ”ไม่เรียกว่าวิปัสสนา เรียกว่า “กรรม” เจริญวิปัสสนาแต่กลายเป็นกรรมฐาน มัน    ”กรรม” มันกรรมตัวเจริญนั่นแหละ

เจริญตัวไหน? เจริญตัวรู้ก็กรรมตัวรู้ เอาสิ.. มันไม่ตัดในตัวมันเอง ไม่ใช่เนื้อหา “ตรัสรู้” ไม่ใช่ตรงเจริญในตัวมันเอง

ถ้าอย่างนี้ลูกจะคลายอยู่ตลอด เรียกว่า  “วางในตัวมันเอง” อยู่ตลอด เป็นเนื้อหา “อริยะ” อยู่ตลอดเลย อย่างนี้ก็คือ เนื้อหาตามองค์พุทธะที่ดำรัสตรัสไว้ทันที ที่ดำรัสตรัสให้มัน “หลุดพ้นทางใจ” ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้มันมีความพ้นทางใจ พ้นทางใจ.. เจโตวิมุตติ.. เจโตวิมุตติทั้งหลายเนี่ย ไอ้เจโตวิมุตติทั้งหลายเนี่ย คือพ้นทางใจ เป็นความหลุดพ้นทางใจ

มันไม่เข้าใจในเนื้อหาองค์พุทธะ พระอรหันต์ ของจริง แล้วมันก็สอนกันแบบไม่ใช่เนื้อหาองค์พุทธะ พระอรหันต์มาสอน ไม่ใช่เนื้อหาของท่านจริง ๆ ไม่มีเนื้อหาของท่านเลยแล้วก็มาสอน สอนแล้วก็เอาตามความคิดเห็นของตัวเอง เจริญเห็นก็เอาตัวเจริญเห็นมาสอน เจริญรู้ก็เอาตัวเจริญรู้มาสอน มันไม่ได้มาจากการวางรู้ หรือเนื้อหาตรัสรู้ของจริงอย่างองค์พุทธะ พระอรหันต์ เมื่อมาสอนแล้วก็เอาอนุสัยของตัวเองออกไปสอน ชาวบ้านก็ตามกรรมอนุสัยของตัวเอง ก็เลยกลายเป็นกรรมพ่วงพันกันไปเป็นหมู่ใหญ่ เป็นกลไกแห่งกรรมทั้งหมดเลย เมื่อละสังขารไป ก็ได้ไปใช้กรรมตามชั้นภูมิต่าง ๆ ตามที่ไปเจริญธาตุเจริญขันธ์นั้น มันมีที่ไปหมดแหละ

ดังนั้นก็คือปลงในตัวมันเองลูก ไม่ใช่ตรงที่เจริญ เวลาใช้ธาตุใช้ขันธ์ สติมันก็มีอยู่แล้ว สมาธิ ปัญญามันก็มีอยู่แล้ว แต่มีแบบใช้ชั่วคราว แล้วก็แล้วแล้วไป ไม่ใช่มีแบบชนิดแบก นั่นแหละ คือความเป็นอัตโนมัติของธรรมชาติธาตุที่เรียกว่า “อนัตตา” ไม่ใช่ตัวตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในสติ ไม่ใช่ตัวตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในสมาธิ ไม่ใช่ตัวตนเป็นเจ้าข้าวเจ้าของในปัญญา ในฌาณ ในตบะ ญานทั้งหลายลูก ความเป็นจริงที่เรียกว่า “อนัตตา มันไม่ใช่ตัวตนอยู่แล้ว” ก็มันใช้แล้วมันก็แล้วแล้วไป ไม่ใช่เป็นเจ้าข้าวเจ้าของ เรียกว่า โดยเนื้อหาที่เป็นพื้นฐาน ก็คือ “ว่างอยู่แล้ว”นั่นเอง ไม่ใช่สิ่งยึดติดอยู่แล้วนั้นเอง นี่คือเนื้อหาของสัจจปรมัตถ์ที่เป็นพื้นฐานเลย ไม่ใช่ยอดนะที่พูดให้ฟังนี่ พื้นฐาน พื้น ๆ เลย ที่พูดให้ฟังเนี่ย ไม่ใช่ว่ายอดนะ หรือสูงซะจน โอ้โห! คิดไม่ถึง ก็มัวแต่คิดน่ะ ให้ปลง ให้ช่าง แล้วก็เนื้อหาเลย เนื้อหาของความไม่ยึดติดทันทีเลย ไม่ใช่ไปคิดว่าเนื้อหานี้เป็นเนื้อหาที่สูง ไม่ใช่... เนื้อหาพื้น ๆ เลย

