Thursday, April 3, 2014

พุทธวจน

วันนี้ขอพูดถึงเรื่องหนึ่งที่คนเข้าใจผิดกันมาก คือเรื่องพุทธวจน พวกที่เข้าใจว่าตนได้สัจธรรมมาจากพุทธวจนโดยตรง เป็นเนื้อหาที่ตรงของแท้แน่นอน เมื่อมั่นใจขนาดนี้ก็เลยเอาพุทธวจนไปไล่ตีชาวบ้านชาวเมืองบ้าง อวดอ้างสรรพคุณบ้าง เอาไปขายของบ้าง เอาไปโฆษณาชวนเชื่อบ้าง ทั้งๆที่ตัวเองก็ยังยึดอยู่อย่างนั้นจนกลายเป็นอัตตาในธรรม ขอบอกเอาไว้อย่างไม่เกรงใจนะครับ ของจริงน่ะ เขาไม่ต้องโฆษณาหรือบอกให้ใครเชื่อถือศรัทธาหรอกครับ ไม่ต้องไปเร่ขายของด้วยจะบอกให้ จะเชื่อหรือไม่เชื่อ สัจธรรมก็ไม่ได้ผิดไปจากเดิมเลย แล้วจะกลัวอะไร แล้วจะสนอะไร กลัวคนไม่เชื่อหรือ? กลัวคนไม่เข้าใจหรือ? หรือกลัวคนไม่เคารพนับถือครูบาอาจารย์ของตน?

ส่วนที่มีคนบอกว่าพวกผมยึดหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ก็แล้วแต่จะคิดนะครับ ผมไม่ได้เอาสัจธรรมไปไล่ตีหัวใคร ไม่ได้ออกไปเชิญชวนหรือทำพีอาร์ให้ใครมาเชื่อเหมือนสำนักอื่น ไม่ได้ยกยอตัวเองด้วยสภาวะแปลกๆที่ดูเหมือนจะรับรองว่าตนเองนิพพาน ผมเองก็ไม่ได้นิพพานอะไร คนธรรมดามาก ไม่กล้าขึ้นหิ้งที่ดูเหมือนน่าจะโดนบูชายัญมากกว่า กับลัทธิล่าแม่มดที่แอบแฝงอยู่ในพระพุทธศาสนา ผมก็เขียนของผมไปแบบเงียบๆ ใครมาเจอก็เจอ ไม่ได้ให้ค่าอะไรในสิ่งที่ถ่ายทอดลงไปเลย ลองเปรียบเทียบกับคนที่เอาพุทธวจนไปไล่ตีชาวบ้านสิครับ แบบไหนคือการยึดติดกันแน่?

ก่อนอื่นต้องเข้าใจเสียก่อนว่าพุทธวจนนั้น แปลตรงตัว หมายถึง "คำสอนของพระพุทธเจ้า" อันคำสอนนั้น ก็จะต้องว่าด้วยหัวใจหรือ "เนื้อหา" ของคำสอนตรงๆ ภาษาอังกฤษคือ "Content" ซึ่งเนื้อหาในที่นี้คือ สุญญตา ความว่างจากตัวตนที่ซ้อนลงในธรรม หรือ นิพพาน ไม่ใช่ "Form" หรือรูปแบบที่เป็นสมมติบัญญัติ บันทึกจารึก อักขระ ไม่ใช่แง่มุมที่คนอ่านได้จากการอ่านและตีความในแบบของตนแล้วตู่เอาว่านี่คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เพราะถ้าจะทำแบบนี้ ใครๆก็ทำได้ครับไม่ต้องมาอวดอ้าง ก็เห็นบางวัดบอกว่าพระพุทธเจ้าสอนเรื่องสวรรค์ด้วย ใครปฏิเสธคำสอนเรื่องสวรรค์นี้ก็เหมือนปฏิเสธคำสอนของพระพุทธเจ้า เอาสิ จะไปว่าเขาผิดเหรอไง ก็เขาตีความแบบของเขาไง ที่ไปด่าทอหาเรื่องเขาก็เพราะตัวเองก็มีแง่มุมต่อธรรมที่ตัวเองยึดอยู่นั่นแหละ

