Friday, February 28, 2014

ความล้าหลังในเนื้อหาสัจธรรมและการโปรดสัตว์

ช่วงที่ผ่านมามีพระและญาติธรรมมาเล่าให้ฟังถึงเรื่องที่ ถูกกระตุ้นให้รู้สึกมีปมด้อยด้วยคำพูดประมาณว่า "เดี๋ยวล้าหลังในการโปรดสัตว์ตามหลวงพ่อนะ" เดี๋ยวตามหลวงพ่อ(หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต)ไม่ทันนะ" เอ่อ...นี่ตกลงจะรีบตามหลวงพ่อไปไหน แล้วแบบไหนคือการล้าหลัง แล้วที่พยายามจะตามเนี่ย ตามทันไหม?


ความล้าหลังในเนื้อหาสัจธรรมนั้น คือการที่ยังสาละวนอยู่กับมายาสมมติ ติดขัดข้องคาว่าจะต้องแบบนั้น ต้องแบบนี้อยู่ คอยทำตัวทำใจอยู่ตลอด คอยแสวงหาความเป็นปกติของกายของใจหรือสมดุลใจอยู่ตลอด คอยหมั่นเจริญสติอยู่เนืองๆเพื่อให้มันบริบูรณ์ โดยไม่เข้าใจว่ามันเป็นของมันอยู่อย่างนั้นตามเหตุปัจจัยของมันเอง นั่นแหละคือธรรมชาติเดิมแท้ของกายของใจ ไม่ใช่จะไปหาความปกติจากที่ไหนอีก มันโอเคอยู่แล้วทั้งนั้น เพียงแต่อย่าเอาอาการในช่วงที่สำรอกกรรมมาเป็นประมาณว่าสิ่งนี้ตรงหรือไม่ตรง กรรมมันก็มีธรรมชาติของมันที่ต้องใช้คืน แต่ก็ไม่ใช่อะไร ไม่อย่างนั้นจะเป็นอุปาทานซ้อนลงไปในสภาวะที่มันไม่ใช่อะไรอีก (มันก็เพียงแค่การใช้วิบากกรรม)

ส่วนความล้าหลังในการโปรดสัตว์นั้นก็เป็นเรื่องที่ต่อเนื่องจากความล้าหลังในเนื้อหาสัจธรรม คือถ้ายังล้าหลังในเนื้อหาสัจธรรมอยู่ มันก็ยังล้าหลังในการโปรดสัตว์อยู่ ต่อให้ตนเองกุลีกุจอรีบไปโปรดฯที่นั่นที่นี่มากมาย หากยังสาละวนกับการที่จะต้องโปรดฯ พยายามจะโปรดฯอยู่ นั่นก็ถือว่ายังล้าหลังในเนื้อหาสัจธรรม ยังล้าหลังในการโปรดสัตว์อยู่ ดูดีแต่ก็ยังไม่ใช่จ้ะ

การโปรดสัตว์นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเสมอไป ไม่ใช่ว่าหลวงพ่อฯทำแบบนั้นแบบนี้ ก็จะทำบ้าง จะได้ไม่ล้าหลัง แบบนี้ก็ยังไม่ใช่นะครับ ถ้าคิดแบบนั้นไม่ล้าหลังหรอกครับ หลังเขาเลยล่ะ(ฮา)

การโปรดสัตว์จริงๆนั้นไม่ได้ถูกขับดันด้วยตัณหาเลย แต่มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยและวาระอันเหมาะสม ซึ่งจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติของมันเอง ไม่ใช่ว่าไปโปรดเพราะอยากโปรด ไปโปรดเพื่อ...อะไรหลายๆอย่าง ถ้าขืนไปโปรดสัตว์แบบนั้น ผู้ที่จะรับเนื้อหาสัจธรรมเขายังไม่พร้อม ยังไม่ถึงวาระจริงๆ การโปรดก็ไม่เกิดขึ้น จะกลายเป็นการใช้ทิฏฐิชนทิฏฐิเสียมากกว่า การโปรดที่แท้จริงจะเริ่มต้นของมันเองเมื่อ ถึงวาระของแต่ละดวงจิตที่จะได้คลี่คลายจากสัจธรรม อันเป็นเหตุให้เกิดการโปรดสัตว์ขึ้น

