Tuesday, February 25, 2014

ความดำรงอยู่และไม่มีอยู่ของสรรพสิ่ง

ถ้ายืนยันว่าไม่มีก็ไม่ต้องดื่ม(ฮา)
ได้ยินจากญาติธรรมท่านหนึงถึงบทสนทนาธรรมแปลกๆของคู่สนทนาสองคน ดังนี้ครับ

คนที่ 1: แก้วน้ำนี้ไม่มีจริง
คนที่ 2: จะไม่มีได้ยังไง ก็เห็นตั้งอยู่ตรงนั้นชัดๆ

ที่เหลือผมไม่รู้แล้วว่าคุยต่อกันยังไง แต่ถ้าสองท่านนี้นั่งสนทนาอยู่ใกล้ๆผม อาจโดนสอย(ฮา)8

การสนทนาธรรมกันแบบนี้ ไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรมนะครับ สัจธรรมไม่ใช่หลักปรัชญาที่จะมาถกเถียงหาถูกผิดกันได้ ซึ่งหากถ่ายทอดไม่เคลียร์ พูดให้เกิดแง่มุม หรือเอาสัจธรรมไปขบคิดปรุงแต่งด้วยตรรกะ สุดท้ายก็จะออกมาประมาณข้างบนนี้ล่ะครับ คือได้แต่อนุมานเอาจากที่คิดเอาเอง แล้วก็หลงไปเอง

ปัญหาไม่ใช่อยู่ที่แก้วน้ำว่ามีหรือไม่มี

เพราะการมีอยู่หรือไม่มีอยู่นั้น อ้างอิงการรับรู้ (Perception) ทั้งคู่ และการรับรู้ทั้งหมดทั้งมวลนั้นก็หมายถึง โมหะอวิชชาที่ซ้อนรู้ เป็นตัณหาอุปาทานซ้อนในสรรพสิ่งอันเป็นมายาอีกทีหนึ่ง พูดง่ายๆว่า "มี" ก็อุปาทานจนเกิดภพชาติ "ไม่มี" ก็อุปาทานจนเกิดภพชาติเช่นกัน ซึ่งถ้าเกิดภพเกิดชาติเมื่อไหร่ก็จะต้องกลับมาถกเถียงกันอยู่อย่างนี้ใช้กรรมไปเรื่อยๆไม่จบสิ้น

สัจธรรมจริงๆจึงนำมาสนทนากับแบบข้างต้นไม่ได้เลย จะมีก็ช่างมัน ไม่มีก็ช่างมัน ไม่ใช่ที่มีหรือไม่มี ถ้าเข้าใจตามนี้จริง ตรงตามเนื้อหานี้จริง ก็จะไม่มีอุปาทานในรู้ในเห็น ที่จะหยั่งลงจนเกิดเป็นจิตเป็นภพเป็นชาติได้เลย นี่เองที่เรียกว่า "ว่างจากตัวตน" ซ้อนในสรรพสิ่งทั้งหลาย หรือที่เรียกว่านิโรธนิพพานนั่นเอง ถ้าตรงแบบนี้น่ะ มีก็ไม่ใช่อะไร แต่การไปปฏิเสธเลยทันที คืออาการของคนที่พยายามจะตรงต่อสัจธรรม(แต่ไม่ตรง) ทั้งๆที่สัจธรรมไม่ใช่การปฏิเสธสรรพสิ่งทั้งหลาย เพียงแค่ไม่อุปาทานจนเกิดภพเกิดชาติไปกับมัน

เมื่อไม่หยั่งลงเป็นภพเป็นชาติแล้ว สรรพสิ่งทั้งหลายจะมีหรือไม่มี ก็จะไม่หลงไปขัดแย้งกับอะไรอีก จะมีก็เรื่องของมัน จะไม่มีก็เรื่องของมัน มีเหมือนไม่มี เพราะเป็นความมีความเป็นชั่วคราวที่เป็นไปแค่อาศัยเท่านั้น ขืนมานั่งเถียงกันว่าสิ่งใดมีหรือไม่มี นอกจากจะเป็นอุปาทานแล้ว ก็ยังเกิดกรรมในการถกเถียง และแถมด้วยทิฏฐิมานะซ้อนในธรรมซ้ำเข้าไปอีก

การสะท้อนสัจธรรมจริงๆจึงไม่สามารถขึ้นต้นด้วยคำถามในลักษณะนี้ได้เลย เพราะมันจะกลายเป็นการชวนให้วิเคราะห์ วิจัย ค้นคว้า อธิบายด้วยตรรกะไป หลงปรุงแต่งในธรรมไป กลายเป็นกรรมที่ปิดกั้นปิดบังทั้งต่อคนถามและคนถูกถามไปด้วยพร้อมๆ ไม่ได้มีเนื้อหาที่ตรงต่อสัจธรรมจริงๆ

ซึ่งคำว่าตรงต่อสัจธรรมนั้น ก็คือให้มันว่างจากโมหะตัณหาอุปาทานซ้อนลงในกายในใจเอาไว้แค่นั้นเอง ไม่ใช่แค่ความเข้าใจว่าสัจธรรมคืออะไร แบบไหน ไม่ใช่ตรงที่มีหรือไม่มีสรรพสิ่ง ไม่งั้นก็จะมีการอวดโง่อวดฉลาดตามมา แล้วนิพพานก็ไม่ใช่ว่างอย่างยิ่งด้วย เพราะขืนพูดแบบนั้น เดี๋ยวคนอ่านคนฟังจะไปค้นหาอีกว่า นิพพานแล้วจะไปอยู่ไหน ว่างนี่ว่างแบบเวิ้งว้างหรือไม่อย่างไร

เรื่องความดำรงอยู่ของสรรพสิ่งนั้น ให้เลิกเอามาเป็นหัวข้อสทนากันได้เลยครับ มันจะมีหรือไม่มีก็ช่างมัน แค่อาศัยชั่วคราวเท่านั้นเอง ไม่ใช่สาระอะไรที่ต้องมานั่งถกเถียงกัน จะได้ไม่ต้องไปหลงจริงจังกบเรื่องเล็กๆน้อยๆแบบนี้อีก

ส่วนผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมจริงๆ เขาไม่มานั่งคุยกันเรื่องสัจธรรมแล้วครับ เพราะสัจธรรมจริงๆมันก็ไม่ใช่อะไรทั้งสิ้น จบก็คือจบครับ เอาเวลาไปทำอาหารอร่อยๆกินจะดีกว่า (ฮา)

No comments:

Post a Comment