Thursday, February 20, 2014

การถ่ายเทพลังงานกรรมในสังสารวัฏ

ทุกอย่างในโลกธาตุนี้ล้วนแต่เป็นเพียงการสั่นสะเทือนของพลังงานทั้งนั้น ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนเราเขาแม้แต่นิดเดียว
ผมได้พูดถึงกระแสกรรมในสังสารวัฏไปแล้ว มาคราวนี้เราจะมาว่าด้วยการถ่ายเทพลังงานกรรม-วิบากกรรมกันหน่อยดีกว่า จะได้รู้ว่า ไอ้ที่มันวุ่นๆอยู่ทุกวันนี้มันมีที่มาจากตรงไหนกันบ้าง

กรรมและวิบากกรรมนั้นเป็นพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งสามารถถ่ายเทกันได้โดยสื่อและโดยตรง ซึ่งการถ่ายเทกรรมและวิบากกรรมโดยตรงนั้นเราพอจะรู้บ้างแล้ว คือมันมาจากการสัมผัสสัมพันธ์กับคู่กรณีกรรมหรือผู้ที่มีกรรมสัมพันธ์โดยตรง อย่างเช่น คนในครอบครัว เพื่อนร่วมงาน  ญาติ เพื่อน หรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์ก็ตาม ล้วนแล้วแต่มีส่วนเกี่ยวพันกันเป็นสังสารวัฏโดยรวม และการถ่ายเทของบุญกรรมทั้งนั้น

เราจะสังเกตเห็นได้ว่า ในบางครั้งที่เราอยู่กับใครบางคนหรือบางกลุ่ม มักจะเกิดเรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ หรือไม่ก็นำความวุ่นวายมาให้เราแทบทุกครั้ง กับบางกลุ่มเราอยู่ด้วยแล้วอึดอัดกดดัน กับบางกลุ่มเราอยู่แล้วก็มีแต่ความเคลือบแคลงสงสัย แต่กับบางคนบางกลุ่ม เราอยู่ด้วยแล้วผ่อนคลาย โปรงโล่งเบา กับบางคนก็มีแต่ความสนุกสนานอย่างเดียวจนทำให้ลืมเรื่องอื่นๆไปหมด หรือผู้ที่มีอาชีพในการบรรเทาทุกข์ให้คนอื่นอย่างหมอ ตำรวจ นางพยาบาล ครู ฯลฯ เหล่านี้จะเป็นอาชีพที่รองรับวิบากผู้คนจำนวนมาก อย่างเวลาหมอรักษาคนไข้หาย วิบากกรรมของคนไข้ก็วิ่งเข้าไปอยู่กับหมอและพยาบาลแทน หากบุญบารมีไม่สามารถรองรับหน้าที่ตรงนั้นได้ผู้ที่เกี่ยวข้องอาจจะป่วยและตายเสียเองในที่สุด ก็แนะนำให้ขอขมากรรมและหยาดน้ำบ่อยๆเพื่อเคลียร์พลังงานวิบากที่วิ่งเข้ามาหาด้วยครับ

หรืออย่างเวลาเราไปช่วยเหลือเกื้อกูลคนอื่น นำพาคนอื่นให้พ้นจากทุกข์เฉพาะหน้า ด้วยเจตนาดี บางทีเราก็ต้องเป็นผู้รับวิบากนั้นๆเสียเองหากบารมีไม่รองรับกับการช่วยเหลือตรงนั้น

ผู้คนมีกรรมอย่างไรกระแสกรรมมันก็จะแผ่ออกมาแบบนั้นครับ เพราะกรรมทุกๆกรณีนั้นมันมี "ลายเซ็น" ของมันเอง เป็นเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น แต่ละคนก็จะมีลายเซ็นกรรมไม่เหมือนกัน แล้วแต่ส่วนผสมของกรรมว่าทำอะไรมามากน้อย แล้วกรรมไหนที่ส่งผลอยู่ ณ ตอนนั้น แต่สุดท้ายก็ไม่ใช่อะไรทั้งนั้น อัตตาตัวตนทั้งหลายที่ภูมิใจกันนักหนามันก็เป็นแค่กรรมเท่านั้น ไม่ใช่แม้กระทั่งตัวตนเราเขาด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุนี้เองที่องค์มหาบารมีทั้งหลาย ท่านจึงโปรดหมดทุกภาคส่วน เพราะท่านไม่แบ่งแยกว่าเป็นใคร ไม่มีคติหรืออคติกับใคร เพราะการโปรดสัตว์นั้นคือการคลี่คลายยุติกรรมให้กับสรรพสัตว์ไม่เลือกหน้า เพราะมันอนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีตัวตนจริงอยู่แล้ว คือหากมีกรรม ท่านก็พร้อมที่จะคลี่คลายให้หมด แม้กระทั่งคู่กรณีกรรมจากอดีตของท่านเองก็ตาม แต่วิธีการโปรดและวาระการโปรดนั้นก็จะแตกต่างกันไปไม่เหมือนกันในแต่ละกรณี