ความหลง ที่มันปิดบังของลูกก็คือ.. ความหลงที่อุปโลกน์ตัวเองซ้อนลงไปนั่นแหละ ในการรู้ การเห็น การนึก การคิด หรือการปฏิบัติการใดๆ ที่มัวแต่ซ้อน..

ก็ถ้าไม่ต้องไม่ตั้ง มันก็จะไม่มีโมหะอุปโลกน์ตัวเองซ้อน มันก็จะไม่สูง ไม่ต่ำ ที่รู้สึกว่ามันสูง มันมีสูง มีต่ำ มันจะไม่รู้สึกอย่างนั้นแล้ว ก็มัวแต่อุปโลกน์ตัวเองซ้อนลงไปในการรู้ อุปโลกน์ตัวเองซ้อนในการเห็น มันก็มีภาวะหลงอุปโลกน์ แล้วบัญญัติผิด ๆ เพี้ยน ๆ ตามมา

พอไม่ พอไม่ต้องไม่ตั้ง ไม่อะไรกับอะไร สูงไม่มี ต่ำไม่มี ละเอียดก็ไม่มี หยาบก็ไม่มี มันหมดความหมาย เรียกว่า “วางอยู่แล้ว” อยู่แล้ว..

ฉะนั้นท่ามกลางกาย ท่ามกลางจิตเนี่ย หรือ สรรพสิ่งภายนอก ภายในก็คือ “ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้ว”อย่างนี้เป็นต้น คือมันไม่ใช่การปฏิบัติการซ้อนธาตุซ้อนขันธ์ เรียกว่า พฤติกรรมซ้อนธาตุซ้อนขันธ์     ไม่ใช่...
อย่างนี้ สัจธรรมล้วนๆ ลูก “ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้ว” “ไม่เกิดไม่ดับอยู่แล้ว” ไม่ตัณหา ไม่อุปาทาน ในธาตุในขันธ์ ในสรรพสิ่งอยู่แล้ว “ไม่อยู่แล้ว”

ไม่ใช่ วุ่น ๆ มา แล้วก็มานั่งทำสมาธิ ก็ช่างเลยสิลูก ตัดเลย ก็ช่างมันเดี๋ยวนั้น มันก็คลายเดี๋ยวนั้น จะมาทำทำไมอีก สมาธิ ก็มันหงุดหงิดขึ้นมาก็ช่างมันเดี๋ยวนั้น ก็ช่างเลย “ไม่ต้องไม่ตั้ง” ท่ามกลางนั้นแหละ ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะ ไม่ต้องยึกยักเดี๋ยวนั้น จะมานั่งทำสมาธิ ทำไมอีก มาสร้างภาวะเผื่อเลือกให้กับจิต แล้วทีนี้จิตมันก็กลายเป็นจิตที่มีภาวะแตกต่างกันในลักษณะสงบไม่สงบ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่ทำให้ก่อเกิดการขัดแย้งทันที ซึ่งเป็นเหตุที่มาจากการเลือก มันเลือกไม่ได้ทุกอย่าง มันเป็นสิ่งที่เรียกว่า ยึดไม่ได้ทั้งหมด แล้วลูกจะไปเลือกอะไร? สงบไม่สงบก็ยึดไม่ได้ทั้งหมด ไม่ใช่ลูกจะเจริญตัวยึดซ้อนลงไป

เรา จะได้สงบ เอา เรา มาจากไหน?
เรา จะได้ไม่วุ่นวาย เอา เรา มาจากไหน?
...ก็มัวแต่หลงสำคัญตัวเองอยู่

ก็ช่างช่างไป ไม่อะไรกับอะไร เรียกว่า มันคลายความเป็นตัวเอง มันคลายความสำคัญโดยความเป็นตัวเอง มันคลายโมหะความหลงสำคัญโดยความเป็นตัวเอง เรียกว่า มันคลายความหลง มันไม่หลง ไม่ใช่มัวแต่หลงสำคัญตัวเองอยู่ได้ลูก ไม่ใช่... ลูกก็หัด “ไม่ต้องไม่ตั้ง” ซะบ้าง หัด “ไม่อะไรกับอะไร” ซะบ้าง ไอ้ตัวตนมันจะได้ลดลง ไม่ใช่ว่าอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา หลงอุปโลกน์ตัวเองขึ้นมา แล้วก็อุปโลกน์ตัวเองหา ที่ลี้ ที่หลบ ที่ซ่อนอะไร มันไม่ใช่ระบบ มันไม่ใช่สิ่งที่จะพ้นทุกข์ มาเลือกอะไรลูก สงบไม่สงบ ให้ช่างทั้งสอง อย่าง สงบก็ช่าง ไม่สงบก็ช่าง อย่างนี้หลุดพ้นทางใจ หลุดพ้นเลย แต่พอเลือกเอา มันจะไม่หลุด เพราะมันยังมีตัวเอาอยู่

ฉะนั้นทั้งหมดนี้ ที่เรียกว่า เนื้อหาแห่งความหลุดพ้นทางใจ ที่ประทานให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย ที่มอบให้กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย เป็นรหัสนัยแห่งความหลุดพ้นทางใจ มันไม่ใช่ลักษณะของการเข้าไปปฏิบัติการลูก มันไม่ใช่... มันคือ “การวางใจ”

วางใจ.. มันไม่ใช่การเข้าไปปฏิบัติหรือเจริญ วางรู้ก็เหมือนกัน วางตัวเห็นก็เหมือนกัน วางนึกคิดก็เหมือนกัน ไม่ใช่การเข้าไปเจริญความคิด ความนึก วางรู้ก็ไม่ใช่การเข้าเจริญตัวคอยรู้ วางเห็นก็ไม่ใช่การเข้าไปเจริญตัวคอยเห็น

“วาง” มันไม่ใช่การเข้าไปเจริญ ก็ช่างไง “ช่าง” เห็นก็ช่างในเห็น มันก็วางแล้ว รู้ก็ช่าง ช่างในรู้ มันก็วางแล้วลูก ก็แค่ช่าง เป็นยังไงก็ช่าง มันก็ตัดแล้ว ตัดแล้ว ตัดแล้ว วางแล้ว วางแล้ว วางแล้ว แต่เข้าไปเจริญสิ ไปย้ำๆๆๆ  รู้ๆๆๆ มันไม่วาง อย่างนี้เรียกว่ามันติด มันยึด มันแบก

แล้วก็ถามว่าที่ผ่านมาเนี่ย มันแบกหรือว่ามันวาง มันหลุดหรือว่ามันเจริญตัวคอยยึด เป็นคำตอบในตัวมันเองอยู่แล้วลูก

แล้วก็ยังมาหลงคิดว่า ก็ต้องแบกซะก่อน แล้วจึงค่อยวาง มึงไม่ต้องมาแบกซะก่อนหรอก มึงแบกกันมาอยู่แล้ว ไม่ต้องมาซะก่อน ก็หลงแบกกันมาอยู่แล้ว จะมาแบกซะก่อนทำไมอีก
แหม!ท่าน.. ก็ต้องรู้ซะก่อน แล้วจึงค่อยวาง..
มึงไม่ต้องรู้ซะก่อนหรอก มึงหลงรู้มาอยู่แล้ว