อย่างที่หลวงพ่อฯไปโปรดสัตว์นอกสถานที่บ่อยๆ ก็เพราะมีเหตุที่จะต้องพาลูกศิษย์ทั้งหลายไปโปรด ท่านก็จะเรียกคนนั้นคนนี้ไปบ้าง เพราะบางทีอยู่วัด ท่านก็ไม่ค่อยมีเวลาที่จะโปรดศิษย์เป็นการเฉพาะตัว จะได้ให้ธรรมที่เหมาะกับแต่ละคนในระหว่างที่ขึ้นรถลงเรือนั่นแหละ คนที่เคยไปโปรดสัตว์กับหลวงพ่อก็จะเข้าใจตรงนี้ดี หรือบางทีก็มีเหตุจากภาคทิพย์อัญเชิญไปบ้าง ถึงเวลาที่จะต้องคลี่คลายปลดปล่อยจิตญาณในพื้นที่ต่างๆบ้าง หากไม่มีเหตุ ก็ไม่มีอะไรต้องสะท้อนดับเหตุหรือคลี่คลายกรรม หรือยุติกรรมให้จิตญาณทั้งหลาย

อย่างบทความในเว็บนี้ก็เช่นกัน มันก็ล่องลอยของมันอยู่อย่างนั้น หากไม่มีใครมาอ่าน มาแชร์ มันก็ไม่มีตัวตนจริงๆขึ้นมา จวบจนกระทั่งมีผู้ที่ถึงวาระได้เข้ามาอ่าน แล้วคลี่คลายตาม คลายจากจิตจากใจของตนเอง การโปรดฯจึงเกิดขึ้น ณ ตรงนั้นเอง ของมันเอง แต่ถ้าคนที่ยังมีกรรมปิดบังอยู่ได้มาเจอเข้าโดยการชักจูงด้วยความปรารถนาดี จากการที่เราพยายามจะโปรดฯ พยายามจะยัดเยียดเนื้อหาที่เราคิดว่าดีให้ บางทีอ่านไปก็วิเคราะห์วิจัยวิจารณ์ไป คุ้ยแคะจับผิดจับถูกไป กลายเป็นกรรมปิดบังสัจธรรมยิ่งขึ้นไปอีก เรื่องสัจธรรมนี่ ถ้าไม่น้อมมาก็ไม่ต้องไปคุยให้เสียเวลาครับ ปล่อยไปก่อน อย่างนี้ก็คือการโปรดเหมือนกัน

ทุกอย่างล้วนมาเหตุปัจจัยของมันเองอยู่แล้วทั้งสิ้น ไม่ต้องร้อนใจที่จะไปโปรดฯใคร เดี๋ยวจะมีมาให้โปรดเองโดยอัตโนมัติ เพียงแต่ให้ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมเอาไว้ แล้วการโปรดฯจะเป็นไปเอง อัตโนมัติของมันเอง ตามเหตุปัจจัย อย่าง วาระของแต่ละดวงจิต บุญกรรมสัมพันธ์ของแต่ละดวงจิตที่เกี่ยวข้องกับผู้โปรดฯนั้นๆ ไม่ใช่ว่าจะโปรดได้ทุกคนนะครับ การโปรดสัตว์นี้จะเป็นไปเอง คัดเลือกคนที่จะเข้ามาคลี่คลายเองโดยอัตโนมัติ โดยที่เราไม่รู้กลไกเบื้องหลังด้วยซ้ำไป

