Wednesday, March 5, 2014

การสำรอกกรรม(การออกกรรม)

การสำรอกกรรม เป็นคำที่ผมใช้สำหรับอธิบายสภาพของคนที่กำลังโดนวิบากรุมสกรัม หลังจากได้มาฟังสัจธรรมจนคลี่คลายจากโมหะตัณหาอุปาทาน นัยว่าให้ภาพชัดดี อ้วกแตกอ้วกแตน(ฮา)

ฮ่าๆ พออ่านบรรทัดแรกจบ คาดว่าน่าจะมีหลายคนขี้หดตดหายเป็นแน่ แต่ไม่ต้องกังวลนะครับ อ่านให้จบก่อนแล้วจะหนาวของจริง(ฮา)

โดยปกติของผู้คนทั่วไปที่ยังวนเวียนอยู่กับกายกับใจของตนจนเป็นสังสารวัฏนั้น ชีวิตก็จะดำเนินไปตามกรรม ตามดวงดาวบ้างอะไรบ้างเป็นปกติ มารไม่ใส่ใจจะทดสอบทดลอง เจ้ากรรมนายเวรก็ทวงหนี้ไปตามวาระปกติ อยู่สุขสบายกันในสังสารวัฏ

แต่พอได้มาฟังสัจธรรมจนคลี่คลาย จนเริ่มสว่างไสวบ้างแล้ว วิบากกรรมทั้งหลาย ทั้งดีทั้งเลวก็จะมารุมครับ เรียงคิวบ้างไม่เรียงคิวบ้าง บางทีถึงขั้นรุมโทรมก็มี(ฮา) ซึ่งส่วนใหญ่ที่มารุมนี่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก(ฮา) วิบากดีๆมักไม่ค่อยมารุม อาจจะเป็นเพราะเราทำกรรมเอาไว้อย่างนั้นเอง เวลาให้ผลพร้อมๆกัน มันเลยรู้สึกว่าเยอะไปไหมเธอว์ ฮ่าๆ

ปรากฏการณ์นี้เป็นปรากฏการณ์ปกติสำหรับผู้ที่มาเจอสัจธรรม เพราะการคลี่คลายจากอุปาทานในธาตุขันธ์นั้น มันก็คืออริยมรรคของแท้นั่นเอง เมื่อคลายจากอัตตาตัวตนซ้อนกายซ้อนใจทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรของเราที่มีอยู่ยาวยิ่งกว่าหางว่าวร้อยตัว ก็จะเริ่มได้สัญญาณประมาณ อ้าว...ลูกหนี้ของเราที่เคยปรากฏตัวอยู่ดีๆ ทำไมมันเริ่มหายตัวไปจากสังสารวัฏชนิดวับๆแวมๆ (ฮา) แถมสว่างไสวด้วย แล้วหนี้เราจะสูญไหมนะ อย่ากระนั้นเลย ลัดคิวทวงหนี้ดีกว่า(ฮา) ก็เลยเป็นเหตุให้โดนรุมอย่างที่ว่าล่ะครับ อาการแบบนี้ล่ะที่ผมใช้คำว่าสำรอกกรรม ที่วัดเขาเรียกว่าการออกกรรม ผมเองเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ตั้งโต๊ะเคลียร์หนี้ หนี้ในระบบนอกระบบก็จะเคลียร์กันก่อนจบนี่ล่ะครับ(ฮา)

แต่เตือนไว้นะครับ อย่าไปท้าทายเจ้ากรรมนายเวรเด็ดขาด ประมาณว่า เอ้า!! เราจะมีชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย เจ้ากรรมนายเวรมีเท่าไหร่มาเคลียร์หนี้โดยด่วน อย่านะครับ ถึงตายได้เลย ก็ให้ทำเนียนๆไป ค่อยๆเคลียร์ไป หงิ๋มๆติ๋มๆ อย่าอหังการมากนัก เดี๋ยวได้ตายก่อนจริงๆ(ฮา)