มันหลงมาอยู่แล้ว จะมาซะก่อนอีก มาซะก่อนซะหลังอะไรล่ะ ก็ช่างเลย.. ช่างตรงๆ “ไม่อะไรกับอะไร” ตรงๆ “ไม่ต้องไม่ตั้ง”กันตรงๆ นั่นแหละมันก็ฉับพลันในการวางทันที

พูดอย่างนี้ก็ปลุกให้มันเกิดความตื่นขึ้นเท่านั้นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้นหรอก จะได้แจ้งซะที ไม่ใช่มัวแต่งม ไม่ใช่มัวแต่สาละวนค้นหา ให้มันเป็นเนื้อหา “ตรัสรู้” จริงๆ หน่อยสิ รู้ซะจนติดพันไปหมดเลย มันไม่ปลง มันเลยยุ่ง โลกสังคมเนี่ย ต้องยอมรับตัวมันเองเลย

จะเอาแบบพระไหมล่ะ? กราบไหว้พระจนมือเป็นฝักถั่วหมดแล้ว วก ๆ ๆ อะไร
เนื้อหาข้างในคืออย่างไรล่ะลูก?  คือ “วาง” คือ ช่างกันในตัวมันเองเนี่ย วางกันในตัวมันเอง เนี่ยลูก เนื้อหา “พระ” ล่ะ พระทุกประเภท

ถ้าลูกเจริญ มันเป็นพฤติกรรม มันก็มีแต่กรรมนะชีวิต.. แล้วก็ยังโอดครวญไม่ได้ มันของหนัก มันเป็นเรื่องของทุกข์ทั้งหมด เรื่องร้อนทั้งหมด มันหลงรู้อยู่แล้วไงลูก มันก็หลงติดลมมา ไปเจริญอีกทำไมล่ะ ก็ช่างเลย รู้ก็ช่างเลยในรู้ นั่นแหละลูก  ก็ไม่ต้องไม่ตั้ง “ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้ว”  เรียกว่า ไม่ต้องไปซ้อนรู้ซ้อนเห็นอีก ไปเจริญทำไมอีก นั่นแหละลูก ก็เรียกว่าปล่อยเป็น เรียกว่า วางเป็น

บางทีก็ไม่เข้าใจ มันจะวางยังไง? สรรพสัตว์ทั้งหลายเนี่ย เรียกว่ามันแบกซะจนเคยชิน ทรง แช่ ยึดเกาะ เหนี่ยวรั้ง ซะจนเคยชิน จนไม่รู้จะวางยังไง มันเก้ ๆ กัง ๆ ไปหมด จะวางยังไง?  ไปหลงค้นหาวิธีวางอีก ก็เป็นตัณหาขึ้นมาอีก ก็กลายเป็นแบกซ้อนวางอีก  แบกซ้อนไอ้ตัวคอยวางอีก  กลายเป็นการแบกซ้อนขึ้นไปอีก

ฟังสั้นๆ ก็ช่างนั่นแหละ  ก็ท่ามกลางที่เป็นอยู่ ก็ช่างไปเลยลูก “ไม่ต้องไม่ตั้ง” “ไม่อะไรกับอะไร” เท่านั้นแหละ ก็เรียกว่า วางแล้ว ไม่มีวิธี ถ้ามีวิธีมันจะก่อเกิดการแบกในวิธีขึ้นมาอีก ถ้ามีการปฏิบัติการมันก็จะกลายเป็นหลงแบกการปฏิบัติการขึ้นมาอีก เรียกว่ามันหลอกทั้งนั้น ก็ความคิดจินตนาการมันหลอกสรรค์สร้าง มันคอยแต่สรรค์สร้าง มันหลอก แทนที่ความคิดก็จะปลงในความคิดเอง มันดันไปจินตนาการสรรค์สร้างแล้วก็หลอกให้ยุ่งไปหน้าเรื่อย