บางคนตอกย้ำกรรมของตนมากๆจนเกิดการปิดกั้นปิดบัง กลายเป็นการล็อคตายของทิฏฐิกรรม ให้ต้องจมใช้กรรมอยู่ตรงนั้น โดยที่กรรมไม่ค่อยได้ถ่ายเทไปไหน ใครช่วยก็ไม่ได้ อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมครับ (ซึ่งจะมีบรรยายธรรมอธิบายเรื่องนี้ในคราวต่อๆไป)

นอกจากนั้นยังมีการถ่ายเทกรรมในแบบที่เรามองไม่เห็นอีกด้วย นั่นก็คือการถ่ายเทพลังงานข้ามภพภูมิ อย่างเวลาเราไปบางสถานที่แล้วได้รับกระแสเวทนาจัดๆ บางที่ก็โปร่งโล่งเบา บางที่ก็ทำให้เราง่วงนอน สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆครับ แต่มันเกิดจากพลังงานกรรมของภพภูมิในพื้นที่นั้นๆถ่ายเทมาหาเรานั่นเอง ซึ่งถ้ามี "เรา" เข้าไปรับ เราก็จะไหลไปตามกระแสนั้นด้วย แต่ถ้าว่างๆไว้ ไร้ๆไว้ กระแสมันก็จะผ่านตลอดครับ ไม่ติดไม่หลุดไปกับมันด้วย

ส่วนการถ่ายทอดพลังงานกรรมผ่านสื่อนั้นก็มีครับ สามารถสังเกตได้ว่า บางบ้านบางคนที่เสพสื่อเยอะๆจะวกวนและเครียด ยิ่งถ้าเป็นข่าวความขัดแย้งทางการเมืองที่ตนมีส่วนช่วยลุ้นด้วย ก็จะเครียด กดดัน หดหู่ เพราะตนไปรับกระแสวิบากจากสื่อที่ส่งมา บางคนมีบ่นๆตอนดูข่าวการเมืองด้วยว่า ยิ่งดูยิ่งเครียด ก็นี่ล่ะครับ วิบากกรรมมันไปทั่วเพราะสื่อนี่ล่ะ เพราะฉะนั้นใครเสพสื่อเยอะๆก็พึงสังวรณ์ไว้ให้ดีว่าวันๆเราไปรับกระแสวิบากใครเขามาบ้าง เขาทุกข์เองก็พอแรงอยู่แล้ว แต่นี่กลับเอาวิบากคนอื่นมาแบ่งปันต่อกันไปอีก อันนี้ก็ไม่ไหวครับ

การถ่ายเทพลังงานกรรมเช่นนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาของสังสารวัฏ เพียงแต่ในปัจจุบันนั้นมันเกิดขึ้นมากและรุนแรงจนปั่นป่วนไปหมดก็เพราะพลังของสื่อออนไลน์ ซึ่งได้ก่อร่างขึ้นมาเป็นสังสารวัฏย่อยๆอีกมากมายหลายขุม

ปกติแล้วปุถุชนคนทั่วไปจะรับกระแสแห่งกรรมทิฏฐิเหล่านี้ได้เร็ว เพราะตัวเองก็อุปาทานเยอะอยู่แล้ว พอรับเร็วแล้วก็ติดพันไปกับกระแส ไม่สามารถนอกเหนือกระแสได้ ก็เลยบ้าๆบอๆไปกับกระแส จนเกิดเป็นทุกข์กับตัวเองขึ้น สื่อออนไลน์ทุกวันนี้จึงกลับกลายเป็นการแพร่กระจายของทุกข์เวทนาให้รุนแรงและรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

ส่วนอริยบุคคลและผู้โปรดสัตว์นั้น ท่านสามารถนอกเหนือกระแสได้ หมายถึงว่าท่านไม่ติดไม่หลุดไปกับมันในท่ามกลางกรรมวิบากนั้นๆ แต่รู้ว่ากระแสมันเป็นยังไง และถ้ามีจังหวะโปรดฯก็สามารถที่จะ "ดับกระแส" ได้ด้วย แต่ท่ามกลางความรุนแรงของวิบากกรรมออนไลน์นั้น แค่ชะลอกระแสวิบากได้ก็เก่งแล้วครับ ต้องปล่อยให้ใช้วิบากกันไปเต็มที่ก่อน