หัวใจของคำสอนพระพุทธเจ้านั้น มีเรื่องเดียวครับ คือ ความพ้นทุกข์หรือนิพพาน เรื่องอื่นๆเป็นเพียงส่วนประกอบที่ไม่ใช่หัวใจหลัก และไม่จำเป็นที่คนๆหนึ่ง จะต้องเริ่มศึกษาแบบ 1, 2, 3,.... ไปเรื่อยๆ เหมือนเรียนในโรงเรียน เพราะบางคนเกิดมาก็อยู่ระดับมหาวิทยาลัยแล้ว เพียงแต่พอเกิดมาใหม่ยังไม่รู้ตัว แต่พอฟังสัจธรรมตรงๆก็จบได้ทันที โดยไม่ต้องผ่านวิปัสสนาหรือการเจริญสติอะไรเลย ดังนั้นจะเอามาตรฐานที่ตัวเองคิดไปยัดเยียด หรือไปตัดสินคนอื่นแบบที่ผมเคยเจอกลุ่มศึกษาพุทธวจนหลายท่านทำต่อคนอื่นก็ไม่ได้ครับ

ซึ่งเมื่อเราไม่สามารถที่จะเอามาตรฐานมาจับทุกคนได้ ก็จะให้ทุกคนไปเข้ารีต เข้าคอร์สเพื่อศึกษาพุทธวจนอย่างเดียวหรือเจริญสติอย่างเดียว มันก็ไม่ใช่ ระบบระเบียบวิถีทางโลกจะนำมาใช้ในทางธรรมกับทุกคนได้ยังไง มันทำไม่ได้เพราะพื้นฐานบารมีแต่ละคนแตกต่างกัน กรรมก็แตกต่างกัน จะให้เรียนเหมือนๆกันเข้าใจเหมือนๆกันเหรอ? ลองถามตัวเองหรือยังว่า ที่ตัวเองศึกษาน่ะจบไหม จบให้กับตัวเองหรือยัง(ไม่ต้องตอบผมนะ ไม่ได้อยากรู้) ถ้ายัง ก็ไม่ใช่หน้าที่ของท่านที่จะไปเผยแพร่อะไรเลย ก็ตัวเองยังหลงทำ หลงปฏิบัติอยู่จะไปสอนใครให้ตรงต่อนิพพานที่มันไม่เนื่องด้วยอะไรได้เล่า

แม้กระทั่งการอ้างคำของพระพุทธเจ้าเพื่อบอกว่าตัวเองถูก ก็ไม่ควรทำนะครับ พระพุทธเจ้าไม่เคยบอกหรือรับรองสถานะของพระองค์เองด้วยสภาวธรรมพิสดารพันลึกอย่างที่นักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์สมัยนี้เขาชอบเอามาโฆษณาตัวเองกัน ของจริงมันไม่มีอะไรพิเศษไว้ให้คุยอวดกันเลยครับ แล้วก็ไม่ต้องอ้างความถูกต้องตามอักขระ ไม่ต้องแสดงเครดิตร่ายประวัติคนพูดให้คนฟังเชื่อตาม ใครจะเห็น ใครจะเข้าใจหรือไม่ มันก็เป็นเรื่องของวาระเฉพาะของแต่ละคน การอ้างคำของพระพุทธเจ้าเพื่อเอาชนะคะคานผู้อื่น หรือเอามาดูถูกผู้อื่นว่าเป็นเดียรถีก็ไม่ควรทำ เพราะแบบนั้นเป็นลัทธิล่าแม่มดแล้วครับ ไม่ใช่พระพุทธศาสนา ผู้บรรลุธรรมจริงๆเขาตรงต่อธรรมเอง ถึง"เนื้อหา"เอง ไม่ต้องหยิบยืมคำของพระพุทธองค์มาใช้เป็นรูปแบบเดียวกันก็ได้ เพราะมันเป็นแค่ฟอร์มหรือรูปแบบเท่านั้น ไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องใช้รูปแบบเหมือนกันหมด  เพราะท่านเหล่านั้นก็สามารถถ่ายทอดธรรมได้ "โดยเนื้อหา" ไม่ใช่ "โดยรูปแบบสมมติบัญญัติ" ที่ยึดกันจนแทบจะกลายเป็นลัทธิใหม่อยู่แล้ว