ฉะนั้นทั้งสังสารวัฏ ทั้งโลกทั้งสังสารวัฏ ตกอยู่ในสภาวะสถานการณ์แห่งตัณหาเหมือนกันหมด ตกอยู่ในภาวะสถานการณ์แห่งพฤติกรรม เหมือนกันหมด การเจริญธาตุเจริญขันธ์ ทรงธาตุทรงขันธ์ การเจริญในสรรพสิ่งทั้งหลาย การเข้าไปปฏิบัติการนั่นเอง มันติดอยู่ในภาวะวังวนแห่งกรรมเหมือนกันหมด นั่นแหละที่เรียกว่า ไม่ใช่สัจธรรม

สัจธรรม หมายถึง ความไม่ยึดติด มันไม่ใช่เกี่ยวกับการปฏิบัติการใด ๆ มันหมายถึง ความไม่ยึดติด ที่มันเป็นเนื้อหาของมันเองอย่างนั้นอยู่แล้วไงลูก  มันไม่ยึดของมันเอง ของมันเองหมด นั่นแหละสัจธรรม มันหมายถึง ความไม่ยึดติด ทั้งหมดก็คือความไม่ยึดติดโดยตัวมันเองอยู่แล้วทั้งหมด

ฉะนั้นเรื่องพฤติกรรมมันเลยเป็นคนละเรื่องกับสัจธรรม เพราะว่าพฤติกรรมทั้งหลายมันจะสรุปลงตรงที่ ยึด ยึด ยึด ยึด ยึด สรุปลงตรงที่ยึดนั่นแหละ พฤติกรรมทั้งหลาย เรียกว่า กรรมทั้งหลาย บทสรุปของมันก็คือ “ ยึด ”

เมื่อลูกไปเจริญธรรมหรือไปปฏิบัติธรรมหรือไปเจริญแบบไหนก็ตามที บทสรุปของมันก็คือ “ยึด” เจริญตัวรู้ มันก็ยึดตัวรู้ เอาง่าย ๆ อย่างนี้ เจริญตัวคอยเห็นมันก็ยึดตัวคอยเห็น เอาง่าย ๆ อย่างนี้เลย ตรง ๆ เจริญความคิดมันก็ยึดในความคิด เอาตรงๆอย่างนี้ แปลตรง ๆ อย่างนี้เลย จะได้เห็นชัดเลย เจริญตัวพิจารณามันก็ยึดในตัวพิจารณาเอง อย่างนี้เลย บทสรุปของ ”กรรม” ก็คือ “ยึด” แล้วยึดนี้ก็คือทั้งหมดของ “ทุกข์” ทันที เรียกว่าทั้งหมดของทุกข์ทันทีลูก

ความพ้นทุกข์ที่ประทานให้นี้ ความหลุดพ้นทางใจที่ประทานให้ ก็คือการที่ได้ “ช่าง”นั่นแหละ การที่ได้เฉย การที่ได้”ไม่อะไรกับอะไร” การที่ได้”แล้วแล้วไป” หรือที่เรียกว่า “ไม่ต้องไม่ตั้ง”  “ไม่อะไรกับอะไร” เป็นเนื้อหาที่หลุดพ้นทางใจอยู่แล้ว

ไม่เป็นบ่วง ไม่เป็นห่วงบ่วงแห่งกรรม มันไม่เป็น แล้วตรงนี้ก็จะสว่างไสวขึ้น เรียกว่า มันคลี่คลายจากการยึดเกาะในตัวของมันเอง อันนี้ไม่เป็นกรรม เรียกว่า นอกเหนือกรรม จึงนอกเหนือการเวียนว่ายตายเกิดเป็น เรียกว่า ทั้งหมดของเนื้อหาองค์พุทธะ พระอรหันต์

นั่งสมาธิ.. ทำอะไรอีกล่ะ? เจริญสติ เจริญทำไมอีก?