การถ่ายเทกรรมวิบากอีกอย่างหนึ่งที่คนส่วนใหญ่ยังไม่ค่อยรู้ก็คือ การถ่ายเทผ่านการทำบุญทำทาน ซึ่งการสละออกเพื่อทำบุญทำทานนั้น วิบากส่วนหนึ่งก็จะถูกถ่ายเทไปกับบุญทานนั้นด้วย ผู้ที่ทำบุญทำทานบ่อยๆจึงคลี่คลาย ผ่อนคลาย ส่วนเนื้อนาบุญที่เป็นผู้รับบุญทานนั้น ก็จะได้รับการถ่ายเทวิบากจากบุญทานนั้นแทน แต่ก็แค่ส่วนหนึ่งนะครับ ยังไม่สามารถเคลียร์วิบากกรรมได้หมดเสียทีเดียว

ด้วยเหตุนี้เอง หากผู้ที่เป็นเนื้อนาบุญนั้นไม่ได้เป็นแบบอย่างแห่งการสละจริงๆ วิบากกรรมที่ไปสะสมไว้จากการรับบุญทานอาจจะทำให้เกิดปัญหาได้ในภายหลัง อย่างการให้สัจธรรมในเว็บแห่งนี้และเว็บที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก็เป็นส่วนช่วยให้เกิดการคลี่คลายในสังสารวัฏของผู้คนทั้งหลาย วิบากกรรมของแต่ละท่านก็จะออนไลน์มาที่ผู้ถ่ายทอด หากไม่เรียบไร้หรือตรงต่อสัจธรรม หรือไม่ยอมเคลียร์กรรมวิบากเหล่านั้นด้วยการพาขอขมากรรม พาประกาศสละประกาศถอน และชดใช้หนี้กรรม รวมถึงการหยาดน้ำบ่อยๆ ผู้ถ่ายทอดก็จะมีปัญหาติดขัดเสียเอง เพราะวิบากกรรมที่มาสุมกองไว้ไม่ได้รับการคลี่คลายชำระตามที่ควรจะเป็น งานในลักษณะนี้ก็คือการโปรดสัตว์อีกแบบหนึ่ง

เวลาทำบุญก็แนะนำว่าให้ทำทิ้งครับ ทำแบบสละไม่ต้องเอาอะไร ไม่ต้องไปคิดว่าเลือกทำให้กับพระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบเท่านั้นแล้วจะได้บุญเยอะ ทำบุญทำทานก็ทำให้แก่พระสงฆ์ทั้งหมดทั้งมวล อันหมายถึงพระสงฆ์ที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม ตรงต่อเนื้อหาแห่งการสละที่แท้จริง อย่าไปจดจ่อว่าให้พระรูปนั้นรูปนี้ ส่วนพระสงฆ์ที่ได้รับบุญทานนั้นๆแล้ว หากทำตัวไม่เหมาะสม ไม่ตรงต่อการปลงการวางอันเป็นเนื้อหาของสงฆ์ เดี๋ยวก็จะมีปัญหาเองครับ ไม่ต้องไปจับผิดจับถูกท่านหรอก วิบากกรรมตรงนั้นจะจัดสรรให้เองเลย

มีบางกรณีเหมือนกันที่หลายท่านไปทำบุญเพื่อหวังว่าบุญจะช่วยให้ออกจากความลำบากยากเข็ญหรือความเจ็บป่วยในปัจจุบัน แต่ยิ่งทำก็ยิ่งไม่คลาย เพราะไปมีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์กำกับซ้อนลงไปในการทำบุญทานนั้นๆ มันก็จะให้ผลเหมือนกับการไปจองบุญเอาไว้ใช้ในชาติต่อๆไป ไม่ได้เป็นการสละที่แท้จริง ด้วยเหตุนี้เองที่ทำให้บางท่าน ทำบุญมากมายยังไง เจ้ากรรมนายเวรก็ยังไม่ลดละเลิกรา เพราะทำบุญเข้าตัวเองอย่างเดียว ไม่สละออก ไม่เกื้อกูล เจ้ากรรมนายเวรจึงไม่ได้รับบุญนั้น วิบากกรรมที่ให้ผลนั้นจึงไม่คลี่คลายออก บางคนใกล้จะตายเพราะโรคร้าย เร่งทำบุญใหญ่ สุดท้ายก็มาบ่นว่าบุญก็ไม่ช่วยอะไร ก็ทำเอาเข้าตัวนี่ครับ ไม่ได้ให้เจ้ากรรมนายเวรเขามีส่วนในการสละ แบบนี้เขาก็ไม่อโหสิให้หรอก

