Friday, April 11, 2014

ธรรมดากับทุกสิ่ง

บทถอดความเทศนาธรรม หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต เรื่อง ธรรมดากับทุกสิ่ง
-------------------------------------------------------
ให้ธรรมดาไปลูกกับทุกสิ่งทุกอย่าง  เรียกว่าเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งด้วยธาตุบริสุทธิ์ จะได้ไม่เกิดกรรมตีกลับ ไม่ยกเว้นว่าจะต้องเป็นสิ่งใด มีคุณมาก มีคุณน้อย หรือธรรมชาติทั้งหลายก็เหมือนกัน

ให้ธรรมดาเลยกับทุกสิ่งทุกอย่างเกี่ยวข้องด้วยจิตที่ธรรมดา เรียกว่า บริสุทธิ์กับบริสุทธิ์ อย่าใช้ความคิดเห็นในการเกี่ยวข้อง อย่าใช้ความรู้สึก อย่าใช้อารมณ์ในการเกี่ยวข้องกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ไม่อย่างนั้นมันจะกลายเป็นกรรมตีกลับหมด ถ้าใช้ความคิดความเห็นเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งด้วยความคิดเห็น วิพากวิจัยวิจารณ์ ให้ความเห็น ให้ความหมาย อย่างนั้นอย่างนี้ มันก็จะตีกลับมาเป็นทิฐิประจำจิต ความปรุงแต่งประจำจิต จิตมันจะมาวกวนเกี่ยวกับเรื่องความคิด ความเห็น ความหมาย เป็นวิบากจริตต่อไปอีก มันตีกลับหมดแหละ

ใช้ความคิด ความเห็น ความหมายกับธาตุตามธรรมชาติมันก็ตีกลับสะท้อนกลับมาในจิตเอง มันก็เป็นเรื่องวกวน

ถ้าใช้กับชีวิตของสรรพสัตว์ มันก็จะตีกลับมากกว่าธรรมชาติหน่อย

แต่ถ้าใช้ความคิดความเห็นกับสิ่งที่มีคุณหรือองค์คุณทั้งหลาย ก็จะตีกลับแรงขึ้นมากกว่าปกติ ระดับความรู้สึกนึกคิด อารมณ์ต่าง ๆ ก็จะฟุ้งซ่านมากกว่าปกติ แล้วจะร้อนมากกว่าปกติ

อย่าใช้อารมณ์ อย่าใช้ความรู้สึก ในการเกี่ยวข้องกับสิ่งใดๆ มันไม่บริสุทธิ์ อย่าใช้ความแตกต่างทางจิตกับทุกสิ่งทุกอย่าง

ถ้าเมื่อสิ่งนี้มันกลายเป็นกรรมอนุสัยมาแล้ว มันติดเป็นนิสัยแล้ว ชอบใช้ความคิดความเห็น ชอบใช้ความรู้สึก ชอบใช้อารมณ์ มันติดเป็นนิสัยมาแล้ว ลูกก็อโหสิ..เข้ามาล้าง รับผิดชอบจิตตัวเอง รับผิดชอบจิตของแต่ละดวง มีตรงไหน มีตัวไหนเป็นอนุสัย มีสภาวะจิตชนิดไหนเป็นอนุสัยอโหสิ..เข้าไปในสภาวะนั้น ล้างเลย ตัดตอนอารมณ์กรรมเลย จะเป็นจิตชนิดนึกชนิดคิด จะเป็นจิตชนิดวิตกวิจัยวิจารณ์ จะเป็นจิตชนิดลังเลสงสัย หรือจะเป็นจิตชนิดอารมณ์อันหลากอารมณ์ อารมณ์ดี อารมณ์ไม่ดี หรือเรียกว่าอารมณ์ทั้งหลาย จะอารมณ์ชนิดไหนก็ตาม หรือจะเป็นจิตชนิดความรู้สึก การรู้การเห็นก็ตามที ลูกก็อโหสิเข้ามาเลย ถ้ามันมี มันจะได้ล้างกรรมอนุสัยนั้นไป มันจะได้กลายเป็นธาตุตามธรรมชาติไป ธาตุบริสุทธิ์ไป แล้วเมื่อธาตุบริสุทธิ์กับสรรพสิ่ง มันก็บริสุทธิ์กับบริสุทธิ์ ไม่ก่อเกิดกรรม

ดูธรรมชาติ รู้ธรรมชาติ ไปชอบไม่ชอบกับมันก็ตีกลับแล้ว ไม่ชอบก็ตีกลับเข้ามาขุ่นใจ ชอบก็ตีกลับเข้ามาเป็นความอาลัยอาวรณ์ในธรรมชาติ

พลาดท่าเสียทีตาย ณ เวลานั้น จิตออกจากร่าง ก็ไปเกิดไปจุติไปเกาะอยู่กับธาตุตามธรรมชาติชนิดนั้น ที่ชอบที่พอใจนั้น ถ้ามันพลาดเกิดตายเดี๋ยวนั้นขึ้นมา จิตมันก็ไปจุติไปเกาะอยู่กับธรรมชาติชนิดนั้น ที่ชอบนั่นแหละ ที่ชอบที่ชอบนั่นแหละ แต่ถ้าเป็นจิตชนิดที่ไม่ชอบ แม้เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ แต่เป็นจิตชนิดที่ไม่ชอบ มันก็ตีกลับมาเป็นความขุ่นใจในจิต แต่ถ้าหากว่าเป็นการเกี่ยวข้องกับสรรพดวงจิตด้วยกัน มันจะมีผลกระทบมากเป็นหลายต่อหลายเท่า มันจะกลายมาเป็นกรรมที่ฟุ้งซ่านในจิต

ไม่ว่าลูกจะเกี่ยวข้องกับสรรพชีวิตจิตวิญญาณด้วยอารมณ์ ด้วยความรู้สึกชนิดไหน  ความคิด ความเห็น ความหมาย ชนิดไหน เป็นของร้อนทั้งหมด

อย่างหนึ่งเป็นของร้อน อย่างหนึ่งเป็นของยืดเยื้อเยิ่นเย่อ เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า..
ที่เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า เยิ่นเย่อยืดเยื้อ เกี่ยวข้องกันด้วยความรู้สึกที่ดี แล้วก่อเกิดความอาลัยอาวรณ์เหนียวแน่น ผูกพัน ไม่ไปถึงไหน ได้แต่เหนื่อยกันมาเหนื่อยกันไป แล้วก็เหนื่อยกันไปเรื่อย ๆ ไม่จบไม่สิ้นนั่นเรียกว่าเยิ่นเย่อ เหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า.. ไม่ได้อะไร

 แต่ถ้าหากว่าเกี่ยวข้องกันด้วยจิตที่ไม่ดี กับสรรพชีวิตจิตวิญญาณ ก็ตีกลับมาเป็นความเร่าร้อนประจำจิต คุกรุ่น รุ่มร้อนอยู่ภายใน

 แต่ถ้าเกี่ยวข้องกับองค์คุณด้วยอารมณ์ทำนองเดียวกัน แต่มันจะตีกลับเพิ่มเป็นทวีคูณหลายเท่า กลายเป็นเสวยอารมณ์นั้นต่อภพต่อชาติ เร่าร้อนต่อภพต่อชาติ วิตกฟุ้งซ่านกังวลต่อภพต่อชาติ ใช้ความลังเลสงสัยกับองค์คุณ ก็ตีกลับมาเป็นวิบากกรรมในจิต เกิดชาติไหนก็มีแต่ลังเลสงสัย  และในชาติหนึ่ง ชาติหนึ่ง ลังเลสงสัยไม่รู้จะกี่ร้อยกี่ล้านล้านขณะจิต กลายเป็นอารมณ์วิบาก ใช้ความลังเลกับสิ่งที่มีคุณ ก็ตีกลับมาเป็นความลังเลประจำจิต ชอบลังเลอยู่เรื่อย เป็นคนที่ชอบลังเลอยู่เรื่อย ชอบสงสัยอยู่เรื่อย ชาติไหน ภพไหน ก็นิสัยอันนี้ก็มาเหมือนเดิม