อีกอย่างคือ ทุกครั้งที่ท่านทั้งหลายนำพระพุทธวจนมาอ่าน "ตีความ" นั่นก็กลายเป็นทิฏฐิแง่มุมของตนที่มีต่อพุทธวจนแล้ว ไม่ใช่พุทธวจนจริงๆ เนื้อหาของพระพุทธวจนจริงๆ ผู้ที่ได้ยินได้ฟังจะคลายออกจากโมหะตัณหาอุปาทานของตนเอง บัญญัติจึงเป็นเพียงสื่อ แต่ "เนื้อหา" ที่เป็นอานุภาพแห่งนิพพานจริงๆอยู่ตรงไหน? ก็มาจากผู้ถ่ายทอดธรรมนั่นไง ผู้ที่ยึดแต่บัญญัติโดยไม่ตรงต่อเนื้อหาแล้วไปเผยแพร่แบบงมงาย ก็เท่ากับเป็นการตู่พระพุทธเจ้านั่นแหละครับ เห็นผู้ศึกษาพุทธวจนแต่ละคนพูดเนื้อหาออกมาก็เป็นความหมายที่ครูบาอาจารย์ของตนได้แปลได้ตีความเอาไว้แล้วทั้งนั้น แล้วกาลามสูตรที่บอกว่าอย่าเชื่อแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ล่ะหายไปไหน หรือเว้นไว้ในฐานที่เป็นอาจารย์ของตน?

อีกปัญหาคือ เวลามีคนเอาพุทธวจนไปเผยแพร่นั้น ก็ต้องเกิดจากการอ่าน"ทำความเข้าใจ" หรือปรุงแต่งในความหมายก่อน แล้วจึง "เลือก" เอาไปเผยแพร่ การอ่านทำความเข้าใจกับการเลือกตัดบางส่วนมาโดยไม่แจ้งใน "เนื้อหาของสัจธรรม" ก็คือ ทิฏฐิในธรรมเอง ทำให้เกิดคติ(ความชอบ)ขึ้น เป็นการเอาธรรมของพระพุทธเจ้าไปตัดแต่งเป็นตอนออกมาโดยทิฏฐิและคติตน แต่ไม่มี "เนื้อหาสัจธรรม" ที่จะเชื่อมโยงไปถึงผู้รับสารได้ แล้วเอาไปพูด ไปโพสต์ ที่โพสต์ก็เพราะตัวเองรู้สึกอย่างนี้ เข้าใจอย่างนี้ กับธรรมตอนนี้ โพสต์ไปด้วยความหมายและคติของตนเอง "เนื้อหา"จริงๆที่สื่อออกไปจึงไม่ใช่พระพุทธวจนแท้ ที่ตรงต่อเนื้อหาสุญญตาหรือนิพพานจริงๆ แต่เป็น "เนื้อหา หรือ แนวทาง" ที่ตนเลือกแล้วตามจริตตนในการสื่อออกไปอย่างที่ตนชอบ โดนใจ เข้าใจ(เอาเอง) สิ่งที่ผู้เผยแพร่พุทธวจนกระทำในระหว่างเผยแพร่โดยที่ยังไม่ตรงเนื้อหานิพพาน จึงเป็นพระสัทธรรมปฏิรูปนั่นเอง

