Friday, February 7, 2014

กรรม 103 : ความแตกต่างของ กุศล-อกุศล และ ความดี-ความชั่ว

เท่าที่ผ่านมาจากการพบเห็นการเผยแพร่ธรรมของหลายๆคนไม่ว่าจะเป็นในระดับนักเขียนดังๆหรือกระทั่งคนธรรมดาที่แชร์ธรรมผ่านทางเฟสบุคเองก็ตามที ยังแทบจะไม่มีใครเข้าใจความแตกต่างระหว่าง กุศล-อกุศล และ ความดี-ความชั่วเลย

ทุกวันนี้ชาวพุทธส่วนใหญ่จะพูดถึงแต่ทำความดีละเว้นความชั่วกันไปหมด

ทำไมเรามีคนดีๆเยอะแยะ มันก็ยังวุ่นวายไม่รู้จบ แม้กระทั่งในวัดในสถานปฏิบัติธรรมทั้งหลายก็ยังวุ่นวายสับสนจนดูเหมือนว่าปฏิบัติธรรมไปก็ไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้นเลย

ทำไมล่ะ ทำไมความดีมันไม่ดีอย่างที่ชื่อมันเป็น?

"ความดี" นั้นเป็นทัศนะหรือมุมมองต่อการกระทำว่าเป็นสิ่งที่ควร ที่ชอบ คือชอบอันไหน อันนั้นก็ดีนั่นแหละ พูดกันตรงๆ ดังนั้นความดีนี้ก็อาจจะประกอบไปด้วยทั้งกุศลและอกุศลกรรมในหนึ่งการกระทำ คือเจตนาดีแต่การกระทำไม่ดี ก่อให้เกิดการเบียดเบียน แล้วไปเรียกว่าความชอบธรรม ที่แน่ๆคือ ความดีนั้นมีตัณหาเป็นตัวผลักดัน คือมันจะต้องมีผลประโยชน์บางอย่างสำหรับบางคนอยู่เบื้องหลังการกระทำนั้นเสมอ ยังมีคำว่า "เพื่อ" อยู่ในการกระทำ พอมีความคาดหวังในการกระทำแล้วมันจึงเป็นไปได้ทั้งที่ผิดหวังและสมหวัง มันก็เป็นอัตตาตัวตนในการทำความดี อย่างที่จะเห็นได้ในหลายครั้งที่คนบ่นโอดโอยว่า ทำดีแล้วไม่ได้ดี ทำดีแล้วทำไมต้องตกระกำลำบาก ทำดีแล้วยังถูกเบียดเบียนไม่รู้จบ ก็แหงล่ะครับ ดีชั่วมันก็คิดเอาเอง เพราะความที่ไม่เข้าใจถ่องแท้เรื่องกฏแห่งกรรม มันก็เลยมีคนดีที่ออกมาดรามาฟูมฟายเยอะแยะไปหมด

อย่างบางท่านบอกว่าตัวเองทำดีแล้ว แต่การทำดีดันไปมีส่วนในการเบียดเบียนผู้อื่น เช่นจะดีคนเดียวไม่พอ ดันไปเรียกร้องกดดันให้คนอื่นมาดีเหมือนตนด้วย พอคนอื่นไม่ทำดีเหมือนตนก็ไปกดดัน ไปด่าทอ ไปเหน็บแนมกระแนะกระแหน มันก็เลยมีอกุศลกรรมเจือผสมเข้าไปในกุศลกรรมนั้น แถมมีตัณหาในการทำดีซ้อนลงไปอีก ความดีอย่างที่คิดเอาเองนี้ก็เลยกลายเป็นการผสมผสานรวมของกุศลกรรม อกุศลกรรม กิเลสตัณหาที่ซ้อนลงไปในความดีอีกหลายตลบ ดูรวมๆกลายเป็นความไม่ดีไปเสียอีก พอกรรมเหล่านี้ให้ผล ก็เลยออกมาบิดๆเบี้ยวๆไม่ดีอย่างที่เจ้าตัวคิดหรือคาดหวัง จนคนทำดีต้องร้องโอดโอยว่าลงทุนไปแล้วทำไมไม่ได้อย่างที่ทำไว้ ก็เลิกโอดโอยได้แล้ว ทำเองก็รับเองสิครับ

ยุคนี้เป็นยุคที่อะไรๆก็บิดเบี้ยวไปหมด ก็เพราะกรรมเก่าที่ทำเอาไว้มันเป็นแบบนี้ คือ ทำดีก็ไปตั้งเงื่อนไขในความดี ทำดีแล้วก็ไปหวังผลในความดี ทุกวันนี้เวลาจะได้อะไรดีๆหน่อยก็มีเงื่อนไขหยุมหยิมเต็มไปหมด มันก็เป็นเพราะตัวตั้งเอาในความดีนั่นแหละ

