Thursday, March 13, 2014

นอกเหนือเงือนไขทั้งปวง

หลายคนพูดว่า จะต้องปฏิบัติเสียก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
หลายคนพูดว่า จะต้องมีศีล มีสมาธิ มีปัญญาเป็นพื้นฐานก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
หลายคนพูดว่า จะต้องเจริญสติก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
หลายคนพูดว่า จะต้องอยู่กับปัจจุบันก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
หลายคนพูดว่า จะต้องเห็นแจ้งในธรรม และไตรลักษณ์ก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
หลายคนพูดว่า จะต้องผ่านญาณ 16 เสียก่อน นิพพานจึงเป็นไปได้
แล้วเธอทั้งหลายจะรู้ไหมว่า นิพพานไม่เนื่องด้วยเงื่อนไขใดๆที่เธอกล่าวมาเลยแม้แต่นิดเดียว

นิพพานไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยใดๆ
นิพพานไม่เนื่องด้วยเงื่อนไขใดๆ
นิพพานไม่เนื่องด้วยกาละและเวลาแต่อย่างใด
จึงไม่มีอะไรเป็นหตุให้ถึงซึ่งพระนิพพาน
และไม่มีอะไรเป็นผลของพระนิพพาน
สิ่งที่เธอได้เห็น ได้สัมผัสนั้น เป็นเพียงสภาวธรรมที่ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น

เพราะพระนิพพานนั้นว่างจากตัวตน
นิพพานจึงไม่มีความหมายอะไร
ไม่มีทิฏฐิ ไม่มีความเห็นความหมาย
นิพพานจึงไม่มีสิ่งใดให้จับต้องได้ว่านี่คือนิพพาน
ไม่ใช่แม้กระทั่งกับสติที่เธอทั้งหลายเพียรพยายามฝึกกันแทบตายเสียด้วยซ้ำไป

เงื่อนไขที่เธอทั้งหลายตั้งให้เป็นเงื่อนไขกับนิพพานนั้น จึงไม่ได้ทำให้ถึงซึ่งพระนิพพาน
เพราะโดยความเป็นจริงแล้ว มันไม่มีอะไรที่จะถึงอะไรหรอกนะ
มันไม่มีใครไปบรรลุอะไร ไม่มีใครสามารถเป็นสักขีพยานแห่งนิพพานได้แม้แต่คนเดียว
และแม้แต่คำว่านิพพานก็เป็นเพียงสมมติเท่านั้น
จะไปหาสภาวะที่เรียกว่านิพพาน หรือ ประเมินประมาณเอาว่าอย่างไหนคือนิพพานก็ไม่ได้
เงื่อนไขทั้งหลายที่เธอตั้งขึ้นมานั้นมันก็เป็นพียงโมหะที่พาเธอไปใช้กรรมก่อนเท่านั้น
เงื่อนไขกับศีบมันพาเธอไปใช้กรรมกับการยึดในศีลเสียก่อน
เงื่อนไขกับการปฏิบัติมันพาเธอไปใช้กรรมกับการปฏิบัติเสียก่อน
เงื่อนไขกับการเจริญสติมันพาเธอไปใช้กรรมกับการหลงเจริญสติเสียก่อน
เมื่อใช้กรรมทั้งหลายในเงื่อนไขของเธอจนหมดแล้ว
เธอก็จะฟังสัจธรรมเข้าใจไปเอง แจ่มแจ้งในสัจธรรมไปเอง
เมื่อหมดเหตุแห่งความหลงแล้ว ก็จะตรงต่อนิพพานไปเอง
ไม่ใช่ไปทำเหตุให้ถึงพร้อมแล้วจะนิพพาน
แต่มันหมดเหตุแล้วจึงจะตรงต่อนิพพานไปเอง

หากเธอทั้งหลายพยายามจะทำเหตุให้ถึงพร้อมซึ่งนิพพาน
เธอก็จะติดอยู่ในวังวนแห่งสังสารวัฏคอยหลงเตรียมตัวในความที่มันอนัตตาอยู่แล้วตลอด
นิพพานจริงๆไม่เนื่องด้วยเหตุ แล้วจะเอาผลที่ไหนมาให้เธอนิพพานได้เล่า กรรมทั้งนั้น
หมดเหตุเมื่อไหร่ ก็จะตรงต่อนิพพานไปเอง
หมดเหตุ ก็หมดผล นั่นแหละที่ตรงต่อนิพพาน ที่ตรงต่อว่างจากตัวตนอยู่แล้วตลอด
นิพพานจึงนอกเหนือเงื่อนไขทั้งปวง ทั้งทางโลกและทางธรรม

ความพยายามที่จะเข้าถึงนิพพานด้วยเงื่อนไขและวิธีการต่างๆล้วนเป็นโมหะอวิชชา
ที่ยังคอยหลงเข้าใจว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้ถึงพร้อม
ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกอยู่แล้วว่า ทุกอย่างมันอนัตตา
สิ่งที่ทำให้หลงเห็นว่าเป็นตัวตนอยู่จริงๆ มันก็คือ สักกายทิฏฐิ
คือ ความเห็นว่าเป็นตัวตนอันเนื่องจากความหลงยึดในปรากฎการณ์ต่างๆ
ความเห็นว่าเรายังไม่จบก็เพราะความหลง แล้วเอาเรามาจากไหนถ้าไม่ใช่ความหลง

แม้แต่การที่เธอเห็นธรรมหรือเห็นสัจธรรมก็ยังเป็นความหลง
เป็นความหลงอันเนื่องด้วยอายตนะของตนอยู่ตลอด หลงเห็นว่าตลอด
ไม่เคยนอกเหนือความหลงได้เลยแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
แม้เธอจะหลงไปมากมายแค่ไหนก็ตาม
มันก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่า
ทุกอย่างอนิจจังอยู่แล้ว เปลี่ยนแปลงของมันเองตามเหตุปัจจัยอยู่แล้ว
ทุกอย่างทุกขังอยู่แล้ว เสื่อมไปโดยอาการแห่งการหมดเหตุป้จจัยอยู่แล้ว
ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว คือไม่มีอะไรเป็นตัวตน ไม่มีสิ่งใดติด ไม่มีสิ่งใดหลุดอย่างแท้จริง
ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุปัจจัยอันแปรปรวนของมันอย่างนั้นเอง
เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง เช่นนั้นเอง
ของมันเอง ของมันเอง ของมันเอง

ฉะนั้นเธอทั้งหลายจงอย่าจ้องดู จ้องรู้หาความหมายในธรรมอะไรอีกเลย
เพราะการกระทำทั้งหลายเหล่านั้นก็เป็นเพียงรูปแบบหนึ่งของสักกายทิฏฐิ
ที่พาให้เธอหลงเห็นว่าการปรุงแต่งเอาในการรู้ธรรมเข้าในธรรมนั้น เป็นธรรมที่แท้จริง
แล้วเธอก็หลงว่าตนบรรลุธรรมแล้ว จบกิจแล้ว อรหันต์แล้ว
ซึ่งมันก็เป็นเพียงการหลงปรุงแต่งในรู้อีกครั้งหนึ่งเหมือนที่เคยหลงมาเท่านั้นเอง
โดนสักกายทิฏฐิมันหลอกให้บรรลุเอาโดยไม่รู้ตัว

สติสัมปชัญญะแห่งอริยะที่แท้จริง ไม่มีความเป็นอัตตวิสัย
ไม่ใช่จิตผู้รู้ และไม่เคยมีสิ่งที่ถูกรู้จริง
แต่สติสัมปชัญญะแห่งอริยะนั้น ผสานรวมกับทุกสรรพสิ่งมิแบ่งแยก
ไม่แบ่งแยกเป็นรูป ไม่แบ่งแยกเป็นนาม แต่เป็นหนึ่งเดียวที่ไม่ใช่อะไร
และรองรับสภาวธรรมทั้งหลายอยู่แล้วโดยตลอด
เนื้อหาแห่งอริยะจึงไม่มีใกล้ ไม่มีไกล ไม่มีอนาคต ไม่มีอดีต ไม่มีแม้กระทั่งปัจจุบัน
ธรรมทั้งหลายจึงไม่ใช่นิพพาน เพียงแต่นิพานนั้นรองรับธรรมทั้งหลายอยู่แล้วโดยตลอด
แม้เธอทั้งหลายยังถูกปิดกั้นปิดบังจากสักกายทิฏฐิของเธออยู่ ณ ขณะนี้ก็ตาม
เนื้อหาแห่งอริยะนี้ก็ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจากเนื้อหาดั้งเดิมแท้ของมันเลย

เธอทั้งหลายจึงไม่มีกิจอะไรที่ต้องทำกับธรรมใดๆอีกต่อไป
เพราะมันเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้วไม่มีวันเปลี่ยนแปลงไปจากนี้เลย
เพียงแค่ฟังสัจธรรม แล้วก็เลิกหลงเข้าไปแทรกแซงกายและใจ จนเป็นเหตุต่อเหตุใหม่ขึ้นมาอีก
เมื่อสักกายทิฏฐิของเธอจางคลายลง อัตตาการตอกย้ำตอกยึดในสภาวะแห่งกายใจทั้งหลายก็จะจางคลายลง
ผัสสะอายตนะก็จะจางคลายลง ความเป็นตัวตนของเธอก็จะอันตรธานจางหายไปในที่สุด
แล้วเธอก็จะได้ประจักษ์แจ้งไปเองว่า มันไม่เคยมีการแบ่งแยกใดๆของธรรมทั้งหลายเลยนับจากอดีตเป็นต้นมา
แม้ในขณะที่เธอหลงไปตามโมหะตนก็ตามที มันเป็นแต่เพียงความหลงไปว่าไม่นิพพานเท่านั้นเอง

2 comments:

  1. ประทานโทษถ้าผมจะถามว่า โศลกนี้ท่าน Admin เป็นคนเขียนใช่ไหมครับ เยี่ยมมาก ๆ

    ReplyDelete
    Replies
    1. ใช่ครับ เขียนเองทั้งหมดครับ

      Delete