ใครที่เคยไปอยู่วัดแล้วสุดท้ายอยู่ไม่ได้ต้องแจ้นออกมา แถมไปโพนทะนาด่าทอวัดเสียๆหายๆ ก็จงโปรดเข้าใจไว้นะครับว่า ที่ท่านเจอนั้น มันก็เป็นกรรมที่ท่านเคยก่อไว้ทั้งนั้นไม่ใช่ของใครเลย กรรมไม่เคยทำงานผิดพลาด เพียงแต่ที่วัดร่มโพธิธรรมนั้น เป็นเขตแดนพิเศษที่เปิดให้มีการชำระวิบากกันเต็มที่เต็มเหนี่ยวไม่มียั้งเหมือนตอนอยู่ข้างนอก ประมาณว่าตั้งโต๊ะเคลียร์หนี้กันโดยมีมหาบารมีเป็นประธานเลยว่างั้น แล้วจะเป็นแบบนี้ทั้งหมดไม่ว่าจะภาคทิพย์ภาพหยาบ ที่ทำได้อย่างนี้ก็เพราะหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ท่านจะพาขอขมากรรมกันบ่อยๆ มันเลยเคลียร์ได้เรื่อยๆไม่ว่าจะหนักหนาแค่ไหน แต่ถ้าออกไปนอกวัดเมื่อไหร่ ก็คงต้องเคลียร์กันเองด้วยการขอขมากรรม ประกาศสละประกาศชดใช้หนี้กรรมกันไป ซึ่งถ้าไม่มีสิ่งนี้ที่หลวงพ่อฯท่านประทานให้มา ป่านนี้ตายกันหมดแล้วมั๊ง(ฮา)

พูดง่ายๆว่าที่วัดร่มโพธิธรรมนั้นเปรียบเป็นถ้ำกระบอกของสังสารวัฏเลยก็ว่าได้ คนที่ไปที่นั่นก็เพื่อไปเลิกเสพติดสังสารวัฏและนิพพาน คือจะติดข้างไหนมันก็ติดนั่นแหละครับ ก็เลยต้องพาคลี่คลายความยึดติด สำรอกกรรมออกมา ติดตรงไหนคลายตรงนั้น ขยี้ตรงนั้นจนกว่าจะยอม พอฟังสัจธรรมไปเรื่อยๆ คลี่คลายไปเรื่อยๆ ชั้นของกรรมที่พอกพูนมาช้านานก็จะค่อยๆเผยตัวออกมา ถึงตรงนี้อย่าไปหวังว่ามันจะสวยงาม สะอาด สงบ สว่างเลยครับ บางทีศีลก็ไม่ต้องพูดถึงด้วยซ้ำไปหากกรรมมันแรงจริงๆ สภาพคนที่สำรอกกรรมนั้น ถ้าจะเปรียบเทียบกันโดยความเคยชินเดิมๆที่เคยอยู่กับความปกติธรรมดาทางโลก ก็เรียกได้ว่าบางทีมันก็ทุลักทุเลจนแทบจะทุเรศน่ะครับ(ฮา) แต่สุดท้ายมันก็ไม่ใช่อะไร มันก็แค่กรรมที่สำแดงออกมาให้ชดใช้กันไป ซึ่งการชดใช้กรรมนี้บางทีมันก็กระทบกระทั่งกันบ้าง ด่าทอ ตบตี ล่อลวง ลับ ลวง พราง ดรามาน้ำตานอง ฟูมฟายเป็นเผาเต่า คอมมีดี้ดรามา อีโรติกดรามา ไซไฟทริลเลอร์(พวกมารแทรก) แฟนตาซีไซไฟ(หลงญาณ หลงอจิณไตย) ดรามาแอ็คชั่น(พวกภูมิต่ำเข้าแทรก) politic drama(พวกที่หลงญาณนึกว่าตัวเองเคยเป็นอะไรๆกับหลวงพ่อมาในอดีต...ฮา) ฮอร์เร่อร์(คนเห็นผี...ฮา) เซอร์เรียล(พวกคุยไม่รู้เรื่อง) เซ็งซิมอี้ อึ้งกิมกี่ ขี้มึงมาเปื้อนกู ขี้กูไปเปื้อนมึงบ้างก็อโหสิกันไป เพราะที่สุดแล้วไอ้ที่ยังเห็นเป็นเราเขาอยู่นี่มันก็ไม่ใช่อะไรเหมือนกัน เป็นแค่เศษกรรมที่มารวมกันเป็นธาตุขันธ์กายใจเท่านั้นเอง ก็ปล่อยให้มันใช้กรรมของมันไป

ซึ่งพอใช้กรรมถึงที่สุดแล้ว ก็กลับมาเป็นปกติล่ะครับ ยิ้มแย้มพูดคุยกันเป็นปกติ เหมือนที่ผมถามสารทุกข์สุขดิบกับพระอาจารย์ท่านนึงเร็วๆนี้ หลังจากผ่านการชำระวิบากกับมารจนฮาครืนกันไปทั้งวัด ตอนนี้ท่านก็คลี่คลายไปมากแล้ว แต่ตอนที่ท่านสำรอกกรรมนี่ ตลกไม่ค่อยออกหรอกครับ (ฮา)