ของจริงๆตามกฏแห่งกรรมไม่มีแบ่งดีเลวนะครับ ดีเลวมันตัดสินกันตามตัณหาทิฎฐิ กฏแห่งกรรมนั้นสั้นมากๆ คือ ทำอะไรก็ได้อย่างนั้น ไม่ต้องไปพูดให้งงว่า ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วหรอก เพราะดีกับชั่วนั้นเป็นเรื่องของคตินิยม เป็นเรื่องที่คิดเอาเอง เออเอาเอง ซึ่งมันไม่ตรงกับกฏแห่งกรรม เวลาวิบากกรรมให้ผลมันจึงเพี้ยนๆไปได้ตลอด

กุศลกรรมที่แท้นั้นคือกรรมที่เป็นการเกื้อกูลสรรพชีวิตทั้งหลาย คือการสละ สละแม้กระทั่งความยึดติดในความดีนั้น สละแบบไม่หวังผลอะไร มันจะกลายเป็น กุศลที่บริสุทธิ์ ไม่มีเงื่อนไขผูกมันในตัวมันเอง นอกจากเป็นกุศลบริสุทธิ์แล้ว ก็ยังกลายเป็นทานบารมีไปด้วย เป็นกุศลที่หลุดพ้นในตัว ไม่ติดพัน ซึ่งถ้าทำกุศลแบบติดเงื่อนไขหรือตั้งเงื่อนไขในการทำกุศลนั้น มันก็จะได้แค่บุญ ซึ่งเป็นการผูกมัดให้อยู่เสวยผลของในสังสารวัฏต่อไป แต่ไม่ได้ทำให้พ้นทุกข์ได้เลย

แล้วจะทำกุศลอะไรดี...

ก็ให้ธรรมที่พาให้หลุดพ้นจากโมหอวิชชา และอโหสิกรรมกับทุกอย่างทุกเรื่อง นั่นแหละคือกุศลสูงสุด เป็นกุศลที่หลุดพ้นโดยตัวมันเอง เอาแค่หลุดพ้นไปสักดวงจิตหนึ่งมันก็เป็นกำลังนการคลี่คลายสังสารวัฏได้อย่างมากแล้ว ส่วนการทำกุศลทานอื่นๆก็ทำได้ ทำไปตามวาระความเหมาะสม ทำทิ้ง ให้ทิ้ง ไม่ต้องทำแบบสะสมแต้ม ไม่ต้องคาดหวังว่าคนที่เราทำบุญด้วยจะออกลายทีหลังหรือไม่ ทำก็ยกให้เป็นกำลังกับสังสารวัฏ ไม่งั้นอาจจะต้องอยู่โยงเฝ้าสมบัติไปอีกนาน

อกุศลกรรมนั้น คือกรรมที่ก่อให้เกิดการเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น วิธีที่จะแก้ไขอกุศลกรรมไม่มี นอกจากอโหสิกรรม เพราะการเข้าไปเอาอกุศลกรรมไปแก้อกุศลกรรมมันจะยิ่งเป็นการต่อสายโซ่แห่งกรรมให้ยืดยาวไปไม่รู้จบ มันแก้ไม่ได้จริง เป็นเพียงความสะใจชั่วครั้งชั่วคราวในสังสารวัฏที่ยืดยาวของสรรพสัตว์เท่านั้น

ส่วน "ความชั่ว" หรือ "คนชั่ว" จริงๆนั้น ไม่มี คือมันไม่เคยมีใครคนไหนในโลกเลยที่คิดว่าตัวเองทำแบบนั้นแบบนี้เพราะเลวเพราะชั่ว มันมีแต่เชื้อกรรมที่ปรุงแต่งให้ตัดสินใจทำอกุศลกรรมด้วยความหลงว่าเป็นสิ่งที่ชอบแล้ว เป็นสิ่งที่เหมาะแล้ว ชอบธรรมแล้ว ณ ขณะนั้น เรียกว่าเป็นผิดเป็นชอบ เป็นไปเพราะความหลงไปใช้กรรม จะเอาวิสัยเราไปตัดสินเขาก็ไม่ได้ ทำได้แค่เตือนเท่านั้น ส่วนจะหน้ามืดต่อไปหรือจะได้สติขึ้นมามันก็เป็นวาระกรรมของเขา อโหสิคือทางเดียวที่จะยุติกรรมได้ เพราะไปเอาคืนก็เอาคืนไม่ได้จริง ได้แต่ทีใครทีมันไปเรื่อยๆ

จะอย่างไรก็ตามทั้งกุศลกรรมและอกุศลกรรมนั้นก็เป็นกรรมทั้งคู่ มีผลผูกพันกับผู้กระทำทั้งคู่ ติดกุศลก็เฝ้าสังสารวัฏ ติดอกุศลก็เฝ้าสังสารวัฏเช่นกัน ไม่มีใครดีกว่าใคร หลงทั้งคู่