กระแสกรรมทั้งหลายที่ถ่ายเทกันในสังสารวัฏแห่งสรรพสัตว์นั้น มันก็ถ่ายเทของมันไปตามกรรม ตามธรรมปกติครับ เพียงแต่ว่าหากเราจับกระแสวิบากตรงไหนได้ก็ไม่ต้องไปอุปาทานหรือเอ๊ะอ๊ะกับมัน เพราะสุดท้ายมันก็ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่เรา ไม่ใช่เขา วิบากกรรมเข้ามาเราก็ยอมไป อโหสิไป ซึ่งการยอมนั้นก็เป็นการโปรดสัตว์อย่างหนึ่ง ที่แสดงให้เจ้ากรรมนายเวรเขาสัมผัสได้ว่าเราสละแม้กระทั่งกายใจตนเอง เจ้ากรรมนายเวรเขาจะได้อานุภาพในการคลี่คลายนั้น แล้วน้อมมาทันที จิตอาฆาตมาดร้ายจะอ่อนลง เราก็อโหสิไป กล่าวอโหสิ สามครั้ง แล้วกล่าวให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลายได้มีส่วนในสัจธรรมการคลี่คลายนี้ไปตลอดกาล ทีนี้อานุภาพจะคลี่คลายเจ้ากรรมนายเวรได้โดยตรงเลย แล้วก็จะคลี่คลายไปด้วยกันในที่สุด

การน้อมก็เป็นสิ่งที่สำคัญ บางท่านไปอยู่ต่อหน้าหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตด้วยจิตที่น้อมตามท่านอย่างหมดใจ แม้ท่านยังไม่ได้พูดอะไรก็คลายออกแล้ว เพราะอานุภาพแห่งสัจธรรมไปช่วยสลายอุปาทานในธาตุขันธ์ของผู้นั้นได้ทันที แต่สำหรับบางท่านที่ฟังหลวงพ่อในลักษณะของการจับผิดจับถูก ฟังแล้วไปตอกย้ำในทิฏฐิความเห็นความหมายของตนเอง อย่างนี้ต่อให้ท่านเทศน์ให้ฟังไปทั้งชาติหรือแม้กระทั่งไปเจอพระพุทธเจ้าองค์จริงก็ไม่คลายหรอกครับ เพราะกรรมมันปิดบังตัวมันเองอยู่

การหยาดน้ำก็เป็นสิ่งจำเป็นในการอทิศบารมีให้กับสังสารวัฏโดยรวมเช่นกัน ก่อนจะเทน้ำก็กล่าวให้ทุกภาคส่วนได้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีในสัจธรรมโดยทั่วกัน แล้วก็เทน้ำไปแบบว่างๆ กว้างๆ ไม่ต้องกำหนดอะไร เดี๋ยวก็จะคลี่คลายไปพร้อมกันหมดไปเองครับ
การยกระดับขึ้นสู่มิติที่ 5 ที่มีกระแสไปทั่วโลกนั้นก็คือการเข้าสู่ยุคธรรมศิวิไลนั่นแหละครับ

การคลี่คลายและยุติวงจรกรรมนั้นเป็นงานของผู้โปรดสัตว์ ไม่ใช่การไปเพิ่มกรรมให้กับสัตว์ หรือเอากรรมไปแก้กรรม ซึ่งจะยิ่งบานปลายไปกันใหญ่ และถ้าสามารถลดพลังงานกรรมลงได้มากเท่าไหร่ ความอึดอัดขัดเคืองของผู้คนและสังสารวัฏทั้งหลายก็จะบรรเทาเบาคลายไปเอง

ช่วยกันเคลียร์กรรมเท่าที่ทำได้ ก็จะเป็นการโปรดสัตว์ร่วมกันไปทั้งระบบ ตอนนี้เราอยู่ในช่วงเปลี่ยนยุคไปสู่ยุคธรรมศิวิไล วิบากกรรมทั้งหลายจึงตีขึ้นมาให้เคลียร์กันมากหน่อย ใครที่ได้มาเจอสัจธรรมก็ไม่ลำบากมากนัก ยังพอจะคลี่คลายตัวเองได้ ส่วนใครที่ไม่ได้มาเจอสัจธรรมก็จะหนักหน่อย เพราะไม่มีตัวช่วย ก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทำไมเวทนาในทุกวันนี้มันถึงจัดจ้านไปหมด ซึ่งถ้าเราช่วยเคลียร์กรรมกันได้มากเท่าไหร่ เราก็จะเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคธรรมศิวิไลได้เร็วขึ้นเท่านั้น ซึ่งยุคธรรมศิวิไลนั้นพลังงานกรรมจะน้อยกว่ายุคปัจจุบันเยอะครับ จากนี้ไปวิบากกรรมก็จะค่อยๆเบาบางลง อีกหน่อยก็จะอยู่กันแบบเบาๆคลายๆ ไม่ต้องเป็นพันธะภาระผูกพันกับการเป็นการอยู่เหมือนเช่นในปัจจุบันครับ

1 comment: