Monday, February 3, 2014

กระแสพลังงานกรรมในสังสารวัฏ


บทความนี้จะว่าด้วยกรรมและวิบากกรรมในฐานะของพลังงานที่กระจายตัวอยู่ในสังสารวัฏกันครับ ซึ่งทีแรกก็คิดอยู่ว่าจะจัดบทความนี้เอาไว้ในสื่อชุด "โลกธาตุ สังสารวัฏ และศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์" ดีไหม เพราะมีเรื่องอจิณไตยพอสมควร แต่ว่าไปแล้วมันก็เกี่ยวกับเรื่องกรรมล้วนๆ เลยจัดมันเอาไว้ในสื่อชุด "กรรมและการชดใช้หนี้กรรม" ก็แล้วกัน

โดยลักษณะและคุณสมบัติของพลังงานกรรมนั้น ก่อให้เกิดความร้อน การเสียดสี แรงเสียดทาน ความอึดอัดขัดเคือง และความยุ่งเหยิงปั่นป่วน ไม่ว่าจะเป็นช่วงที่กระทำหรือช่วงที่รับผล(วิบาก)ของกรรมนั้นๆ โดยสรุปง่ายๆคือ กรรมเป็นของร้อนเพราะมันเป็นพลังงานอย่างหนึ่ง ซึ่งสรรพธาตุหรือสรรพธรรมทั้งหลายที่ถูกพลังงานกรรมกระทำเข้าไป มันก็จะมีอันต้องเคลื่อนไหว ยักย้ายถ่ายเทเพื่อที่จะกลับคืนสู่ "สถานะเดิม" ที่ไม่มีอะไรไป อะไรมา ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่ติดไม่หลุดอยู่แล้วนั่นเอง

แม้กระทั่งกรรมดีที่คนทำรู้สึกว่าเย็น แต่จริงๆมันไม่ได้เย็นนะครับเพียงแต่มันร้อนน้อยกว่า อึดอัดน้อยกว่ากรรมชั่วเท่านั้นเอง ไม่เชื่อลองไปถามเทวดาที่ต้องอยู่เฝ้าวิมานนานๆเป็นกัลป์เป็นกัปป์สิครับว่าน่าเบื่อแค่ไหน

กระแสพลังงานกรรมนั้นไม่ได้มีอยู่แค่ในภาคหยาบอย่างมนุษย์ แต่ยังเป็นกระแสกรรมที่ไหลเวียนอยู่ในมิติของภาคทิพย์ต่างๆด้วยแล้วแต่ว่ากรรมเหล่านั้นจะไปตกค้างอยู่ที่ใดบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น ในโรงพยาบาลเก่าๆ หรือสถานที่ ที่เคยเป็นสมรภูมิรบซี่งมีคนตายเยอะๆ ก็จะมีวิบากของภาคจิตญาณที่ยังไม่ออกจากพื้นที่ คอยส่งกระแสเวทนาออกมาอยู่เรื่อยๆ ซึ่งคนทั่วไปจะรับกระแสวิบากหรือกระแสเวทนานี้ไม่ได้ หรือได้ก็ไม่ชัดเจนนัก เพราะตัวเองก็กรรมเยอะพอๆกับกระแสภายนอกที่ไหลเวียนอยู่นั่นเอง

สำหรับผู้ที่คลี่คลายจากสัจธรรมจนเกิดความรู้สึก โปร่ง โล่ง เบา ในกายในใจตน นั่นก็เพราะเป็นการคลายจากการยุติกรรมในภายใน กรรมที่เคยตอกย้ำ กดทับกดดันกายใจอยู่จึงเบาบางลง เมื่อพลังงานกรรมที่ซ้อนกายซ้อนใจเบาบางลง มันจึงโปร่งโล่งเบาอย่างที่รู้สึก แต่นั่นก็ยังไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรม มันเป็นแค่สัญญาณภายนอกที่บ่งบอกว่ามันเริ่มคลายออกจากการตอกย้ำอัตตาแล้วเท่านั้นเอง