เรื่องความดีความชั่วนี่สอนกันจนมันเปรอะเปื้อนไปหมดแล้ว อย่าไปสอนให้คนมุ่งทำดีแบบเอาผลของมันมาล่อ หรือทำดีเพื่อใคร เพื่ออะไร เพราะมันเป็นตัณหาและมันก็เป็นการตอกย้ำมากเกินไป จนกลายเป็นยึดดี พอยึดดี ทีนี้อกุศลกรรมแทรกทันที เดี๋ยวก็จะมีทะเลาะเบาะแว้งกันอีก แล้วทีนี้ดีไหมเล่าท่าน?

จะทำกุศลอะไรก็ให้มันเป็นไปตามวาระที่จะได้ทำ ไม่ได้ห้าม แต่ไม่ต้องดิ้นรนเป็นโครงการอะไร เดี๋ยวมันจะไม่แค่ดี มันจะทั้งติดพัน ผูกมัด ผูกพัน อีนุงตุงนัง ก็ไม่ต้องดิ้นรนตั้งเอาในความดี ปล่อยให้การเกื้อกูล เป็นไปตามธรรมของมันเอง มันก็จะไม่มีตัณหาเจือปน ไม่เป็นกรรมซ้อนธรรม กรรมซ้อนธรรม โมหะอุปาทานก็จะไม่มี ไม่จัดจ้านให้ต้องวกวน สาละวน ทำก็ทำทิ้งไม่ต้องคาดหวัง คาดหมาย หรือไปมีเงื่อนไขกับการทำกุศล จะได้ไม่ต้องเคร่งเครียดเอาจริงกับการทำดี ทำดีแล้วเครียดนี่มีที่ไหน เมื่อทำดีโดยไม่หวังผลแม้แต่นิดเดียว กุศลกรรมนั้นก็จะบริสุทธิ์ ไม่มีข้อผูกมัดเวลามันให้ผล คนทำดีทุกวันนี้มันทำกันแบบมีเงื่อนไขกำกับ โลกก็เลยวุ่นวายไปหมด

ส่วนอกุศลกรรมนั้นก็อย่าไปทำเลย งดเว้นไป ไม่ต้องตามกระแสนิยม เพราะกระแสนิยมนี่ลงนรกทั้งนั้น จะอึดอัดขัดเคืองอะไรก็ผลกรรมของตัวเอง ทำเอาไว้เอง และเวลาอกุศลวิบากให้ผลนั้น ก็ไม่ต้องโอดโอย ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้ ไม่ต้องตอบแทนอกุศลด้วยอกุศล มันไม่จบ และในความเป็นจริง วิบากกรรมไม่เคยพลาดเป้า ทำได้อย่างเดียวที่จะยุติตรงอกุศลกรรมที่จะต่อเนื่องไป คือ อโหสิกรรม อโหสิให้หมดใจ ยอมให้หมดใจ ไร้เงื่อนไข เมื่ออโหสิแล้ว ยอมแล้ว นี่คือเนื้อหาแห่งการคลายตัวมันเอง ตรงต่อสัจธรรมทันที อานุภาพนี้จะสะท้อนกลับไปหาเจ้ากรรมนายเวรได้คลายตามตรงนั้นทันที ไอ้ที่ว่าจะเอาคืนเต็มเหนี่ยว ก็จะเริ่มเหนี่ยวไม่ออก ยอมอ่อน ยอมคลายตาม และที่สุดก็จะยอมอโหสิตามเราไปเอง เจ้ากรรมนายเวรก็จะคลายตามกันหมด นี่คือเนื้อหาแห่งการโปรดสัตว์อย่างหนึ่งที่ไม่มีใครรู้ มัวแต่ไปสู้กัน เข่นฆ่ากันอยู่ได้

สังสารวัฏปั่นป่วนเพราะกรรมเยอะเกินไปจนยุ่งเหยิง การคลี่คลายสังสารวัฏจึงไม่ใช่การทำดีเพื่อช่วยให้โลกดีขึ้น มันช่วยไม่ได้จริง แต่ให้ช่วยกันยุติกรรมแทน ยุติความหลงไปต่อกรรมแทน อย่าทำความดีเพื่อชี้นำอุปาทานใหม่ๆขึ้นมา เพราะมันจะกลายเป็นความยุ่งเหยิงแบบใหม่ๆอีก

เมื่อยุติกรรมเป็น ยุติความหลงเป็น เดี๋ยวอะไรๆมันดีขึ้นของมันเอง ไม่ดีเหรอครับ ที่เราจะมีพระอรหันต์เต็มบ้านเต็มเมืองน่ะ

No comments:

Post a Comment