ถ้าเกี่ยวข้องกับองค์คุณด้วยจิตชนิดหนึ่งชนิดใด มันก็เป็นผลตีกลับมากกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลายทั่วไป
ถ้าเกี่ยวข้องกับสรรพสัตว์ ก็ตีกลับมากกว่าธรรมชาติทั่วไป มันจะต่างกันเป็นระดับ

ดังนั้นที่มันผ่านมา มันเป็นเรื่องของกรรมและผลแห่งกรรมที่มันให้ผลกันตลอดเวลา
ให้ปรับซะใหม่ ให้ธรรมดากับทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าธาตุตามธรรมชาติหรือสรรพสัตว์ หรือสังสารวัฏ บุคคล หรือว่าองค์คุณทั้งหลาย สิ่งมีคุณทั้งหลาย ให้ธรรมดา เกี่ยวข้องด้วยจิตที่ธรรมดา อย่าเกี่ยวข้องด้วยจิตที่แตกต่าง อย่าเกี่ยวข้องด้วยความรู้สึก ด้วยอารมณ์ มันจะเป็นกรรมตีกลับมากลายการเป็นวิบากที่เยิ่นเย่อยืดเยื้อ

เกี่ยวข้องกับองค์คุณด้วยความรู้สึกที่ดี มันก็เป็นวิบากแห่งความรู้สึกที่ดีตีกลับเหมือนกัน ถึงเวลาตัวเองบ้างก็จะมีความรู้สึกที่ดีกับสรรพสิ่ง

สรรพสิ่ง สรรพสัตว์ ก็จะรู้สึกดีกับตัวเอง เมื่อรู้สึกดีกันไปดีกันมา ก็กลายเป็นความผูกพันหมายมั่น เยิ่นเย่อยืดเยื้อ เหนียวแน่น อาลัยอาวรณ์ เหนื่อย ไม่จบ..

แต่ถ้ารู้สึกไม่ดีกับองค์คุณทั้งหลายอย่างนี้เป็นต้น ก็จะตีกลับหาตัวเอง ทำให้ก่อเกิดความรู้สึกที่ค่อนแค่นในจิตอยู่เสมอ เร่าร้อนไปต่อภพต่อชาติ แล้วก็จะมีความรู้สึกที่ไม่ดีต่อทุกชีวิตจิตวิณญาณตีกลับเข้ามาหาตัวเองอย่างนั้นแหละ ต่อภพต่อชาติ ต่อภพต่อชาติ กลายเป็นความร้อน กลายเป็นความทุกข์ที่รันกันไปรันกันมาอยู่เช่นนั้น
สรุปแล้ว ไม่ว่าจะเกี่ยวข้องกันด้วยความรู้สึกที่ดี หรือรู้สึกที่ไม่ดี มีผลเป็นเวรเป็นกรรมทั้งนั้น ไม่บริสุทธิ์
ปรับใหม่ ทั้งกันทั้งแก้นะลูก ปรับใหม่ซะ ให้ธรรมดากับทุกสิ่งทุกอย่างไป เกี่ยวข้องด้วยธาตุบริสุทธิ์
ถ้านอกเหนือไปจากธรรมดาแล้ว ก็ให้รับผิดชอบตัวเองซะดี ๆ ให้รับผิดชอบตัวเอง ถ้าเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งแบบมันไม่ธรรมดาเนี่ย มันไม่ได้ธรรมดาจิตเนี่ย มันหลากความรู้สึก มันมากไปด้วยความรู้สึก มากไปด้วยอารมณ์ ความคิด ความเห็น ความหมาย เกี่ยวข้องกับสรรพสิ่งเรียกว่าเกี่ยวข้องแบบไม่บริสุทธิ์ ให้รับผิดชอบจิตของทุกดวงเอง

อโหสิ..ล้างเข้าไปในจริตนิสัยอย่างนั้นให้มาก เกิดบ่อยก็อโหสิให้บ่อย จะได้ไม่เอาความเลอะเทอะของตัวเอง ไปเปรอะเปื้อนชาวบ้านเค้า เอาความเลอะเทอะในตัวเอง ซกมก ซุกหมกในตัวเอง แต่ละอารมณ์ไปรกรุงรังกับคนอื่นเค้า รับผิดชอบของตัวเอง ล้างดี ๆ ลูก อารมณ์ไหนก็อโหสิ..ล้างเข้าไปในอารมณ์ รู้สึกชนิดไหนก็อโหสิ.. ล้างเข้าไปในความรู้สึกชนิดนั้น จะลึกจะตื้นก็อโหสิ..เข้าไป มันก็หมดไปตามนั้นแหละ

น้อยอกน้อยใจมาจากไหน? มาจากจะเอาก็อโหสิ..ล้างเข้าไปในอารมณ์เหล่านั้น
เบื่อหน่าย ก็ล้างเข้าไปอโหสิ..ล้างเข้าไป ใช้อารมณ์ไหนเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง ตีกลับมาเป็นวิบากในอารมณ์นั้นๆ กับจิต ต่อภพต่อชาติ ต่อกัลป์ ต่อกัป ต่อพุทธันดร จึงเรียกว่า เป็นจริตเป็นนิสัยไปหมด นั่นแหละกรรม เกี่ยวข้องด้วยกรรม

ปรับใหม่ ให้บริสุทธิ์ซึ่งกันและกัน ให้ธรรมดาซึ่งกันและกัน

แค่ชอบตัวเดียวนี่ก็แย่แล้ว

แย่ยังไงล่ะ? มันก็เยิ่นเย่อยืดเยื้อ อาลัยอาวรณ์ เหนียวแน่น แล้วก็เหนื่อยทิ้งไปเฉยๆ โปรดสัตว์ก็ไม่ได้ ได้แต่เป็นสัตว์ ได้แต่ติดสัตว์ โปรดสัตว์ก็ไม่ได้

ฟังได้ไหมล่ะ? ยังไงก็ต้องฟัง เพราะมีหูก็ต้องฟัง ปรับใหม่ลูก ให้ล้าง ให้มันบริสุทธิ์ในการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน แล้วก็จะสว่างไสวมากขึ้นในสัจธรรม ฟังปั๊บก็สว่างปุ๊บ ถ้ามันมีมาเยอะแล้ว มันเลอะเทอะมาเยอะ มันเศร้าหมองมาเยอะ มันหมกมุ่นมาเยอะ ในเรื่องของอารมณ์สั่งสมมาเยอะลูกก็ล้าง ขยันล้าง ณ เวลานี้ และก็ต่อไปนี้ รับผิดชอบในจิต ของแต่ละดวงจิตนั่นแหละ ไม่ต้องไปสนใจชาวบ้านเค้า ของตัวเองซะเองนั่นแหละ อารมณ์ไหนขึ้นมาก็ล้างซะ ไม่ใช่แค่ปัจจุบันหรอกนี่มันอดีตส่งผล คิดเล็ก คิดน้อย คิดใหญ่ แวบนั่นแวบนี่อะไร ก็อโหสิ.. ล้างเข้ามาข้างใน เหมือนกับบ้านเรือนตัวเองก็ทำความสะอาด อย่าให้ใครเค้ามาทำความสะอาดให้

อโหสิซะ มันจะได้ปลอดโปร่งโล่ง โพล่ง กลายเป็นธาตุที่เรียกว่าไม่มีขอบเขต ไม่มีข้อจำกัด ไม่มีภาระในเรื่องของวิบากกรรม วิบากจริต ไม่มีภาระในเรื่องของวิบากทางจิต

ไม่ใช่เดี๋ยวก็จรมาเดี๋ยวก็จรไป เดี๋ยวก็จรมาจรไป อารมณ์นี้อารมณ์นั้น จิตนั้นจิตนี้อะไรอยู่เรื่อย นั่นแหละเค้าเรียกว่าภาระวิบากล่ะ

มีแต่สั่งสมเอามีแต่ก่อเกิดเอา แต่ไม่เคยล้างไม่เคยแก้เลย เพราะไม่รู้ว่าจะแก้อย่างไร ไม่รู้ว่าจะล้างแบบไหน มาเรื่อย ๆ เลย อันนี้ก็ให้วิธีไปแล้ว ลูกก็นั่นแหละ ตรง ๆ รับผิดชอบเองจิตของแต่ละดวง ไม่ใช่มันก่อเกิดแล้ว ก็แบกเอาไปหาคนอื่น ให้ล้างของตัวเองซะก่อนดี ๆ

อโหสิไปเรื่อย ๆ เข้า เกิดร้อยครั้งพันครั้งก็อโหสิมันร้อยครั้งพันครั้ง ล้างเข้าไป มันจะดับให้ทุกครั้ง ตัดรอนอารมณ์กรรมให้ทุกครั้ง ตัดรอนนิสัยจริตวิบากให้ทุกครั้ง มันหมดเป็น กรรมอนุสัยชนิดนี้หมดเป็นนะ แต่ต้องเข้าใจว่าจะหมดอย่างไร ใช้อโหสิอย่างเดียว เข้าไป เข้าไป

ปกติจะอโหสิไปข้างนอก แต่ไม่อโหสิล้างเข้าไปข้างใน อโหสิข้างนอกก็ล้างให้ข้างนอกได้ หย่าศึกข้างนอกได้ แต่อโหสิเข้ามาข้างในมันจะล้างให้ข้างใน เข้าใจไหมเนี่ย? อโหสิเข้ามาข้างใน มันจะล้างข้างในให้ลูก ต้นขั้วแห่งการกำเนิดในจิตนั้นน่ะ

ภาวะไหนจรมา ภาวะไหนจรมาจรไปอะไรล่ะ อโหสิ..ล้างทุกสภาวะจริตนิสัย แล้วมันก็จะไม่เนื่องด้วยจริตไปเอง เรียกว่ามันก็บางไปเองคลี่คลายสลายหายไปเอง

แล้วทีนี้ก็เรียกว่าปลอดโปร่งแจ่มใสล่ะ อานุภาพกว้างไกลในการโปรดสรรพสัตว์ ช่วยคลี่คลายสรรพสัตว์ได้ดี เพราะไม่มีคลื่นกระแสวิบาก มาปิดบังอำพราง มาคอยปิดกั้นอะไร

ให้เคลียร์นะ อันนี้แหละสามารถจะวิมุติกรรมได้ด้วยจิตของทุกดวงเองนั้นแหละลูก ให้รับผิดชอบ บางทีมันซ้อนเข้ามาในดวงจิต มันจิตดวงอื่น มันก็วิบากประจำจิตดวงอื่น ก็ซ้อนเข้ามาในจิตดวงนี้ด้วย อโหสิเหมือนกัน อโหสิช่วยมัน จิตดวงไหนมันซ้อนเข้ามาในจิต ป้อนอารมณ์นี้ ยัดเยียดความคิดชนิดนั้นชนิดนู้นอะไรขึ้นมา ลูกก็อโหสิ ช่วยมันหน่อย อโหสิเข้าไปในความคิดเช่นนั้น

บางครั้งก็เกิดขึ้นด้วยเจตนาของจิตดวงนี้ บางครั้งก็เกิดขึ้นด้วยเจตนาของจิตดวงอื่น ที่ซ้อนเข้ามาในจิตดวงนี้ ลูกก็อโหสิ.. ช่วยมัน แต่ที่สำคัญก็ซะเองก่อน ก่อนจะช่วยมัน ก็ช่วยมึงซะเองก่อน นั่นแหละ ก็ซะเองก่อน ในจิตของแต่ละดวงนั้นแหละ ก่อนที่ไอ้ดวงไหน มันจะซ้อนเข้ามา ลูกก็อโหสิ..ช่วยมันเข้าไป ในดวงนั้นแหละ เดี๋ยวก็คลายช่วยกัน อย่าบ่น
อย่าบ่น ถ้าบ่นก็อโหสิ.. เข้าไปในตัวบ่น
อย่ารำคาญ ถ้ารำคาญก็อโหสิ.. เข้าไปในความรำคาญนั้นอีก
อย่าเบื่อ ถ้าเบื่อก็อโหสิ..เข้าไปในความเบื่อนั้นอีก อย่าไว้หน้า..ในวิบากจริตชนิดไหน