เปรียบเทียบกับคนที่มีอารมณ์เครียดก็ได้ครับ คนที่เครียดนี่ จะรู้สึกกดดัน ปวดหัว ตัวหนักๆ มีอะไรกดทับบนบ่า บ้างก็ตัวเย็นเยียบ บ้างก็ร้อนรุ่มอยู๋ข้างใน รู้สึกหดหู่ห่อเหี่ยว ไม่มีเรี่ยวแรง มองอะไรก็จริงจังไปหมด นี่ก็เพราะกรรมจากการตอกย้ำอารมณ์ทำให้แรงกรรมหนักหน่วงมาก เมื่อกรรมกดทับกดดันธาตุขันธ์มาก โรคภัยไข้เจ็บก็ตามมา กลายเป็นโรคเครียด อายุสั้นลง อย่างที่เคยมีพุทธทำนายว่า อายุมนุษย์จะสั้นลงเรื่อยๆ นั่นก็เพราะความเครียดที่หลงเอาจริงเอาจังกับโลกเยอะเกินไป ต่อให้การแพทย์ดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะมันมีแต่ความอึดอัดกดดันในตัวเองตลอดเวลา

นอกจากนั้นเราอาจจะเคยได้ยินว่า บางพุทธันดรนั้น มนุษย์จะมีอายุยืนยาวเป็นหมื่นๆปี อันนี้ก็เป็นได้ครับ ขึ้นอยู่กับบารมีธรรมของพระพุทธเจ้าในกัปป์นั้นๆว่าจะคลี่คลายกรรมให้สัตว์โลกได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งพุทธันดรไหนที่สัตว์โลกมีกรรมน้อยๆ อยู่อาศัยบนโลกกันโดยธรรม แบบไม่อะไรกับอะไร อยู่กันแบบพอ(ไม่ใช่แค่พอเพียง) มนุษย์ก็จะมีอายุยืนยาว เพราะใช้ชีวิตสอดคล้องกับธรรมชาติ ไม่มีกรรมกิเลสซ้อน ไม่พุ่งตามกิเลสตัณหามากจนเกินไปเหมือนยุคสมัยปัจจุบัน กรรมจึงไม่กดทับกดดันกายใจมาก วิบากก็ไม่แทรกแซงธาตุขันธ์มาก จึงทำให้แก่ช้า ไม่เจ็บป่วย และอยู่กันยาวๆเป็นหมื่นๆปี

ผู้ที่คลี่คลายจนกระทั่งตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมบ้างแล้วนั้น ความเครียดก็จะหายไป อาการอึดอัดกดดันก็หายไป โรคภัยไข้เจ็บก็จะทุเลาลง กระแสกรรมที่ซ้อนในกายในใจจะลดลงจนกระทั่งสามารถรับกระแสความเปลี่ยนแปลงของพลังงานกรรมภายนอกได้ เช่น บางคนรู้สึกมืนตึ้บตอนที่เข้าไปในโรงพยาบาลเก่าๆ เพราะรับกระแสเวทนาของผู้ที่ตายและดวงจิตยังตกค้างอยู่ในพื้นที่บ้าง รู้สึกอึดอัดกดดันเมื่อเข้าไปอยู่ในที่ชุมนุมซึ่งกำลังอยู่ในอารมณ์ต้องตั้ง รู้สึกปวดหัวเมื่อต้องสนทนากับคู่สนทนาที่ต้องตั้งใส่มากๆ หรือ อย่างที่ผมเคยเจอตรงลานธรรมวัดร่มโพธิธรรมเมื่อ 2-3 ปีก่อนคือ มันเหมือนมีพลังงานบางอย่างมากดทับตอนที่นั่งฟังเทศน์อยู่ จนทำให้ง่วงนอน มารู้ทีหลังว่าเป็นพลังตบะ(กรรม)ของเหล่านาคาที่มานั่งฟังหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะเทศน์ในช่วงเช้า (หลังๆไม่มีแล้วนะครับ คลี่คลายกันไปหมดแล้ว)

กระแสกรรมวิบากและเวทนาที่ตกค้างในพื้นที่ต่างๆที่มีคนตายมากๆเมื่อครั้งอดีต ก็ยังมีตกค้างอยู่จนปัจจุบัน เพราะคนที่ตายจากอุบัติเหตุ การฆ่าฟันกัน หรือภัยพิบัติทั้งจากน้ำมือมนุษย์หรือธรรมชาตินั้น ส่วนมากจะตายลงอย่างทุกข์ทรมาน และยังยึดติดในสภาพก่อนตายมาก ทำให้เกิดเป็นอสุรกาย ซึ่งไม่มีกำลังที่จะออกจากพื้นที่ไปเกิดในภพภูมิปกติ ก็ต้องวนเวียนใช้กรรม ใช้วิบากเวทนาในบริเวณนั้นจนกว่าจะหมดกรรม มันจึงมีกระแสวิบากเวทนาของจิตญาณเหล่านี้ ล่องลอยอยู่ในบริเวณนั้นตลอดเวลา ซึ่งกระแสพลังงานเหล่านี้ก็จะส่งผลต่อคนในภาคหยาบครับ คือบางทีก็เหนี่ยวนำให้เกิดอารมณ์ที่พลุ่งพล่านราวกับอยู่ในสนามรบหรือในการต่อสู้อะไรสักอย่างหนึ่ง บ้างก็เหนี่ยวนำให้เกิดอารมณ์ทุกข์หดหู่ขึ้นมาซะงั้น บ้างก็สร้างความปั่นป่วนให้เกิดการทะเลาะเบาะแว้งให้กับคนที่ไปอยู่ในพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาว่า มีบางบ้านที่มีคนตายด้วยความพยาบาทอยู่จนกลายเป็นบ้านผีสิง ทำให้คนที่เข้าไปอยู่ทีหลังต้องได้รับความวิบัติตามมา อันนี้ก็เป็นกระแสวิบากและเวทนาของจิตญาณที่ตายด้วยความคับแค้นอย่างรุนแรงนั่นเอง

ขณะที่บางพื้นที่มีภาคทิพย์อย่างเทวดาซึ่งสว่างไสวในสัจธรรมแล้วดูแลอยู่ พื้นที่ตรงนั้นก็จะให้ความรู้สึกที่โปร่งโล่งเบาสบายน่าอยู่อาศัย ใครไปทำอะไรที่ผิดทำนองคลองธรรมมากๆก็จะอยู่ไม่ได้

ส่วนสถานที่ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติมากๆ ยังไม่มีมนษย์เข้าไปรุกล้ำมากนักก็จะมีพลังความคลี่คลายของธรรมชาติที่มันคลายตัวมันเองอยู่แล้วตลอดเวลาปกคลุมอยู่ ช่วยให้เราคลี่คลายจากการต้องตั้งได้ง่ายขึ้น นี่เป็นเหตุให้คนส่วนใหญ่ชอบหนีไปเที่ยวธรรมชาติกันมาก ยิ่งโลกมันกดดันมาก คนก็จะยิ่งโหยหาธรรมชาติมากขึ้น ซึ่งก็เป็นปกติของทุกคนที่พยายามจะแสวงหาความคลี่คลายนั่นแหละครับ

ที่วัดร่มโพธิธรรมเองก็มีอานุภาพความคลี่คลายแห่งมหาสุญญตาอยู่ ทำให้คนที่ไปอยู่วัด หรือแม้แต่ได้ไปฟังธรรมแค่ไม่กี่วันก็จะได้สัมผัสกับอานุภาพความคลี่คลายจากภาคทิพย์และภาคหยาบที่สว่างไสวแล้วจำนวนมาก เป็นกำลังร่วมกันในการช่วยกันคลี่คลายให้กับญาติโยมที่เข้าไปในวัดไปโดยอัตโนมัติ

ผมเองเคยพาภาคทิพย์ในพื้นที่ธรรมชาติบางแห่งขอขมากรรม และหยาดน้ำให้ไปด้วย ซึ่งระหว่างที่ขอขมากรรมนั้นเองก็เกิดอาการขนลุกซู่ๆเป็นระยะๆ ขนาดที่ตอนนั้นเป็นช่วงบ่ายที่อากาศค่อนข้างร้อนด้วยซ้ำ อย่างนี้ก็เป็นกระแสของภาคทิพย์ที่เราสัมผัสได้ครับ

พลังงานกรรมส่วนที่ตกค้างอยู่ในสังสารวัฏส่วนใหญ่เป็นกระแสพลังงานที่ไม่ดี เพราะเกิดจากทุกขเวทนา แรงโทสะ แรงพยาบาทอาฆาตจองเวรต่อกันและกัน ก่อให้เกิดความปั่นป่วนให้กับโลกธาตุโดยรวม เหนี่ยวนำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆนานามากมาย จึงต้องมีการเคลียร์กระแสพลังงานกรรมและเวทนาเหล่านี้ให้หมดไปหรือลดน้อยลง ดังที่เราจะเห็นว่าหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะท่านได้เดินทางไปโปรดสัตว์ในที่ต่างๆ โดยเฉพาะพื้นที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีการฆ่ากันตายเยอะๆ หรือพื้นที่ๆมีการกักขังหน่วงเหนี่ยวจิตญาณบางภาคส่วนเอาไว้ในพื้นที่จำกัด ท่านก็จะไปปลดปล่อยให้ คลี่คลายให้ จนกระแสพลังงานกรรมในบริเวณนั้นได้รับการคลี่คลายลงจนเป็นปกติ

การคลี่คลายกรรมวิบากและเวทนาให้ภาคทิพย์ด้วยการพาขอขมากรรม พาประกาศสละ และชดใช้หนี้กรรม ก็เป็นการโปรดสัตว์อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญมาก เพราะมีจิตญาณที่ตกค้าง ไม่ได้ไปเกิดในระบบภพภูมิปกตินั้นมีมาก จนก่อให้เกิดความปั่นป่วนโดยรวมต่อสังสารวัฏ ซึ่งนอกจากจะก่อให้เกิดวิบากและเวทนากับภาคหยาบอย่างมนุษย์แล้ว ก็ยังทำให้มนุษย์สว่างไสวในสัจธรรมยากขึ้นด้วย เพราะกระแสกรรมที่ห้อมล้อมอยู่นั้น คอยจะดึงให้กลับไปสู่กระแสวิบากอยู่เรื่อยๆ

กระแสกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีอยู่เฉพาะตามสถานที่ต่างๆเท่านั้นนะครับ แต่ยังพบได้ในวัตถุต่างๆ เช่นของรักของหวงของคนตาย วัตถุมงคลที่ถูกปลุกเสกอัดพลังตบะ ฌาน ญาณเข้าไป วัตถุคุณไสยที่ถูกหมอผีกระทำเอาไว้ วัตถุที่สะกดจิตญาณคนตายเอาไว้ ภาพเขียน สื่อบันทึกเสียงเพลง หนังสือ วิดีโอ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็ล้วนป็นพลังงานกรรมที่ถูกอัดลงในวัตถุทั้งนั้น นี่ไงถึงได้บอกว่าทุกวันนี้เราอยู่ในยุคที่กรรมมากจริงๆ กรรมซ้ำซ้อนหนักหน่วงทุกที่โดยเฉพาะในเมืองต่างๆที่ผู้คนแออัดกันอยู่

ผมเคยเดินภาพเขียนภาพหนี่งที่ห้องแสดงภาพแห่งหนึ่ง แล้วก็ต้องปวดหัวจี๊ดขึ้นมาตรงนั้น พอดูภาพเขียนนั้นตรงๆก็รู้สึกถึงกระแสพลังพุ่งเข้ามาหาทันที จึงต้องเดินเลี่ยงไปให้เร็วที่สุด คิดดูก็แล้วกันว่ากระแสกรรมที่อยู่ในวัตถุต่างๆแรงขนาดนี้ มันจะส่งผลวิบากกลับไปสู่ต้นทางกรรมนั้นได้ขนาดไหน ยิ่งกลุ่มที่ทำสื่อสาธารณะด้วยแล้ว กระแสกรรมจากสื่อที่ส่งออกไปจะออนไลน์ตีกลับเข้าหาตัวจำนวนมาก กลายเป็นวิบากผูกพันข้ามพุทธันดรเลยก็มี

