Monday, March 17, 2014

หลงญาณ

เรื่อง หลงญาณนี่ว่าจะเขียนหลายทีแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเขียนสักที มาในช่วงหลังๆได้เจอคนหลงญาณมากมาย คงถึงเวลาสักที

ญาณวิถีนั้นมันก็คือ "การรู้" ซึ่งญาณนั้นจะแบ่งตามลักษณะของการรู้ได้มากมายหลายแบบ เราคงจะไม่ลงรายละเอียดอะไรมาก เดี๋ยวจะกลายเป็นการหลงญาณอีกแบบหนึ่งไป เอาเป็นว่า ญาณทั้งหลายนั้น แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ โลกุตรญาณ และ โลกียญาณ

โลกุตรญาณนั้นเป็นญาณที่ไม่มีลักษณะของความเป็นจิต(ปรุงแต่งในรู้) หรือเป็นนามรูป ไม่มีลักษณะของความเป็นจิตผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ แต่จะเป็นญาณที่ตรงต่อเนื้อหาสุญญตา กว้างขวางออกไปไพศาลไร้กำหนด ซึ่งการเชื่อมโยงต่อสุญญตานี่เอง ก็หมายถึงเป็นญาณที่มาจากองค์คุณเบื้องสูง นับตั้งแต่ พระผู้สร้าง องค์มหาพุทธะ องค์พุทธะ พระมหาปัจเจกพุทธะ พระปัจเจกพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ ฯลฯ

แต่ญาณวิถีในลักษณะนี้จะไม่มีอาการหลงญาณ เพราะมันจะเหมือนไม่รู้อะไรเลย เพียงแต่เมื่อตรงต่อว่างจากตัวตนอยู่แล้วและเมื่อได้สัมผัสสัมพันธ์กับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ญาณวิถีนี้ก็จะทำงานเองโดยอัตโนมัติ เป็นญาณที่ใช้ในการโปรดสัตว์ ซึ่งจะสอดคล้องกับสภาวะหรือปรากฏการณ์ทั้งหลายตรงหน้านั้นไปเองอย่างน่าอัศจรรย์ อย่างเวลาที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านเทศน์แล้วบางทีไปคลี่คลายสิ่งที่ติดขัดข้องคาของหลายๆคนที่ได้ฟังท่านอยู่เองโดยอัตโนมัติ ซึ่งบางทีก็เป็นรหัสนัยเฉพาะที่องค์คุณเบื้องสูงผ่านไปให้กับบางคนที่ถึงวาระจะคลี่คลายจากจุดที่ติดขัดนั้นเอง แต่ถามว่าหลวงพ่อท่านจงใจจะพูดรหัสนัยนั้นหรือไม่ ท่านไม่ได้เฉพาะเจาะจงด้วยองค์ท่านเองนะครับ มันเป็นไปอัตโนมัติทั้งหมด

เคยมีคนถามหลวงพ่อฯท่านว่า เวลาท่านเทศน์นั้น ท่านมองไปยังผู้คนและภาคทิพย์ทั้งหลายที่นั่งซ้อนๆกันอยู่ในลานธรรม แล้วท่านมองเห็นกรรมของสรรพสัตว์หรือไม่ ท่านรู้วาระจิตของสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้วเอามาพูดเทศน์หรือไม่ หลวงพ่อฯท่านก็ตอบประมาณว่า ทำแบบนั้นก็ต้องไปแบกรับวิบากสัตว์โลกด้วย เพราะแค่ไปรู้วิบากของสรรพสัตว์ก็จะมีส่วนร่วมกับวิบากนั้นแล้ว ท่านว่าเวลาท่านมองไปก็ว่างๆไว้เลย ไร้กำหนด แล้วมันจะทะลุทะลวงคลี่คลายสรรพสัตว์ไปเอง ด้วยเหตุนี้การโปรดสัตว์ของท่านจึงไม่มีลักษณะของการเป็นภาระอะไรเลย

มีเหมือนกันที่บางท่าน โทรมาสนทนาธรรมกับผม หรือติดตามเฟสบุคของผม แล้ววันดีคืนดี ผมโพสต์อะไรบางอย่างที่ไปช่วยคลี่คลายอะไรบางอย่างที่ติดขัดอยู่ตรงนั้นได้พอดีเป๊ะ เหมือนมาถูกจังหวะเวลา หรือบางทีคู่สนทนาถึงกับถามว่าไปรู้วาระจิตเขาเหรอ ก็ต้องตอบว่า ผมไม่ได้ล่วงรู้อะไรแบบนั้นเลยครับ ทุกอย่างมันเป็นอัตโนมัติไปเองทั้งนั้น แต่ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญนะครับ อันนี้เป็นโลกุตรญาณที่เชื่อมต่อลงมาจากองค์คุณเบื้องสูงอีกทีหนึ่ง ผู้โปรดสัตว์เป็นเพียงแค่เครื่องถ่ายทอดสัญญาณเท่านั้นเอง

แล้วจะทำยังไงถึงจะกลายเป็นเครื่องถ่ายทอดสัญญาณได้ล่ะครับ?

ง่ายๆครับ ก็ว่างไว้ ดับเอาไว้ นั่นแหละเดี๋ยวญาณจะเชื่อมโยงมาเองโดยอัตโนมัติ โลกุตรญาณนี้ไม่มิอาการหลงครับ เพราะไม่ใช่ที่มี "เรา" ไปรู้อะไรแล้วนำมาถ่ายทอด แต่เราเป็นแค่ทางผ่านของญาณเท่านั้น ก็ที่ว่างไว้ดับไว้นั่นแหละครับ มันจะไม่มีอุปาทานในญาณเลยว่า ตกลงญาณที่ผ่านมานี้ เป็นของเราหรือของใคร เมื่อไม่มีลักษณะของอุปาทานในญาณทั้งหลายแล้ว ก็จะไม่มีการแอบอ้างองค์คุณเบื้องสูงมาสร้างอุปาทานแก่ปวงสัตว์อย่างเด็ดขาด

ต้องขอบอกเอาไว้ตรงนี้เป็นข้อมูลนะครับว่า ญาณวิถีขององค์คุณเบื้องสูงจะเชื่อมต่อผ่านลงมากับ ผู้ที่มีอธิวาสนาสัมพันธ์กับองค์คุณเบื้องสูงและตรงต่อสัจธรรมแล้ว หรือกับผู้ที่เป็นภาคส่วนของท่านเท่านั้น

ซึ่งการผ่านญาณในลักษณะนี้จะไม่มีอาการหลงญาณเลย เพราะธาตุขันธ์ที่เป็นช่องทางผ่านญาณนั้นไร้อุปาทานแล้วนั่นเอง โดยในส่วนขององค์คุณเบื้องสูงจะไม่ลงมาจุติบนโลกด้วยองค์ท่านเอง แต่จะใช้วิธีผ่านญาณและบารมีลงมาทางภาคส่วนย่อยของท่าน เพราะสรรพสัตว์ในยุคนี้ยังรับบารมีท่านไม่ได้ จะทำให้เกิดภัยพิบัติจนสรรพสัตว์ตายเสียหมดก่อนจะได้โปรดฯ ต้องรอให้ถึงวาระที่จะรวมบารมีลงมาจุติเป็นพระพุทธเจ้าในเวลาและยุคที่สรรพสัตว์ถูกกลั่นกรองจนพร้อมแล้วเท่านั้น

ภาคส่วนขององค์คุณเบื้องสูงนั้น โดยปกติจะไม่เปิดเผยตัวต่อสาธารณะว่าเป็นใครอะไรยังไง เพราะมันเป็นการสร้างอุปาทานให้กับสรรพสัตว์เพื่อมาหลงยึดติดในองค์ท่านอีก ยกเว้นแต่ว่าในบางครั้งก็เปิดเผยกับผู้ใกล้ชิดบ้าง กับผู้ที่มีอธิวาสนาสัมพันธ์กันบ้าง ก็จะรู้กันอยู่แค่วงในเท่านั้น

อีกประการหนึ่งขององค์คุณเบื้องสูงในการที่จะผ่านญาณก็คือ บารมีของผู้โปรดฯที่รับญาณนั้นจะต้องรองรับการถ่ายทอดเนื้อหาสัจธรรมด้วย เหมือนเวลาเราเลือกใช้ปากกา ดินสอ นั่นแหละครับ การเลือกใช้สื่อกลางก็จะมีผลต่อการโปรดสัตว์อย่างมาก หากมีบารมีรองรับการสื่อสารได้ดีอย่าง ปฏิสัมภิทาญาณ 4 ก็จะทำให้ "ครบเครื่อง" ในการโปรดสัตว์ และทำให้การโปรดฯมีอานุภาพอย่างมาก ลองนึกภาพองค์คุณเบื้องสูงผ่านญาณมาให้กับผู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเนื้อหาได้สิครับ ผ่านญาณมาทีพูดตะกุกตะกัก จับประเด็นไม่ได้ จนก่อให้เกิดการปฏิฆะจากผู้ฟัง ล้มเหลวในการสื่อสาร อย่างนี้กิจในการโปรดฯก็ล้มเหลวไปด้วยครับ

ส่วนโลกียญาณนั้น คือญาณที่มีการรู้ในลักษณะของนามรูป มีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ เป็นการรู้ไปโดยการปรุงแต่งเอาบนโมหะอวิชชา โลกียญาณจึงมีได้มากมายหลายลักษณะ(ตามแง่มุมของโมหะ) ซึ่งการหลงญาณนั้นก็เกิดในส่วนนี้นี่เอง

ญาณวิถีที่เชื่อมต่อมายังโลกนั้นมีหลากหลายแหล่งกำเนิดครับ บ้างก็มาจากสวรรค์ บ้างก็มาจากพรหม บ้างก็มาจากต่างดาว บ้างก็มาจากมาร บ้างก็มาจากการไปหาเรื่องหาราว ถอดจิต ถอดกายทิพย์ไปดู แล้วก็เอาเรื่องราวมาปรุงแต่งกันเอง จนกลายมาเป็นหนังสือแนวพลังมหัศจรรย์ พลังทิพย์ กลายเป็นสำนัก กลายเป็นองค์ทรง กลายเป็นการอ้างองค์นั้นองค์นี้หากินไปเรื่อย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วเป็นของปลอมครับ โดยเฉพาะวิถีญาณของมารนี่บางทีแทบจะแยกไม่ออกจากองค์คุณเบื้องสูงเลย อันนี้ว่ากันสำหรับผู้คนทั่วไปนะครับ

แต่สำหรับผู้โปรดฯที่มีอธิวาสนาชั้นสูงหรือบารมีธรรมมากๆแล้ว วิถีญาณของมารอย่างนี้ดูไม่ยากครับ แม้จะมาแบบเนียนมากเนียนน้อย สุดท้ายก็รู้ครับ หลอกกันไม่ได้ ซึ่งจะยกไปพูดถึงในตอนที่เกี่ยวกับ มาร โดยตรงครับ

แล้วกลุ่มไหนที่มีโอกาสหลงญาณมากที่สุด?

กลุ่มที่หลงญาณมากที่สุดก็จะเป็นกลุ่มนักปฏิบัติครับ หรือผู้ที่ยังมีตัวคอยปฏิบัติอยู่ ยังหารู้หาเห็นอยู่ เพราะกลุ่มนี้ยังอยู่ในช่วงกลั่นกรองบ้าง ใช้กรรมบ้าง ทำให้ยังมีความเอ๊ะอ๊ะต่อปรากฏการณ์ทางจิตหรือปรากฏการณ์ทิพย์อยู่มาก จึงเกิดอุปาทานได้ง่าย ซึ่งปกติก็ต้องมีเชื้อกรรมในส่วนนี้ด้วย ญาณวิถีจากแหล่งอื่นจึงจะเข้ามาแทรกได้

อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ กลุ่มที่ญาณวิถีเริ่มเปิดเอง มือใหม่ส่วนใหญ่มักจะหลงญาณกันแทบจะ 100% เดี๋ยวเป็นนั่นเป็นนี่ อย่างที่เคยเจอมาชนิดยอดฮิต เจอบ่อยมาก ก็เป็นพวกที่อ้างว่า เป็นสมเด็จองค์ปฐม เป็นพระนารายณ์ (ท้าวสักกะเทวราช หรือเง็กเซียนฮ่องเต้) พระศรีอารยเมตไตรย ซึ่งบางครั้งก็เป็นญาณจริงที่ไปลงกับผู้มีอธิวาสนาสัมพันธ์กัน แต่พอญาณไปลงกับผู้ที่ยังไม่ตรงต่อสัจธรรมเข้า เวลาถ่ายทอดออกมาจึงกลายเป็นการสร้างศรัทธา(อุปาทาน) การแห่แหน สรรเสริญจนเกินเลย ไปจนบดบังเนื้อหาสัจธรรมที่แท้จริง อีกเหตุหนึ่งคือผู้ที่ยังไม่ตรงต่อสัจธรรมหรือบารมีไม่ถึงรอบ เวลาถ่ายทอดสัจธรรมออกมา บ่อยครั้งมันจะกลายเป็นการเอาอัตตวิสัยส่วนตัวเข้าไปถ่ายทอดโดยยึดเอาความเข้าใจเดิมๆไปบิดเบือนเนื้อหาที่แท้จริงไป ซึ่งคนทั่วไปก็ไม่อาจล่วงรู้หรือดูออกได้เลยครับ

ทีนี้แล้วจะทำยังไงไม่ให้หลงญาณล่ะ?

ง่ายๆครับ ก็ช่างมันสิ ญาณที่ผ่านมาในลักษณะที่ผุดขึ้นมาในจิตในใจทั้งหลายก็ปล่อยมันผ่านไป ไม่ต้องเอ๊ะอ๊ะอย่างที่หลวงพ่อฯท่านบอกอยู่แล้ว

อย่างหลายคนที่โดนมารแทรก พอเอ๊ะอ๊ะตาม ก็เสร็จเลยโดนมารเอาไปกิน อย่างของผมก็เคยมีนะครับ ประมาณว่านั่งฟังหลวงพ่อฯท่านอยู่ดีๆ ก็เกิดวิพากษ์วิจัยวิจารณ์ ปฏิฆะท่านขึ้นมาในใจซะงั้น แต่ผมก็ปล่อยผ่านครับ ถ้าขืนไปเอ๊ะอีก เดี๋ยวโดนมารเอาไปกิน ซึ่งที่ผ่านมาก็ยังไม่เคยเอ๊ะสักครั้งเดียว ปล่อยผ่านหมดทุกสภาพอารมณ์กรรม ไม่ได้อุปาทานต่อว่า นี่ทำไมเราคิดแบบนั้นกับหลวงพ่อฯได้ พอผ่านไปแล้ว ผมก็ไม่ได้ขอขมากรรมท่านต่อกรณีที่ว่าด้วยซ้ำไป ผ่านแล้วผ่านเลย

หรือบางท่านมีญาณวิถีขององค์คุณเบื้องสูง หรือแม้กระทั่งญาณวิถีของหลวงพ่อฯท่านมาสอนธรรม ก็น้อมฟังเอาไว้แต่โดยเนื้อหาที่ท่านให้เท่านั้นพอ ไม่ต้องไปเอ๊ะอ๊ะอะไรเพิ่มเติมมากกว่านั้น เนื้อหาอะไรที่ไม่ตรงต่อการปลงการคลายจากความยึดติดก็ไม่ต้องไปสนใจอะไร

เอาเป็นว่าที่ผ่านมา ผมสนใจแต่เนื้อหาสัจธรรมอย่างเดียว ไม่ได้สนใจอย่างอื่น ท่านใดพูดสัจธรรมแล้วตรง ผมก็ฟังและอนุโมทนาด้วย แต่ถ้าพูดแล้วมีอุปาทานเจือลงมาในสัจธรรมที่สื่อมา อันนี้ผมก็จะปล่อยผ่านครับ กรรมใครกรรมท่าน ต่อให้อ้างองค์โน้นองค์นี้มาเพื่อสร้างเครดิต ผมก็ไม่สนใจครับ สนใจแต่เนื้อหาเท่านั้น ไม่ได้สนใจการอ้างอิงองค์คุณเบื้องสูงแต่อย่างใด

เนื้อหาของในเว็บนี้จะไม่มีการอ้างองค์คุณเบื้องสูงในการเผยแพร่เลย เพราะเราให้แต่เนื้อหาสัจธรรมที่หมดจดจริงๆ หลีกเลี่ยงการสร้างอุปาทานให้มากที่สุด ส่วนเนื้อหาเกี่ยวกับการโปรดสัตว์นั้น ก็จะอธิบายอย่างละเอียดเพื่อให้เข้าใจว่าเนื้อหาการโปรดสัตว์นั้น แตกต่างจากเนื้อหาสัจธรรม เพราะศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์นั้นเป็นศาสตร์ในการใช้สมมติเพื่อล้างอุปาทาน ซึ่งกระบวนการโปรดนั้น มันมีอะไรที่พิสดารพันลึกมากกว่าการล้างอุปาทานอยู่ด้วยในบ้างครั้ง

โดยสรุปคือไม่ว่าจะญาณแบบไหนอย่างไรที่ผ่านเข้ามา หากไม่ใช่ญาณที่ผ่านมาเพื่อสะท้อนสัจธรรม เพื่อล้างโมหะความหลงยึดติด แต่เป็นไปเพื่อการหลงเป็นนั่นเป็นนี่หรือสร้างอุปาทานในเรื่องอจิณไตย ก็ให้ปล่อยผ่านไปเลยไม่ต้องใส่ใจ แค่นี้ก็จะไม่เกิดการหลงญาณแล้วครับ

2 comments:

  1. ญาณที่มาจากองค์คุณเบื้องสูง นับตั้งแต่ พระผู้สร้าง องค์มหาพุทธะ องค์พุทธะ พระมหาปัจเจกพุทธะ พระปัจเจกพุทธะ พระมหาโพธิสัตว์ ฯลฯ
    อยากเรียนถามท่านผู้รู้ ช่วยอธิบายถึง พระผู้สร้าง ในพระพุทธศาสนา ไว้ประดับความรู้หน่อยครับ

    ReplyDelete
  2. พระพุทธศาสนา ไม่ได้เอ่ยถึงพระผู้สร้างเอาไว้โดยตรงครับ พระผู้สร้างในพระพุทธศาสนามีอีกบัญญัติหนึ่งว่า มหาสุญญตา ครับ คือ พระผู้สร้างรองรับทุกสรรพสิ่งอยู่แล้ว ผู้ที่ปรินิพพานก็คือผู้ที่กลับคืนสู่ต้นกำเนิดเดิมคือพระผู้สร้างหรือมหาสุญญตานั่นเอง

    ReplyDelete