เพราะเวลาอ่านก็อ่านเอาความเข้าใจตามโมหะทิฏฐิและปัญญาของตนที่ยังไม่พ้นจากสักกายทิฏฐิ แล้วท่านคิดเหรอว่า คนอ่านจะเข้าใจ "ตรง" กับที่ท่านเข้าใจเป๊ะๆ ภาษาโบราณนะครับ คนที่อ่านในยุคนั้นเขาเข้าใจภาษาต้นฉบับอีกอย่างหนึ่ง คนสมัยนี้เข้าใจประโยคเดียวกันอีกอย่างหนึ่ง เพราะบริบทแวดล้อมไม่เหมือนกัน พอโพสต์เผยแพร่ลงไปแล้วมีคนไม่เข้าใจก็ต้องไปอธิบายอีก พอเริ่มอธิบายก็ไปดึงความหมายของครูบาอาจารย์ตนมาอธิบายบ้าง เป็นความหมายที่ตัวเองตีความจากความหมายของครูบาอาจารย์อีกทีบ้าง ซึ่งก็บิดเบี้ยวไปตามทิฏฐิตน แล้วเนื้อหาสัจธรรมที่จะเชื่อมโยงถึงผู้รับสารมันอยู่ตรงไหน มันไม่มีแล้วนะครับ ตกหล่นไปตั้งแต่ตอนเลือก ตอนตีความในแบบของตน และตอนที่คนอ่านไปตีความในแบบของตนตามประสบการณ์ ตามความเข้าใจคำศัพท์และทักษะในการอ่านของแต่ละคนอีก แล้วมันจะมีตรงไหนที่เป็นของพระพุทธเจ้าจริงๆ ที่ถ่ายทอดออกไปมันก็มีแต่เปลือกอันเป็นบัญญัติที่แปลตีความมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง และโดยใครบ้างก็ไม่รู้

ด้วยเหตุนี้เอง ต่อให้ท่านอ่านทำความเข้าใจไปจนหมดตู้พระไตรปิฎกก็ไม่บรรลุธรรมครับ ไปปฏิบัติก็ไม่รอดเหมือนกัน เพราะที่สอนกันอยู่นั้นเป็นเรื่องของการติดสติทั้งนั้น พอบอกให้เจริญสติปุ๊บ ทุกคนจะเข้าไปทำเอาทั้งนั้น เพราะทุกคนก็เข้าใจไปในทางอัตตวิสัย(ทำเอา) ก็ภาษาที่ใช้มันชี้ชวนไปให้เอาโมหะมาปฏิบัติไง คนปฏิบัติไม่ผิดหรอกครับ คนสอนนี่สิผิดเต็มๆ จนกลายเป็นการเจริญโมหะบนสติไป ถ้าไม่เชื่อ ผมท้านะครับ ท่านใดที่มั่นใจในการเจริญสติ ลองไปสอนให้นักปฏิบัติเจริญสติโดยที่ไม่มีโมหะตัวตนซ้อนสติให้ดูสักคนนึงนะครับ ไม่ต้องมาโฆษณา อวดสรรพคุณตัวเองพิสดารอะไร กรรมตัวองไม่ต้องเอามาอวด ขอแต่เนื้อหาล้วนๆ ของจริงไม่ต้องโฆษณาครับ

อย่างกรณีที่ผมต้องยอมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ก็เพราะว่าท่านไม่เคยพูดยกตัวเองเลย ไม่เคยเอาสภาวะบรรลุธรรมของท่านมาเล่าให้ฟัง ท่านให้แต่เนื้อหาสัจธรรมแท้ๆอย่างตรงไปตรงมาจนเคลีย์หมดใจ ไม่เกรงหน้าไหนสำนักไหนทั้งนั้น กล้าทำแม้กระทั่งล้างศรัทธาของบรรดาลูกศิษย์ทั้งหลายที่มีต่อท่านเอง เพื่อไม่ให้เป็นความยึดติด ในขณะที่พระจากสำนักต่างๆทำทุกอย่างเพื่อดึงศรัทธา แต่ไม่เคยให้เนื้อหาที่เคลียร์และตรงจริงๆ บางรูปถึงขนาดบอกให้ทิ้งอย่างอื่นเพื่อมายึดแนวทางของตนเพียงอย่างเดียวก็มี(รู้นะครับ สำนักไหนบ้าง) ทั้งๆที่ไม่ได้แสดงธรรมให้สมกับศรัทธาหรือเนื้อหาที่อวดอ้างเลย บางรูปก็บอกส่งเดชว่าให้ปฏิบัติไปเถอะ โดยตัวเองก็ไม่รู้ว่าไอ้การปฏิบัตินี่ล่ะคือโมหะซ้อนธรรม นี่คือเหตุหนึ่งที่ผมไม่เคยลงให้กับสำนักไหนเลย เพราะมันคาใจมาตลอด ไม่เคยฝากตัวเป็นศิษย์ใครจริงๆ เพราะมีแต่พูดโฆษณาหรือสร้างศรัทธาโดยไม่เคยพิสูจน์ในเนื้อหาสัจธรรมอย่างที่หลวงพ่อฯท่านทำเลย นี่คือเหตุผลที่ผมไม่ลังเลแม้แต่นิดเดียวที่จะเผยแพร่สัจธรรมตามท่าน แม้จะต้องเจอแรงเสียดทานมากมายก็เถอะ

ธรรมของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตรธรรม ซึ่งไม่เนื่องด้วยวิธีการ ไม่เนื่องด้วยรูปแบบ แต่พอไปอ่านเอาเองตีความเอาเองตามอัตตวิสัยตนก็เลยกลายเป็นโลกียธรรมไป แล้วจะไปอ้างว่าเป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าได้ยังไง แล้วตอนที่ตัดเอาไปเผยแพร่น่ะ คนเลือกก็เข้าใจแบบหนึ่ง คนอ่านก็เข้าใจแบบหนึ่ง ประสบการณ์ผ่านโลกมาก็ไม่เท่ากัน เข้าใจประโยคต่างๆก็ไม่เหมือนกัน การเข้าใจตรงกันโดยอาศัยพื้นฐานความเข้าใจภาษาโบราณที่แทบจะอ่านไม่รู้เรื่องอยู่แล้วนี้เอง จึงเป็นเพียงการทำไร่เลื่อนลอยทางธรรมเท่านั้น เห็นหรือเปล่าว่ามันวนอยู่แค่การปรุงแต่งและทิฏฐิในธรรมทั้งนั้น แล้วเนื้อหาสัจธรรมอยู่ตรงไหนเล่า?

ผู้ที่แจ้งในสัจธรรมจริงๆนั้น ไม่ได้ตรงกันที่ความเข้าใจในเนื้อหา แต่ตรงกันตรงที่เนื้อหานิพพานที่มันว่างจากตัวตนอยู่แล้วตลอด เรื่องสัจธรรมก็ไม่ต้องไปปรับจูนความเข้าใจอะไรอีกเลย จะต่างกันก็ตรงบารมีในการถ่ายทอดเท่านั้นเอง

ไม่เท่านั้นนะครับ สัจธรรมจริงๆนั้นไม่มีเนื้อหาอะไรที่จะสื่อเอาความได้เลย ดังนั้นการสะท้อนเนื้อหาสัจธรรมนั้นจะเกิดขึ้นเมื่อมีผู้ที่ติดขัดข้องคาในธรรมเท่านั้น การสะท้อนสัจธรรมจึงเป็นการสะท้อนล้างแง่มุมทิฏฐิที่ติดขัดอยู่นั้น เป็นเฉพาะกรณีไป คนที่ได้ยินได้ฟังสัจธรรม ได้อ่านสัจธรรมจนเข้าใจ สุดท้ายแล้วก็จะจำเนื้อหาอะไรไม่ได้เลย เพราะสัจธรรมที่ถ่ายทอดอย่างหมดจดนั้น มันจะล้างตัวเองไปด้วยอย่างไร้ร่องรอย ผู้อ่านผู้ฟังทีน้อมตามจึงดับตาม ล้างตามไปเอง ไม่ทิ้งกรรมให้กับสัตว์โลก ไม่ใช่อ่านไปแบกปัญญาไป ทิ้งร่องรอยความวกวนเป็นสังสารวัฏจนกลายเป็นการแบกภาระ ต้องทำ ต้องปฏิบัติ ต้องเข้าใจ

ขอโทษนะครับ พระพุทธองค์ทรงมาเพื่อปลดเปลื้องปวงสัตว์นะครับ ไม่ใช่เอาภาระมาให้แบก ไม่ได้มาเพื่อขายตู้พระไตรปิฎกหากำไรนะครับ ไอ้ลัทธิเอาปัญญามาแบกน่ะมันเป็นเรื่องการใช้กรรมทั้งนั้น

ยึดมากๆก็เข้าข่ายงมงายนะครับ แม้จะเป็นธรรมของพระพุทธเจ้าก็เถอะ เนื้อหาสัจธรรมนั้น พระองค์ท่านไม่ได้ถ่ายทอดผิดหรอก แต่คนตีความ คนแปล คนสังคายนาที่ทำกันมาไม่รู้กี่รอบนี่สิน่าสงสัยครับ บารมีไม่ถึงไปสังคายนาของพระพุทธเจ้า ก็เลยฉิบหาย ยึดกันถึงรุ่นหลังนี่ไง

"สมมติบัญญัติ" ที่ใช้ในการถ่ายทอดธรรม เป็นเพียง "สื่อ"ในการเชื่อมโยงสรรพสัตว์เท่านั้น เป็นด่านแรกที่จะทำให้น้อมมาสู่สัจธรรมโดยอาศัยอุปาทานที่มีอยู่เดิม เปรียบเหมือนสายไฟฟ้า เมื่อได้ยินได้ฟังสัจธรรมจนเปิดใจแล้ว บารมีและเนื้อหาสัจธรรมจะส่งผ่านจากจิตสู่จิตเพื่อคลี่คลายโมหะอุปาทานโดยตรง อันนี้คือเนื้อหาที่แท้จริงครับ ซึ่งเนื้อหานิพพานนั้นจะเปรียบเทียบให้ใกล้เคียงก็เหมือนไฟฟ้าที่วิ่งผ่านสายไฟไปยังเป้าหมายนั่นเอง

การถ่ายทอดธรรมที่แท้จริงนั้น คือการล้างโมหะที่อยู่ในรูปแบบของสักกายทิฏฐิออกไป พอว่างจากโมหะตัณหาอุปาทานนั่นแหละคือ "เนื้อหาสัจธรรม" โดยมีสมมติบัญญัติเป็นเพียงรูปแบบที่ต้องปรับเปลี่ยนไปตามธรรมชาติของสรรพสัตว์ในแต่ละหมู่เหล่า เหตุเพราะว่าสัตว์โลกมีปัญญาและบารมีไม่เท่ากัน จะพูดแบบเดียวกันหมดไม่ได้ คำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆจึงไม่สามารถที่จะทำให้เป็นมาตรฐานอย่างที่พยายามทำกันอยู่ได้เลย

ผู้โปรดสรรพสัตว์จะต้องเข้าใจในธรรมชาติแห่งจิต ความซับซ้อนวกวนของทิฏฐิ ธรรมชาติแห่งการสื่อเนื้อความ(อันนี้เป็นส่วนของบารมี) ฯลฯ เพื่อที่จะสามารถ "ล้างโมหะซ้อนสมมติ" ทั้งหลายในจิตในใจของผู้คนหรือภาคทิพย์ทุกหมู่เหล่าได้เหมือนกันหมด คือให้ว่างจากอุปาทานซ้อนในกายในจิต นี่ถึงจะเป็นสัจธรรมแท้ๆ สำหรับผู้โปรดสัตว์นั้น การนำพระธรรมทั้ง 84000 พระธรรมขันธ์มาใช้ จะเป็นไปโดยฉับพลัน ไม่ต้องนั่งนึกเนื้อหา นั่งนึกหาบทตอนเพื่ออ้างอิง ไม่ต้องนั่งคิดแล้วคิดอีกว่าจะทำยังไงให้เขาเข้าใจ ไม่ต้องมีตำหรับตำราใส่ตู้ไว้ข้างหลัง เนื้อหาธรรมจะตรงกันได้นั้น ไม่ใช่แค่การพูดให้เข้าใจตรงกันเท่านั้น แบบนั้นเรียกว่าตรงกันตามทิฏฐิ ไม่ใช่เนื้อหานิพพาน

สัจธรรมนั้น แปลง่ายๆครับว่า คือ ความจริงอันเป็นที่สุด ความจริงอันเป็นที่สุดนี้ มิใช่ของพระพุทธเจ้าพระองค์เดียว จะไปยึดพระพุทธเจ้าองค์เดียวก็ไม่ได้ พระพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ก็มีบารมีถ่ายทอดธรรมแตกต่างกันตามยุคสมัยของแต่ละพระองค์ เหมาะสมกับสรรพสัตว์ในแต่ละยุคของท่านเอง และไม่มีพระองค์ไหนเลยบอกให้ไปทำเอานิพพาน สัจธรรมไม่ใช่การทำเอา สร้างเหตุเอา