ในสติปัฏฐาน 4 น่ะให้ตัดนะ ไม่ใช่ให้เจริญ กายก็ช่างกาย จิตก็ช่างเลยจิต กายก็สักแต่ว่ากาย จิตก็สักแต่ว่าจิต.. อุตส่าห์แปลซะอย่างดี กายก็สักแต่ว่ากาย จิตก็สักแต่ว่าจิต เวทนาก็สักแต่ว่า.. ธรรมก็สักแต่ว่าธรรม..

ทำอะไร? ไม่ใช่ให้เจริญนะ ให้ช่างเลย จิตก็ช่างเลยในจิตลูก นั่นแหละ มันก็ตัดแล้ว คลายแล้ว ไม่ใช่เจริญ

ทีนี้พอมันไปเจริญในสติปัฏฐาน 4 มันไปเข้าใจผิด มันก็ไปเจริญ คอยดู คอยรู้ คอยรู้ คอยรู้ คอยกำหนดรู้.. คอยกำหนดรู้ มันเลยติดตัวรู้ แล้วตัวรู้มันคืออะไร? ก็คือ “จิต” มันไม่ได้ช่าง มันไม่ได้ตัด มันก็เลยกลายเป็นติดเลยทีนี้ ยิ่งเจริญก็ยิ่งติด ยิ่งเจริญก็ยิ่งติด เป็นหุ่นยนต์ไปหมด ยิ่งเจริญก็ยิ่งเหมือนกับหุ่นยนต์ อัจฉริยะดี ๆ ตื่นดี ๆ คล่องแคล่วดี ๆ ก็อืดลง อืดลง อืดลง แม้แต่ตัวพิจารณาก็ยังไม่ได้เลย ที่เรียกว่า สติปัฏฐาน 4 นี้ จิตก็สักแต่ว่าจิตไปเลย แม้แต่การพิจารณานิดก็ยังผิดเลย ยังเพี้ยนเลย มันยังไม่เป็นลักษณะของสติปัฏฐาน 4 เลย

คำว่าจิตก็สักแต่ว่าจิตนี้ ก็ช่างอย่างเดียว....ช่างอย่างเดียว คิดก็ช่างในคิดเลย รู้สึกก็ช่างในความรู้สึก อารมณ์ ช่างในอารมณ์เลย ดีก็ช่างในอารมณ์ดี ไม่ดีก็ช่างในอารมณ์ที่ไม่ดีนั้นเลย ตัดเดี๋ยวนั้น ตัดเดี๋ยวนั้น ตัดเดี๋ยวนั้น คลายเดี๋ยวนั้น ไม่มีมางุ่มง่ามเลย

นี่คือสิ่งที่ได้ให้ไว้ ประทานให้ไว้ แต่รุ่นหลังไม่เข้าใจ มันเข้าใจแบบเอากิเลสไปเข้าใจ เข้าใจแบบเอาตัวเองไปตีความเอาเอง มันไม่ได้วางตัวเองซะก่อน แล้วมาสอน มันไม่ได้วางรู้ วางนึก วางคิด  วางความเห็น ความหมายซะก่อนแล้วมาสอน หอบเอาของตัวเองมีอยู่แล้วมาเผยแพร่ มาแผ่สู่ดวงใจของสรรพสัตว์ ก็เข้าไปเจริญ เข้าไปเจริญ เข้าไปเจริญ มันก็เลยบานปลายจนถึง ณ เวลานี้ ท่านจึงเมื่อยขากรรไกรอยู่ ณ เวลานี้

ดังนั้นที่ให้ขอขมากรรมในเรื่องของการ เจริญสติ เจริญสมาธิ ฌาณ ญาน ปัญญา นั่นแหละคือ “กรรมซ้อนธรรม” ให้มันแจ้งไปเลยว่านั่นคือ “กรรมซ้อนธรรม” กำลังติดธรรมอยู่ เจริญตัวไหน ติดตัวนั้น เจริญตัวรู้ ติดตัวรู้เอง เอารู้ไปรู้อะไร เอารู้ไปรู้ต่อไปอีก เอาสิ! มันไม่ตัดทั้งภายนอก ไม่ตัดทั้งภายใน ติดทั้งข้างใน แล้วก็ลามปามไปสู่การติดในภายนอกต่อไปอีก