ใครที่อยู่ในพื้นที่ซึ่งเข้าข่ายว่าจะมีพลังงานกรรมวิบากและเวทนาตกค้างมากๆอย่างเช่น โรงพยาบาล ห้องผ่าตัด ห้องดับจิต สุสาน ฮวงซุ้ย สนามรบเก่า คุก บ้านพักคนชรา พื้นที่ภัยพิบัติต่างๆ สถานที่ที่มีคนตายกะทันหันเยอะๆ บ้านร้าง ห้องร้างที่ลือกันว่าผีเฮี้ยน หรือแม้กระทั่งพุทธสถานต่างๆที่มีวัตถุปลุกเสกเก็บอยู่ก็ตาม ก็ให้พาจิตญาณทั้งหลายได้ขอขมากรรม คือจะเปิดเสียงหลวงพ่อฯท่านนำขอขมากรรม ประกาศสละประกาศชดใช้หนี้กรรมก็ได้ หรือจะนำกล่าวเองก็ได้ พอเสร็จแล้วก็หยาดน้ำอุทิศบารมีให้ได้มีส่วนโดยทั่วกัน แค่นี้จิตญาณทั้งหลายที่ตกค้างอยู่ในพื้นที่ก็จะได้รับการคลี่คลายออกไปบ้างไม่มากก็น้อยตามกำลังที่มีอยู่

ที่ต้องบอกว่าไม่มากก็น้อยเพราะว่า จิตญาณที่ตกค้างในพื้นที่ยังมีแรงกรรมแรงเวรให้ผลอย่างจัดจ้านอยู่ จนกลายเป็นเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรมห่อหุ้มจนไม่สามารถรับรู้อะไรได้ ก็อาจจะต้องพาขอขมากรรมกับหยาดน้ำบ่อยๆหน่อย จึงจะค่อยๆคลายออกมาได้

ส่วนวัตถุมงคลที่ถูกปลุกเสกอัดพลังเข้าไปนั้น แค่เราหยาดน้ำ พลังตรงนั้นก็สลายแล้วครับ จะกลายเป็นวัตถุธรรมดาไปเลยทันที ส่วนวัตถุสื่อกรรมทั้งหลายอย่างหนังสือ สื่อบันทึกเสียง ภาพ วิดีโอต่างๆ ถ้าจะให้กระแสกรรมยุติลงก็ต้องทำลายอย่างเดียวครับ กรรมที่เจ้าของสื่อนั้นกระทำเอาไว้จะได้ไม่กระจายต่อไปสร้างกรรมอีก

ไม่ต้องเอารูปเหรียญอะไรมาห้อยคอหรอกครับ เพราะพลังที่อัดไว้ในรูปเหรียญเหล่านั้นจะไปทำร้ายจิตญาณอื่นในภาคทิพย์จนกลายเป็นกรรมและสร้างศัตรูโดยไม่รู้ตัว สิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือองค์คุณเบื้องสูงท่านไม่เคยร่ายมนต์หรือส่งพลังไปทำร้ายใครนะครับ ก็มีแต่พวกเกจิอาจารย์ หมอผี พวกทำคุณไสยที่อัดพลังใส่ลงไปในวัตถุต่างๆนั่นแหละที่ก่อกรรมไปเองโดยที่ไม่รู้เรื่องการโปรดสัตว์โดยเนื้อแท้

ทุกท่านสามารถศักดิ์สิทธิ์เองได้ด้วยการปลงกายปลงใจครับ สละความยึดติในกายในใจให้หมด จะเป็นยังไงก็ช่าง ยอมอย่างเดียว เมื่อสว่างไสวในสัจธรรมแล้ว เราก็จะเป็นผู้โปรดสัตว์ ไม่ต้องไปเป็นสัตว์ที่คอยเฝ้าระแวงระวังว่าจะมีใครมาทำร้ายหรือเปล่า จะมีผีสิงหรือเปล่า จะโดนคุณไสยไหม สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องกลัวเลยครับ เลิกกลัวได้เลย ถ้าตรงต่อสัจธรรม พลังทั้งหลายที่ดีหรือไม่ดี ที่มาใกล้เรา ก็จะสลายคลี่คลายไปโดยอานุภาพแห่งสัจธรรมนั้นเองครับ

No comments:

Post a Comment