คนวัดหลายคนอ่านถึงตรงนี้ก็อาจจะนึกในใจว่า ไม่ลองมาอยู่วัดก็ไม่รู้หรอก แล้วท่านจะรู้ไหมว่าที่ผมนั่งเขียนๆอยู่หลังฉากเนี่ยได้ผ่านอะไรหนักหนามาบ้าง เอาเป็นว่ามีญาติธรรมที่ได้รับรู้เรื่องหลังไมค์ของผมบางท่านยังอ้าปากหวอแปลกใจว่าอยู่รอดมาได้ยังไง(ฮา) เพียงแต่ไม่ปริปากบ่นเท่านั้นเอง ไร้ท่ามกลางน่ะเข้าใจไหม อิอิ

ก็ไม่ต้องเอาวิบากใครไปเปรียบเทียบกับของใครหรอกนะครับ เราไม่ได้อยู่ในหนังคนคุกอย่าง "ขัง 8" นิ(ฮา) ใครทำอะไรไว้ก็ต้องรับไป ช่วยๆกันไป เกื้อกูลกันไป ใครล้มลงก็ช่วยพยุงกันให้ลุกขึ้นมา...รับกรรมต่อ ประมาณว่าพยุงขึ้นมาให้เจ้ากรรมนายเวรเขาชกถนัดๆหน่อย(ฮา) ก็แค่ยอมให้หมดใจ ไม่ต้องดิ้นสู้ ไม่ต้องท้อ ไร้ในท่ามกลางกรรมวิบากให้ได้ ได้มั่งไม่ได้มั่งก็ช่างมัน เพราะวิบากกรรมทั้งหลายที่มารุมนี้ก็เป็นปรากฏการณ์ที่จะช่วยให้สละได้ง่ายขึ้น(หรือเปล่า? ฮา) แม้บางอารมณ์ก็อาจจะนึกสบถอยู่ในใจว่า นี่มึงจะเอากรูให้ตายเลยเหรอ(ฮา) ไม่มีใครตายจริงหรอกครับ เขาจะทรมานเราไปเรื่อยๆจนกว่าจะยอมน่ะ(ฮา) ถ้ายอมหมดใจจริงๆจะผ่านเร็วมาก แต่ถ้าดิ้นรน โดนจัดเต็มแน่นอน(ฮา)

เรื่องวิบากกรรมนี่ไม่รับไม่ได้นะครับ ขนาดบุญเรายังไม่ปฏิเสธ บาปที่เราทำก็ต้องรับด้วย หากเราไปเบี่ยงเบน ปรับเปลี่ยนวิถีกรรมของใครบางคน หรือยอมรับวิบากแทนเพื่อให้ใครคนนั้นรอดตัวสบายไป คนๆนั้นอาจจะไม่สามารถจบภพจบชาติได้ในชาตินี้นะครับ เพียงแค่เพราะใช้กรรมไม่หมด แต่ดันมีกรรมใหม่มาสับเปลี่ยนแทนที่หรือมาปรับเปลี่ยนกรรมที่ต้องชดใช้ไปจากเดิม อย่าทำเป็นเล่นไปนะครับ เมตตาคนมากๆอยากให้เขาสบาย มันจะกลายเป็นว่าไปทำให้เขาต้องติดอยู่ในสังสารวัฏแทน

ความเมตตาของเหล่าองค์คุณเบื้องสูงเช่นพระพุทธเจ้าหรือองค์มหาโพธิสัตว์จึงไม่ใช่การปล่อยให้สรรพสัตว์ทั้งหลายหลงเริงรมณ์อยู่กับมายาในโลกในธรรมด้วยความสุขไปวันๆ แต่ท่านจะเน้นให้ได้ชดใช้หนี้กรรมให้หมด แม้ว่าบางทีจะดูรุนแรงเหมือนไม่ดูดำดูดีก็ตามที ทั้งนี้ทั้งนั้น เวลาเรากำลังใช้กรรมอยู่ เรามักจะไม่ฟังท่านนั่นเอง ไม่ใช่ว่าท่านจะไม่สนใจนะครับ แต่เราเองนั่นแหละที่ปิดกั้นปิดบังตัวเองให้ต้องไปใช้กรรมก่อนในระดับหนึ่ง แล้วถึงจะเปิดใจรับฟัง