ก็ “ช่าง” ในตัวมันเอง ก็ “ตัด” ทันที สั้น ๆ

รู้ก็ช่างในรู้เองเลย ไม่ต้องไปสานต่อ  มันก็ตัดทันที  ไม่ใช่ติด คิดก็ช่างเลย ไม่ต้องไปทบทวนให้เป็นโจทย์เป็นจำเลยขึ้นมาในความคิดซะก่อน ก็ตัดทันที อันนี้มันไม่อ้อยอิ่งให้กับการพิจารณาเลย ไอ้ตัณหาในการพิจารณา ไอ้ตัณหาในการสังเกตุ ไม่ได้อ้อยอิ่งให้เลย นี่ตัดให้เลย รู้ก็ช่างกันในตัวมันเองเลยจิตก็ช่างกันในตัวมันเองเลย ไม่ทันจะได้ขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวกลายเป็นตัณหา แตกกิ่งก้านสาขาออกไปในสรรพสิ่งทั้งหลายทั้งปวง นี่เรียกว่าฉับพลัน มันฉับพลัน

ดังนั้นมันไม่ใช่การเจริญลูก ก็โดยที่ไม่ต้องไม่ตั้งอยู่แล้ว มันสูญพันธุ์ มันไม่เป็นเผ่าพันธุ์  มันไม่เป็นกรรมธุง มพันธุง ไม่เป็นกรรมทายาโทอะไร ยาทาอะไร พันธุ พันธุง กรรมเป็นเผ่าเป็นพันธุ์ ไม่เป็นเผ่าพันธุ์แห่งกรรมนั่นน่ะ ไม่มัวแต่กรรมโยนีโยนิ เป็นสิ่งก่อเกิดเป็นสิ่งเกิด สิ่งดับอะไรล่ะ มันไม่.. ไม่เป็นอย่างนั้น มันไม่เป็นเผ่าพันธ์ แห่งการนำสู่การเกิดการดับอะไร คำว่า “ไม่ต้องไม่ตั้ง” “ท่ามกลาง” มันก็ตัดเลย เส้นทางแห่งกรรมทั้งหลาย วิถีแห่งตัณหากรรม อุปาทานกรรมทั้งหลาย โมหะกรรมทั้งหลาย เรียกว่า ฉับพลัน
ในตัวเองทั้งหมดนี้ ไม่ต้องไปเจริญมันแบบไหนอีกแล้ว ธาตุหนึ่งขันธ์ใดลูก “ไม่ต้อง” นั่นแหละ เรียกว่า สละความเป็นคน ความเป็นสัตว์ในดวงใจทั้งหลายออกไป เรียกว่า เนื้อหาอริยะไปเอง คลายความเป็นตัวเอง คลายความเป็นคนเป็นสัตว์ในตัวเอง จะมัวแต่มาธรรมของมนุษย์ ธรรมของเทวดาอยู่ได้ จะมัวมนุษย์ มัวมาเทวดาอะไรอยู่ล่ะลูก อะไรมันก็ไม่ใช่ทั้งนั้นแหละ ตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงพรหมโลกน่ะ มันไม่ใช่ทั้งนั้น ไม่ใช่จะมัวมาย้ำกันอยู่ได้

การตรัสรู้แห่งองค์พุทธะที่มาประทานเนื้อหาแห่งความหลุดพ้นทางใจให้กับสรรพสัตว์ในทุกพุทธันดร ของทุกๆ พุทธองค์ คือ มาจบสังสารวัฎให้ จบความวกวน จบสังสารวัฎ ในดวงใจของสรรพสัตว์ให้กับสรรพสัตว์ ไม่ได้มาสอนให้สรรพสัตว์เป็นสรรพสัตว์หรือมาอนุรักษ์ความเป็นสรรพสัตว์หรอก มันไม่ใช่... ไม่ใช่ผลงานแห่งองค์พุทธะนะลูก มาจบความเป็นสรรพสัตว์ให้กับสรรพสัตว์

