Tuesday, February 11, 2014

ดวงเมือง ดวงโลก 2557 ปีแห่งการล้างสมมติ

ช่วงต้นปีก่อน (2556) ได้ดูดวง 12 นักษัตรให้อ่านกันจนหายอยากกันไปแล้ว มาปีนี้ ขอเปลี่ยนเป็นดูดวงเมืองและดวงโลก ปี 2557 บ้างก็แล้วกัน ส่วนใครที่ยังติดใจดวง 12 นักษัตรก็ไปตามหาอ่านกันได้ในบทความเก่าๆครับ รับรองยังแม่นเหมือนเดิม เพราะอะไรๆในสังสารวัฏนี้ก็ล้วนซ้ำไปซ้ำมาทั้งนั้น ไม่มีอะไรใหม่ (ฮา)

เห็นโหรดังๆเขาดูดวงเมือง ดวงโลก เราก็อยากจะดูมั่ง ปีนี้ก็เลยนั่งเทียน เอ๊ยนั่งทางใน ดูดวงเมือง ดวงโลกบ้าง เผื่อจะดังกับเขามั่ง รับรองแม่นสุดในสามโลก อิอิ

ปีที่ผ่านมา เราเริ่มได้เห็นอะไรที่ไม่เคยเห็น ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอมากมาย ชนิดที่เรียกได้ว่า ทฤษฎี หลักการ หรือความเชื่อเดิมๆที่ถูกใช้ในการวิเคราะห์ วิจัยทั้งหลาย เริ่มที่จะใช้การอะไรไม่ได้ เช่น เหล่านักเศรษฐศาสตร์ที่กำลังเอ๋อรับประทาน เมื่อเจอความปั่นป่วนของเศรษฐกิจโลกที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีเดิมๆมากขึ้นเรื่อยๆ หรือแม้แต่ปรากฏการณ์ธรรมชาติ ภัยพิบัติทางธรรมชาติที่รุนแรงอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ในหลายพื้นที่ของโลก

นับตั้งแต่สัจธรรมได้เปิดขึ้นอีกครั้งเมื่อราวปี 2552-53 เป็นต้นมา โลกธาตุและสังสารวัฎก็ค่อยๆปรับตัวเองเพื่อรองรับยุคธรรมศิวิไล(ยุคพลังงานใหม่)ที่กำลังเริ่มต้นขึ้น โดยการชำระพลังงานเก่า(กรรมเก่าๆ) ผู้ที่คลี่คลายจากสัจธรรมนั้น ก็ถือว่ากำลังปรับเปลี่ยนสู่ยุคพลังงานใหม่ ชำระกรรมเก่าให้เบาบางลง ด้วยการฟังสัจธรรม ขอขมากรรม ประกาศสละประกาศถอนความหลงตั้งเอา ความยึดติด และประกาศชดใช้หนี้กรรม

ในขณะที่ผู้คนจำนวนหนึ่งที่สว่างไสวด้วยสัจธรรม โลกธาตุและสังสารวัฎในลักษณะเดิมๆที่มืดมน วกวน ยึดติด ก็จะค่อยๆถูกล้างมากขึ้น จิตญาณในภาคทิพย์ หรือมิติทิพย์ทั้งหลายก็ได้สว่างไสวในสัจธรรมมากขึ้น จิตวิญญาณที่ตกค้างในพื้นที่ต่างๆจนก่อให้เกิดความปั่นป่วนแก่โลกมนุษย์ในภาคหยาบก็ได้รับการชำระล้างจนไปเกิดในภพภูมิปกติได้ ทำให้กลไกทั้งหลายในสังสารวัฏถูกขับเคลื่อนไปอย่างที่มันควรจะเป็นมากยิ่งขึ้น

ส่วนโลกมนุษย์ที่กำลังถึงใกล้ขีดสุดของทิฏฐิกรรม ซึ่งนำพาให้โลกมนุษย์วุ่นวายเป็นอย่างมาก ก็จะค่อยๆล่มสลายลงอย่างช้าๆ โดยเริ่มจากเศรษฐกิจระบบทุนนิยมที่ผูกโยงกันทั้งโลก จะถึงกาลล่มสลายลง เริ่มจากปีนี้เป็นต้นไป ซึ่งเมื่อมีประเทศหนึ่งล้ม ประเทศอื่นก็จะล้มตามๆกัน คราวนี้จะลุกกันไม่ขึ้นเพราะเดี้ยงกันหมดทั้งโลก ทฤษฎีต่างๆที่ใช้ในระบบทุนนิยมก็จะใช้ไม่ได้ สมมติทั้งหลายที่อุปโลกน์กันเพื่อยึดเพื่ออยู่ในสังคมก็จะเริ่มยึดไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นระบบการเงิน ตลาดหุ้น การค้าขาย ฯลฯ ซึ่งจะเสื่อมสลายไปพร้อมๆกับระบอบประชาธิปไตยแบบเดิมๆ แต่จะทั้งหมดนี้ใช้เวลาเปลี่ยนผ่านนานกว่า 1 ชั่วอายุคน

นอกจากนั้นก็จะมีสงครามระหว่างประเทศ โรคระบาดชนิดใหม่ๆ สงครามกลางเมือง ซึ่งจะชำระล้างมนุษย์ที่ยังยึดติดอยู่ในระบบพลังงานเก่า เพื่อเปิดทางให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ทั้งสามภพจะถูกปรับเปลี่ยนเพื่อเข้าสู่สมดุลใหม่

ที่ระบบต่างๆของมนุษน์ต้องล่มสลายลงเพราะ ระบบเศรษฐกิจและการปกครองของมนุษย์โลกนั้นเป็นโครงสร้างที่ก่อให้เกิดกรรมมากมาย กรรมที่มีในระบบนั้นซับซ้อนมาก เป็นกรรมซ้อนกรรม และถูกขับดันด้วยตัณหาอุปาทาน ซึ่งก่อให้เกิดพลังงานกรรมสะสมตกค้างในโลกเป็นอันมาก จนกลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคใหม่

แต่ในระหว่างการเปลี่ยนผ่านนี้ วิบากกรรมของมนุษย์ทั้งหลายก็จะเข้มข้นขึ้น เวทนาจัดจ้านขึ้น ทุกข์มากขึ้น เพื่อที่จะชำระกรรมให้หมดโดยเร็ว ขณะที่ผู้ซึ่งสว่างไสวในพระสัจธรรมจำนวนมาก ก็จะเริ่มทำกิจโปรดสัตว์ได้กว้างขวางขึ้น แผ่ขยายไปในทุกๆที่ ความสว่างไสวแห่งสัจธรรมจะแผ่กระจายไปได้มากขึ้นกว่าเดิม กำลังและอานุภาพแห่งสัจธรรมในการคลี่คลายสังสารวัฏก็จะมีมากขึ้น นั่นหมายถึงจะมีผู้บรรลุธรรมมากขึ้นกว่าช่วงเวลาที่ผ่านๆมา ระบบการสอนปฏิบัติที่ผิดธรรมก็จะเริ่มเสื่อมลงๆ จนหมดไปในที่สุด

ขอเตือนว่าอย่าไปยึดติดอะไรมากนักกับทุกสิ่งทุกอย่าง เพราะนับจากปีนี้เป็นต้นไป โลกมนุษย์จะเปลี่ยนไปจากเดิมมาก ในทุกๆด้านเพื่อเข้าสู่ยุคธรรมศิวิไล ซึ่งในขณะที่ของเก่าล่มสลายลง ก็จะมีปรากฎการณ์ใหม่ๆ แบบอย่างใหม่ๆที่จะเปิดประตูพาเข้าสู่ยุคธรรมศิวิไลเกิดขึ้นมากมาย ต้นแบบการเป็นอยู่ในยุคธรรมศิวิไลจะชัดเจนขึ้น และจะค่อยๆแพร่กระจายไปในสังคมมนุษย์ ซึ่งได้รับทุกขเวทนาจากการเปลี่ยนแปลง จนทิฏฐิมานะเบาบางลง โปรดง่ายขึ้น น้อมเข้าสู่สัจธรรมได้ง่ายขึ้น ส่วนผู้ที่อยู่ในช่วงกลั่นกรองสัจธรรม ติดๆขัดๆ ก็จะสว่างไสวคลี่คลายได้ง่ายขึ้น เพราะสมมติและสิ่งยึดติดทั้งหลายในโลกก็จะไม่ค่อยมีอะไรให้ยึดได้อีกต่อไป...พังพินาศหมด ไอ้ที่เคยห่วงหวงเหนียวแน่นก็จะไม่ต้องมาห่วงหน้าพะวงหลังอีกชนิดเท่าเทียมกันหมด (ฮา)

ความเป็นอยู่ของผู้คนทั้งหลายก็จะเรียบง่ายมากขึ้น สมมติที่ฟุ่มเฟือยทางโลกก็จะค่อยๆหายไป คงเหลือไว้เท่าที่จำเป็น และเมื่อนั้นผู้คนก็จะพบและเข้าใจเองว่า การดิ้นรนเอาตัวรอดและแสวงหาความสุขอย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน มันไม่ใช่หนทางที่จะพาไปสู่ความสุขที่แท้จริงได้ เพราะสุขก็อ้างอิงทุกข์ในการเกิดขึ้น แค่เพียงแต่ยุติตัณหาเท่านั้น ทุกอย่างมันก็จะโอเคไปเองโดยไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาอะไรเลย แม้กระทั่งความสุข

ระบบเศรษฐกิจในยุคธรรมศิวิไลนั้นจะเริ่มต้นจากระบบที่เป็นการเกื้อกูล หรือให้ซึ่งกันและกัน การตั้งเอาจะค่อยๆหายไป ความเป็นปัจเจกนิยมที่เป็นเหตุเป็นเชื้ออัตตาทิฏฐิมานะและสร้างความติดขัดข้องคาให้กับโลก ก็จะหมดไป จนที่สุดก็จะไม่มีระบบเศรษฐกิจอะไรเป็นเรื่องเป็นราว เป็นเพียงแค่การดำรงชีวิตแบบพออยู่พอกิน เป็นอยู่อย่างเรียบง่าย ปลูกผักปลูกหญ้ากิน สิ่งเย้ายวนกิเลสต่างๆก็จะค่อยๆหมดไปเอง

ระบอบการปกครองก็จะเปลี่ยนแปลงไปเป็น ธรรมาธิปไตย คือปกครองโดยธรรม ซึ่งจะค่อยๆเข้ามาแทนที่ระบอบประชาธิปไตย โดยผู้ปกครองบ้านเมืองในยุคถัดๆไป ก็จะเป็นอริยบุคคล ไม่ใช่ปุถุชนธรรมดา

ในส่วนที่ต่อสู้กันอยู่ ณ ปัจจุบัน นั้นเป็นแค่การชดใช้กรรมซึ่งกันและกันเท่านั้น เป็นกระบวนการเคลียร์พลังงานเก่า คือ การที่จะเปลี่ยนเข้าสู่ยุคใหม่นั้นก็ต้องทำลายของเดิมเสียก่อน จึงจะมีการสร้างใหม่ ไม่อย่างนั้นมันจะเปลี่ยนยุคไม่ได้ เพราะมัวแต่จะอ้างอิงสมมติเก่าๆที่มันใช้ไม่ได้ ดังนั้น ทิฏฐิ ความเชื่อ ความรู้ความเข้าใจในเชิงวิชาการทั้งหลายในยุคปัจจุบันก็จะเริ่มใช้การไม่ได้ เรียนสูงจบมาขนาดได้ก็จะได้เอ๋อกันถ้วนหน้าเมื่อเจอความแปรปรวนวิปลาสของโลก ทำให้ผู้คนทั้งหลายหมดหนทาง หมดที่พึ่ง พูดง่ายๆคือถูกบีบให้ปลง ทิฏฐิมานะก็จะหมดไปเอง แล้วทีนี้ก็จะสามารถรับอะไรใหม่ๆมาแทนสิ่งเก่าๆได้ ไม่อย่างนั้นก็ยึดกันไม่เลิกเสียที

เรื่องราวเหล่านี้เป็นการปะติดปะต่อจากญาณวิถีส่วนตัว แล้วเอามาเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน ซึ่งอาจจะไม่เรียงลำดับเวลาว่าเหตุการณ์ไหนมาก่อนมาหลัง และต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ มันคาดเดาไม่ได้จริงๆ และไม่ควรเอาไปอ้างอิงที่อื่นนะครับ เพราะมันตรวจสอบกับอะไรไม่ได้เลย จะเรียกว่าโม้ก็ได้นะ (ฮา)

การปรับเปลี่ยนทั้งหมดนี้ต้องอาศัยทีมงานทั้งสามภพ ทำงานร่วมกันหมด ตั้งแต่การทำลายของเดิม การสร้างใหม่ และการเผยแพร่เนื้อหาสัจธรรมในภาคมนุษย์ อันจะเป็นเนื้อหาหลักของชีวิตในยุคถัดไป

ทั้งหมดนี้คือระเบียบโลกใหม่ หรือ New World Order...ของจริงครับ ส่วนที่ปุถุชนจะจัดระเบียบโลกใหม่กันเองนั้นฝันไปเถอะจ๊ะ

โม้จบล่ะครับ ไปล่ะ

No comments:

Post a Comment