ที่พูดว่า "ในระดับหนึ่ง" ก็เพราะ กรรมส่วนใหญ่นั้น แม้ประกาศชดเชยชดใช้ไปแล้ว แต่มันก็ยังไม่หมดในทีเดียวหรอก ถ้าเจ้ากรรมนายเวรยังไม่ยอมอโหสิ ก็ต้อง"ยอม"ชดใช้กรรมไประดับหนึ่งก่อน ที่เน้นว่าให้ "ยอม" อย่าไปดิ้นหนีดิ้นสู้ เพราะเมื่อเจ้ากรรมนายเวรได้ชำระหนี้กรรมกับเราไประดับหนึ่งแล้ว เขาจะได้รับอานุภาพของความคลี่คลายจากการยอมนั่นแหละ ทีนี้เขาจะน้อมมาเองเลย แล้วการขอขมากรรม ประกาศชดใช้หนี้กรรมจะง่ายขึ้น กรรมก็จะเคลียร์ได้เร็วขึ้นครับ แต่ถ้าไม่ยอมรับวิบากเลยนี่ไม่ได้ครับ มาถึงตัวแล้วจะปฏิเสธยังไงได้ ก็ฉวยโอกาสโปรดฯเลยครับ

อีกอย่างคือวิบากกรรมทั้งหลายนี่ ถ้าเรายิ่งดิ้นเขาจะยิ่งขยี้นะครับ เขาไม่ได้ทำเหมือนซักผ้านะครับ(ฮา) แต่เขาจะให้ยอม เราก็ยอมอย่างเดียวเลยแล้วจะรอด อาจจะพะงาบๆหน่อย แต่ก็รอด(ฮา) ที่ผมผ่านมาได้ทั้งหมดตลอดสี่ปีกว่าๆนี่ก็มาจากที่ยอมจริงๆ ยอมหมดใจ จะเอาไงก็เอา แม้จะแอบสบถในใจบ้างก็ช่างมัน(ฮา)

เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายนี่เขาก็มาเป็นช่วงๆครับ วันมามากก็ประกาศชดใช้หนี้กรรมบ่อยๆหน่อย หยาดน้ำบ่อยๆให้เจ้ากรรมนายเวรตรงๆเลยก็ได้ ถ้าโดนรุมจนจุกพูดขอขมากรรมยาวๆไม่ไหวในช่วงไหน ก็ขอแค่ให้พูดคำว่า อโหสิ ออกมาบ้างก็จะช่วยคลี่คลายได้ แต่ถ้าโดนขนาดพูดไม่ได้เลยนี่น่ากลัวครับ เขาเอาจริงขนาดเล่นตัดวจีกรรมไม่ให้ต่อรองชดใช้กันเลย แต่ยังไงก็ต้องยอมอยู่ดี จะตายก็ต้องยอม ยอมให้หมดใจ นี่คืออานุภาพของการคลายเพียงอย่างเดียวที่จะช่วยน้อมเขาได้ ณ ตรงนั้นครับ ถ้าถึงขนาดพูดไม่ได้เลยนี่ก็ให้ฟังสัจธรรรมบ่อยๆ ฟังบทขอขมากรรมประกาศสละชดใช้หนี้กรรมบ่อยๆ แล้วยอมให้หมดจิตหมดใจครับ แค่ไหนแค่นั้นเนาะ