ในเมื่อสัจธรรมคือความเป็นจริง การถ่ายทอดธรรมก็เป็นแค่การบอกกล่าวความจริงอันถึงทีสุดนี้ออกไป ผู้ฟังที่เปิดใจน้อมมา ก็จะสัมผัสอานุภาพความคลี่คลายในกายในใจตนได้เอง สัจธรรมมีแค่นี้ครับ ง่ายมาก ส่วนที่บอกว่าให้ไปดูไปรู้เองจากของจริง ล้วนตกอยู่ในการปรุงแต่งทั้งนั้น ปรุงแต่งนี่ไม่ใช่แค่การคิดนะครับ แค่ความพยายามเข้าไปเจริญสตินี่ก็ปรุงแต่งบนตัวมันเองแล้ว จิตเองก็เป็นการปรุงแต่ง แม้แต่สติที่พยายามเข้าไปเจริญกันนั่นก็เป็นความหลงไปพยายามปรุงแต่งธรรมที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้ว

แล้วก็ไม่ต้องพยายามเอาเนื้อหาสัจธรรมในเว็บนี้ไปเปรียบเทียบ หรือเทียบเคียงนะครับ ว่าพวกผมเอามาจากพระสูตรไหน หน้าที่เท่าไหร่ ไม่ได้เอามาจากไหนหรอกครับ เขียนเองถ่ายทอดเองทั้งนั้น จะให้เหมือนโดยอักขระย่อมไม่มีทาง เคยเหมือนกันครับที่มีคนเอาไปเทียบเคียง "โดยเนื้อหาธรรม" จริงๆ ปรากฎว่าเถียงไม่ออกนะครับ ส่วนจะรับได้หรือไม่ผมไม่ทราบ

และที่ท่านทั้งหลายพยายามถามว่าเอามาจากพระสูตรไหน มันก็เป็นการยึดติดอย่างหนึ่ง ยึดว่ารูปแบบอักขระที่ผมเขียนมาตรงตามพุทธวจนที่ตนเองเข้าใจว่าเป็นของจริงหรือไม่ เนื้อหาตรงตามที่คุณเข้าใจไหม ถูกต้องไหม ถูกของใครล่ะครับ ถ้าไม่ใช่ถูกของกู เสร็จแล้วคุณก็จะแปะป้ายประณามว่านี่เป็นคำสาวก ทั้งๆที่ตัวเองยังวกวน ยังไม่พ้นจากความเป็นสัตว์ได้เลย แต่ก็ดันทำตัวเป็นองครักษ์พิทักษ์ศาสนาเสียแล้ว นี่คืออุปาทานสำเร็จรูปที่ใครก็ไม่รู้ยัดเยียดให้ท่าน และรู้ไว้ด้วยนะครับว่า ที่ท่านทั้งหลายพยายามย้อนถาม แกล้งถามชี้นำต่างๆนานานั้น ท่านไม่ได้แสวงหาความจริงหรอก ท่านเพียงแค่อยากจะเอาชนะ อยากจะตัดสิน อยากจะยกตัวเอง อยากจะแปะป้าย และด่าทอคนอื่นที่ไม่ได้ยึดเหมือนท่านต่างหาก

สัจธรรมไม่ใช่ตัวสมมติบัญญัติ แต่เป็นเนื้อหาที่ว่างจากตัวตน นิพพานหรือสุญญตา พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ตามที่พระพุทธเจ้ากล่าวถึง ก็มีเนื้อหาเดียวกันคือนิพพาน นี่คือของแท้ครับ ของแท้ที่ไม่ต้องการให้ใครมารับรองหรือให้เชื่อด้วย ไม่เชื่อก็ดีครับ จะได้ไม่ต้องยึดให้มันมากกว่าที่เป็นอยู่

จบแค่นี้นะครับ ทุกกรณีกรรมที่เกิดการกระทบกระทั่ง กรรมที่เกิดจากการนำสัจธรรมมาเล่นคำ เพื่อการเอาชนะคะคานซึ่งกันและกัน การดูหมิ่นเหยียดหยามไปตามทิฏฐิมานะแห่งตน ทุกอย่าง อโหสิ อโหสิ อโหสิ