ฉะนั้นเนื้อหาแห่งการดำรัสตรัสนั้นจึงสะท้อนตรงต่อนิพพานหรือวิมุตติในตัวมันเอง สถานเดียว เรียกว่า เป็นสิ่งที่ประทานให้แก่ดวงใจของสรรพสัตว์คือความไม่ข้องไม่คา ไม่ติดไม่ขัด ไม่ยึดในตัวมันเองหรือเรียกว่า ความหลุดพ้นในตัวมันเอง ลูกก็ “ไม่ต้อง”เลย ไม่ใช่มาเจริญตัวมันเองแบบไหนอีกจิต แล้วนั่นแหละ คือทั้งหมดของสติปัฏฐาน 4

อย่าไปว่าเลย..ว่าข้อไหน เดี๋ยวนี้เป็นไงท่าน? ท่านเจริญสติปัฏฐาน 4 ข้อไหน? นี่แหละ.. เหตุของการตอกย้ำ  เจริญ.. เจริญ..มันเจริญซะที่ไหนเล่า ไม่ใช่การเข้าไปเจริญ มันมีอยู่แล้ว กายก็มีอยู่แล้ว จิตก็มีอยู่แล้ว ก็ช่างเลย.. ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรมัน ก็โดยที่ไม่ตั้งอยู่แล้วเลย ไม่ต้องอยู่แล้วเลย ไม่ใช่ให้ไปทำอะไรมัน นี่แหละที่เรียกว่า เลิกยุ่ง เลิกสาละวน เลิกเป็นอดีต เลิกเป็นอนาคต เลิกเป็นปัจจุบัน มันเลิก.. เลิกหลง นี่แหละที่เรียกว่าทั้งหมดขององค์พุทธะ พระอรหันต์ องค์ปัจเจกพุทธะเจ้าทั้งหลาย

ลูกจะไปทำมันแบบไหนอีกล่ะ “ใจ” ไม่ต้อง.. อย่างนี้ก็ตัดเหมือนกันหมดเลย เนื้อหาตรัสรู้เหมือนกันหมด ตัดเหมือนกันหมด ไม่ติดตัวรู้  ไอ้ที่มันเป็นผลพวงแห่งผลกรรมวิบากอนุสัยที่มันดูเหมือนจะเกิดเองเป็นเองนี่ก็พอแฮ้งอยู่แล้ว มันเยอะ อยู่แล้ว ไม่ต้องไปทำซ้อนอีก


น้อมกราบขออโหสิกรรม
ขอนอบน้อมองค์มหาบารมีเป็นประธาน
สิ่งใดที่มันยังตะขิดตะขวง
ยังข้องยังคา ยังฝืดเคือง ยังขัดแย้ง
ยังร้อนรุ่ม รุ่มร้อนในภายในอยู่
เพราะว่ามานะทั้งหลาย
ที่มันสั่งสมตอกย้ำทับถมมา
ในรู้ในเห็น ในนึก ในคิด ในอารมณ์ ความรู้สึก และสิ่งปรุงแต่งทั้งหลายทั้งปวง
คติ อคติทั้งหลาย ทุกสิ่งทุกอย่าง
อโหสิ  อโหสิ  อโหสิ

1 comment:

  1. ช่วงนีี้ขาข้างขวาที่ถูกรถมอเตอร์ไซค์ชน ก็ดีขึ้นแล้วครับ เสียว่านั่งนานๆไม่ได้ ก็เลยยังไม่ได้เขียนบทความใหม่นะครับ อาทิตย์หน้าน่าจะดีขึ้น รอให้ขาหายบวมก่อนแล้วค่อยว่ากันครับ ตอนนี้อ่านถอดความเทศนาธรรมของหลวงพ่อไปก่อนนะครับ

    ReplyDelete