การสำรอกกรรมนั้นมันก็ออกมาทางกายกรรมบ้าง วจีกรรมบ้าง มโนกรรมบ้าง มีเหตุให้กระทบกระทั่งกันกับผู้ที่สัมพันธ์บ้างตามวาระกรรม ไม่มีเรื่องบังเอิญ กรรมไม่เคยให้ผลเพราะบังเอิญครับ ก็ให้อโหสิสถานเดียว เป็นทางเดียวที่จะยุติกรรมได้ อย่างบางคนความคิดฟุ้งซ่านมากก็เพราะในอดีตเคยทำมโนกรรมเยอะเจริญปัญญา เจริญวิจิกิจฉา เจริญการปรุงแต่ง สอนคนให้คิดปรุงแต่งมาก็รับกันไป บางคนออกทางกาย ออกทางท่าท่างแอ็คชั่น ออกแนวใช้หนี้แรงงานบ้าง ฯลฯ ส่วนพวกมโนกรรม จัด บางที่พอสำรอกกรรมก็พูดมาก พูดจาสุ่มเสี่ยงต่อการถูกสหบาทา(ฮา) คือพูดหาเรื่องเขาไปทั่ว กระแนะกระแหน เหน็บแนม ใส่ไฟ ด่าทอ ทดสอบ ทดลองฯลฯ มีหมดทุกชนิดล่ะครับ จะเอาแบบไหนว่ามา(ฮา) แต่ก็อโหสิกรรมไปเถอะ แม้ว่าบางทีจะน่าหมั่นไส้ก็ตามที(ฮา) เพราะตอนใช้กรรม มันไม่ค่อยรู้ตัวกันหรอก ถ้าไม่หน้ามืด มีเหรอจะยอมเสียฟอร์มไปใช้กรรมอย่างทุลักทุ(ฮา) ซึ่งถ้าเราอโหสิไปแล้ว เขาจะรู้ตัวหรือไม่ ก็ไม่ต้องไปใส่ใจ แต่ถ้าเยอะจัดจนเกรงว่าจะเป็นการต่อกรรมเพิ่มอีก ก็ตัดๆไปบ้างก็ได้นะครับ เอาไว้ประกาศชดใช้ให้ทีหลังก็แล้วกัน อย่าให้ถึงกับซัดปากกันเลย(ฮา)

ด้วยเหตุของการสำรอกกรรมทั้งหมดทั้งมวลนี้เอง ที่ทำให้ในบางครั้งสำหรับบางคน(หรือหลายๆคน) บรรยากาศที่ซ่อนเร้นในวัดร่มโพธิธรรม จึงไม่ได้สงบงามอย่างที่เห็นผิวเผินบนฉากหน้า แต่กลับกลายเป็นสถานที่ๆมีการชำระวิบากกันมากมายจนบางคนแทบจะอยู่ไม่ได้ ทั้งหมดนั้นก็กรรมของตัวเองล่ะครับ จะโทษใครไม่ได้เลย คนอื่นเขาแค่เป็นสื่อตัวกลางในการถ่ายเทกรรมวิบากมาให้เท่านั้น ซึ่งตัวคู่กรณีกรรมก็ไม่ใช่อะไรเหมือนกัน จึงไม่มีเหตุอะไรให้ต้องหลงโกรธเคืองอย่างจริงจังจนกลายเป็นการทะเลาะด่าทอกันเอาเป็นเอาตาย จนอโหสิกรรมกันไม่ได้ เพราะเขาก็หลงเราก็หลงไปทำกรรมนั้นๆมาด้วยกัน พอจะคลี่คลายใกล้หมดหลงก็ต้องมาชดใช้แบบนี้ล่ะครับ แม้จะดูทุลักทุเล ดูไม่นิ่งเนียน หรือดูไม่เรียบไร้อย่างใครเขา ก็ไม่ต้องเอามาใส่ใจ หรือมัวแต่เก๊กท่าเก็กฟอร์มกันอยู่นั่น เพราะสุดท้ายแล้ว ใครจะพ้นจากสังสารวัฏกลับบ้านเก่า(นิพพาน)จริงๆ ก็ต้องผ่านด่านเหล่านี้ทั้งนั้นล่ะครับ ได้ทุเรศกับกรรมของตัวเองที่เคยทำมากันทุกคนไม่ต้องแย่งกัน(ฮา)

ก็ยอมอย่างเดียวจริงๆ เนื้อหาในเว็บนี่ทั้งหมดคือการปลงอวิชชาโมหะตัณหาอุปาทานให้ทั้งนั้นเลยครับ สรุปลงท้ายทุกตอนว่าให้ยอมอย่างเดียว ไม่ต้องไปอ่านบทความยืดยาวก็ได้(ฮา) เพราะถ้าไม่ยอม จะไปทำอะไรก็เป็นอัตตาซ้อนธรรม ต่อภพต่อชาติทันที และแม้ในช่วงที่ต้องรับวิบากจะทุลักทุเลขนาดไหน เมื่อมันผ่านไปได้ สว่างไสวเรียบไร้กันเต็มที่ ก็เห็นหัวเราะให้กับความบ้าบอของตัวเองในขณะใช้กรรมกันทุกคนล่ะครับ

ถ้าใครยังหัวเราะไม่ออกตอนนี้ เพราะวิบากมันยังไม่ผ่าน เดี๋ยวผมหัวเราะแทนให้ก่อนก็แล้วกัน (ฮา) ยังไงก็ผ่านอยู่แล้วทุกกรณีกรรมครับ รับรองได้เลย

No comments:

Post a Comment