แล้วก็ที่แน่ ๆ ไม่ใช่ตรงที่ชอบหรือไม่ชอบ ชอบก็ไม่ใช่ ไม่ชอบก็ไม่ใช่อยู่แล้ว นั่นแหละ ใช้วิธีอโหสิ.. ล้างเข้าไป ล้างเข้าไป ล้างเข้าไป เดี๋ยวมันจะหมดเอง ทุกอารมณ์กรรมเลยลูก จะจืดจางให้ ปกติมันก่อเกิดในจิตเรา ไม่ค่อยได้ล้างมันซะที แล้วมันไม่มีวิธีการจะไปล้างมันได้

ฉะนั้นกรรมอนุสัยจึงมาก จึงเป็นที่ออกปากกันนักหนาว่า โอ้โห! มันขุดยาก นิสัย สันดาน สันดอนอะไรนั่นน่ะ เปรียบเทียบกันใหญ่ สันดอนยังขุดง่าย สันดานขุดยากอะไร จริง ๆ มันไม่รู้วิธี

ต่อไปนี้ก็เอาใหม่ ก็ล้างด้วยอโหสิ.. เดี๋ยวการเกี่ยวข้องกับสรรพสิ่ง ชีวิตจิตวิญญาณและธาตุตามธรรมชาติ จะเกี่ยวข้องด้วยจิตที่ธรรมดา นั่นแหละธาตุบริสุทธิ์กับธาตุบริสุทธิ์ อันนี้จะไม่ก่อเกิดกรรม จะง่ายขึ้นนะลูกนะ

ไปรับผิดชอบนะ จิตตัวเองนะ เกิดทุกครั้งก็อโหสิ..เข้าไปทุกครั้งในจิตนั้นลูก กี่ความรู้สึก กี่ความคิด ความเห็น ความหมาย อารมณ์ นั่นแหละ สั่งสมมากี่ภพกี่ชาติ ล้างได้หมด อโหสิ..ทุกครั้ง เบาให้ทุกครั้ง อโหสิ..ทุกครั้ง ก็ตัดรอนให้ทุกครั้งแหละ จบให้ทุกครั้ง นั่นแหละวิมุติ ไม่ต้องไปหาความหลุดพ้นที่ไหน ก็ที่ใจตัวเองนั่นแหละ เป็นเรื่อง ๆ ไป

น้อมกราบขออโหสิกรรม
ขอนอบน้อมองค์มหาบารมีเป็นประธาน
ถ้ามีอารมณ์กรรมประเภทไหน
หรือว่าเคยใช้จิตชนิดไหน
สร้างเวรสร้างกรรมมากับสรรพสัตว์
ทั้งกรรมดีก็ตาม กรรมไม่ดีก็ตาม
มันก็ยังเป็นกรรม
หรือใช้จิต ใช้พฤติกรรมอะไร
สร้างกรรมมากับองค์คุณทั้งหลาย
ตั้งแต่คุณบิดามารดาเป็นต้นไป
จะกรรมดีหรือกรรมไม่ดีก็กรรม
กับหมู่สงฆ์องค์เจ้า ผู้ทรงศีลทรงธรรม
วัดวาศาสนา สัจธรรม
ใช้อารมณ์ไหนสร้างกรรมมาก็ตาม
ความคิดชนิดไหนสร้างกรรมมา
ใช้ความรู้สึกชนิดไหนสร้างกรรมมา
ใช้ถ้อยคำใด ๆ
ที่มันเป็นการสร้างกรรมมาทั้งหมดทั้งสิ้น พฤติกรรมใด ๆ ทั้งหมดทั้งสิ้น
ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจุบัน
ทุกสิ่งทุกอย่าง ขอให้เป็นอโหสิกรรมร่วมกัน

อโหสิ อโหสิ อโหสิ

No comments:

Post a Comment