ผมเอง ปกติใช้ชีวิตประจำวัน ผมก็ไม่ได้พูดสัจธรรมใส่ทุกคนที่เจอนะครับ คนส่วนใหญ่ก็เห็นผมเป็นพ่อของลูกบ้าง เป็นเพื่อนบ้าง เป็นเป็นผู้ชายธรรมดาที่แต่งตัวโทรมๆบ้าง เป็นไอ้เบื๊อกบ้าง เป็นลูกค้าบ้าง ตามแต่สมมติจะปิดบังเอาไว้ เราก็สัมผัสสัมพันธ์ไปตามปกติ นั่นก็คือการโปรดอย่างหนึ่ง ส่วนการพูดสัจธรรมนั้นจะเป็นไปเอง มีวาระของมันเอง ผู้ที่จะเข้ามาพบสัจธรรมก็จะน้อมมาเอง โดยที่เราไม่ต้องวิ่งเข้าไปหา หรือเข้าไปยัดเยียดให้เขาเลย ดูเหมือนจะหยิ่งนะครับ แต่ไม่ใช่ มันเป็นเรื่องวาระของแต่ละคนที่จะน้อมเข้ามา ด้วยเหตุนี้ ผมจึงไม่ขอใครเป็นเพื่อนก่อนสำหรับบัญชีเฟสบุคของผมทั้งสองอัน แม้จะมีใครแนะนำให้เพิ่มคนโน้นคนนี้เป็นเพื่อนก็ตาม (บัญชีของผมในเฟสบุคนั้นเปิดเป็นสาธารณะทั้งสองอันครับ ใครก็เห็นได้ ยกเว้นพวกที่ผมบล็อคเอาไว้เนื่องจากจะเป็นกรรมต่อกันมากเกินไป ในลักษณะหมิ่นองค์คุณกับพวกหลงญาณคิดว่าตัวเองเป็นองค์นั้นองค์นี้)

อีกอย่างคือการโปรดสัตว์ไม่ใช่การสะสมแต้ม ที่จะต้องโปรดให้ได้เยอะๆจะได้ไม่ล้าหลัง ทุกอย่างเป็นไปตามบารมีและบริวารที่พ่วงพันกันมาต่างหาก หากไม่มีบารมีสัมพันธ์กันมา เขาก็ไม่น้อมเข้ามาหรอกครับ จะบอกให้เลยว่าเห็นบางท่านเงียบๆ พูดสัจธรรมไม่ได้ ได้แต่ไปตามจุดต่างๆของวัดแล้วพาจิตญาณขอขมากรรมและหยาดน้ำให้ เท่านี้ก็มีจิตญาณสว่างไสวตามมากมายแล้ว หรือบางคนเห็นวิบากกรรมเยอะๆ แต่อาศัยว่ายอมในทุกกรณีกรรม พอยอมแล้วเจ้ากรรมนายเวรคลายตาม น้อมขอขมากรรมตาม ปลดล็อกกรรมซึ่งกันและกันเสร็จ ก็อโหสิกรรมสว่างไสวกันไป อย่างนี้ก็เป็นการโปรดนะครับ

ดังนั้นก็ไม่ต้องรีบร้อนกลัวจะล้าหลังอะไร ยิ่งรีบร้อนจะยิ่งล้าหลัง ยอมให้หมดใจเสียก่อน สว่างไสวในสัจธรรมเสียก่อน แล้วการโปรดจะพริ้วไหวเป็นไปโดยอัตโนมัติไปเอง ไม่ต้องไปพะวักพะวงว่าจะล้าหลัง เพราะถ้ามีตัวตนซ้อนในการโปรดหรือมีเงื่อนไขในการโปรดแล้ว มันจะรังแต่สร้างกรรมกันอย่างเดียวนั่นแหละที่เรียกว่าล้าหลังจริงๆ

บัดนี้สัจธรรมได้เปิดขึ้นแล้ว อะไรจะมาฉุดก็ไม่อยู่ ไม่ต้องไปทำสเต็ป เริ่มจากโลกียธรรมก่อน 1 2 3 4... อะไรเลย ก็ให้สัจธรรมไปตรงๆไม่ต้องคิดแทนสัตว์ว่าจะรับได้หรือไม่ แบบนั้นมันก็ยังกรรมบังตัวเอง และแม้กระทั่งหมู่มารที่พยายามจะขัดขวางการโปรดสัตว์ในช่วงที่ผ่านๆมาก็จะทนต่อเนื้อหาสัจธรรมไม่ได้ไปเอง แม้ไม่รับฟัง ยังดื้อ ยังทิฏฐิมานะจัด ก็จะถูกกรรมตีกลับอย่างหนักจนทนไม่ได้และสลายความเป็นมารไปเองในที่สุด

No comments:

Post a Comment