Sunday, March 30, 2014

สัจธรรมจาก Facebook#52

ไม่ว่าเธอทั้งหลายจะมีเหตุผลที่ดูดีมีสกุลขนาดไหนในการกระทำของเธอ
ไม่ว่าเธอทั้งหลายจะดูงี่เง่าไร้เหตุผลขนาดไหนในการกระทำของเธอ
ที่สุดแล้วเธอทั้งสองก็ยังตกอยู่ในห่วงเวรห่วงกรรมด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ
ไอ้ที่เห็นว่าดีกว่า ประเสริฐกว่า อะไรนั่น เป็นเรื่องที่หลงคิด หลงอคติเอาเองทั้งนั้น
---------------------------------------------------------

การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายที่เธอต่อสู้ให้ได้มันมา
จะเพื่อสิ่งที่ดีกว่า เพื่ออุดมการณ์ หรือเพื่อตัวเธอก็ตามแต่
สุดท้ายธรรมชาติก็จะพรากเอาสิ่งนั้นกลับคืนไปเสมอ
เพื่อให้เธอได้เสียใจ เพื่อให้เธอได้ทุกข์ใจ
เพื่อสอนเธอ เพื่อที่เธอจะได้ปล่อยวาง
เพื่อที่เธอจะได้ไม่ละโมบโลภมาก ในสิ่งที่เธอรั้งเอาไว้เป็นของเธอไม่ได้แม้แต่อย่างเดียว
เพื่อให้หลุดพ้นจากการเข้าไปเปลี่ยนแปลง แทรกแซงในสิ่งที่ไม่จีรังเหล่านั้นเสียที

----------------------------------------------------------

รู้สึกว่า ติด นั่นแหละ ติด
รู้สึกว่า หลุด นั่นแหละ ติด
รู้สึกว่า คลาย นั่นแหละ ติด
ในเมื่อทุกอย่างมันอนัตตาอยู่แล้ว
คลายตัวมันเองในทุกขณะอยู่แล้ว
หลุดในตัวมันเองทุกๆขณะอยู่แล้ว
มันจะมีใครไปติด ไปหลุด ไปคลายได้อีกหรือ?

มันก็เป็นธรรมของมันอยู่แล้วตามธรรมชาติเดิมของมัน
ไม่มีค่าว่าติด ว่าหลุด ว่าคลายอะไร
และไม่ว่าจะติด จะหลุด จะคลาย จะอะไรก็แล้วแต่
สภาพการณ์ทั้งหลายมันก็เป็นไปอย่างนั้นของมันเองตลอด
ตามเหตุปัจจัยเดิมของธาตุธรรม...เช่นนั้นเอง ของมันเอง
ไม่มีอะไรติดกับอะไร หลุดจากอะไร คลายจากอะไรเลยในความเป็นจริง

เมื่อแจ้งในความเป็นจริงเช่นนี้แล้ว
ก็ไม่ต้องไปหลงติดกับการติด หลงติดกับการหลุด หลงติดกับการคลายอีก
พ้นจากการติด การหลุด การคลายทันที
ไม่ติด ไม่หลุด ไม่เกิด ไม่ดับ ในท่ามกลางสรรพสิ่งทั้งหลายทันที
นี่เองคือที่สุดแห่งธรรมที่ไม่สามารถจะปฏิบัติให้เข้าถึงได้เลย
เพราะมันเป็นธรรมโดยธรรมเดิมอันบริบูรณ์ของมันอยู่แล้วตั้งแต่ต้น

ธรรมชาติของทิฏฐินั้นคือการปรุงแต่ง การเปรียบเทียบ การให้ค่าให้ความหมาย ต่อสิ่งต่างๆ
การให้ความหมาย ในรู้ ในเห็น ในการได้ยิน ในการสัมผัส โดยเอาโมหะของตนเป็นตัวตั้ง
ทิฏฐิทั้งหลายจึงมีธรรมชาติเป็นความเอนเอียงแห่งท้ศนะ แบ่งแยกว่าเป็นคติหรืออคติ
เกิดเป็นความชอบหรือไม่ชอบ รักหรือเกลียด ดีหรือไม่ดี สูงส่งหรือต่ำต้อย

----------------------------------------------------

ไม่ว่าเธอทั้งหลายจะเข้าสู่บทสรุปของเรื่องราวต่างๆในโลกด้วยการอ่านเพียงสามบรรทัด
หรือจะอ่านวิเคราะห์เนื้อหาทั้งหมดอย่างละเอียดก็ตามที
มันก็ไม่ได้เปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า...
เธอทั้งหลายได้ตกอยู่ในวังวนแห่งมายาการปรุงแต่งเข้าให้แล้ว
และโลกที่เธอสร้างขึ้นมาด้วยทิฏฐินั้นเอง ก็จะห่อหุ้มเธอ ชี้ชวนเธอ
ให้กระเสือกกระสนดิ้นรนไปตามมายาเหล่านั้นจนหลงว่ามันเป็นจริงในที่สุด
จนเธอคิดเอาว่าไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้โดยขาดสมมติเหล่านั้นจริงๆ
และสมมตินั้นก็จะกลายเป็นโลกหรือเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมของเธอ
ห่อหุ้มปิดบังเธอไว้จากความเป็นจริงอันพิสุทธิ์
พันธนาการเธอเอาไว้โดยการรู้การเห็นของเธอเอง

จนไม่รู้ว่าสรรพชีวิตทั้งหลายสามารถดำเนินไปได้ของมันเอง
โดยปราศจากการปรุงแต่งซับซ้อนแห่งใจใดๆเลย
ไม่ต้องมีเรื่องราว ไม่ต้องมีความคาดหวัง
ไม่ต้องมีจุดมุ่งหมาย ไม่ต้องเป็นเงื่อนไขต่อสิ่งใดๆ
ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต นอกเหนือเงื่อนไขของกาลเวลา
ไม่ต้องผูกมัดกับสิ่งใดในการดำรงอยู่ชั่วคราวนั้นเลย
เป็นธาตุธรรมอันพิสุทธิ์ที่ไม่เคยหลงขัดแย้งกับสิ่งใด

เพียงแต่เธอปลงใจว่า เรื่องราวทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมันเอง...โดยไม่มีความบังเอิญ
โดยไม่มีคำว่าดีหรือเลวเข้ามาเกี่ยวข้อง เพราะนั่นก็เป็นเพียงโมหทิฏฐิแห่งตน
เพียงเท่านี้..เธอก็จะคลายออกจากโลกแห่งมายาที่เธอสร้างขึ้นเอง
คลายออกจากความห่วงหวงทั้งหลายที่เธอยึดโยงผูกพัน หรือพันธนาการอยู่
ตรงต่อความเป็นจริงอันไม่เนื่องด้วยสมมติใดๆแม้แต่สิ่งเดียว
หมดความขัดแย้ง หมดความขัดเคือง พ้นจากทุกข์ไปเองในที่สุด

No comments:

Post a Comment