Thursday, January 16, 2014

คุยข้างเดียว#22: ขึ้นปีที่ 5 rombodhidharma.net

ขอให้มีส่วนโดยทั่วกันจ้า(ผาสามยอด..เห็นท่านตั๊กม้ออยู่ข้างหลังไหม)
รวบรัดตัดความมาอยู่ในตอนเดียวกันเลยก็แล้วกันนะครับกับการขึ้นปีที่ 5 ของ rombodhidharma.net กับ ทริปไปวัดช่วงปีใหม่ที่ผ่านมาหมาดๆ

หลังจากที่ผมกลับจากวัดร่มโพธิธรรม ในช่วงวันที่ 2-4 ม.ค.57 ก็มีอันต้องทำงานถวายหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ ด้วยการทำซีดีแผ่นใหม่ ซึ่งบรรจุเทศนาธรรมทั้งหมด 10 ตอน(จนถึงตอนนี้ก็ยังทำอยู่ครับ เพราะเทศนาธรรม 10 ตอนนี่ไม่ใช่เล่นๆนะครับ ทำกันเป็นเดือนเลยครับ ยิ่งแผ่นที่แล้วนี่ท่านชมมากว่าตัดต่อแก้เสียงได้ดีมาก) เลยไม่ค่อยได้อัพเดตเนื้อหาสักเท่าไหร่ ยิ่งผสมโรงกันการสนทนาธรรมที่เกิดขึ้นทุกวันแล้ว แทบจะโงหัวไม่ขึ้นเลยครับ (ฮา)

ไปวัดครั้งนี้ถือว่าไปแบบชิลๆครับ ไม่บู๊ล้างผลาญ ระเบิดภูเขาเผากระท่อมเหมือนครั้งก่อนที่ผมไปตอนต้นเดือน ตุลาคม 56 ซึ่งรอบนั้นอยู่วัด 3 วัน สิริรวมระยะทางที่นั่งรถออกไปข้างนอกวัด เผลอๆอาจจะไกลพอๆกับการเดินทางจากกทม.ไปเลย รอบนึงทีเดียว...ตูดแฉะ (ฮา)

ก่อนไปวัดรอบนี้ ผมก็แปลกใจตรงที่ ปกติผมได้ไปวัดปีละครั้ง แต่นี่แค่สามเดือนก็ได้วีซ่าไปวัดอีกแบบงงๆ (ภรรยาผมก็ให้ไปแบบงงๆเหมือนมีอะไรแอบดลใจคล้ายครั้งก่อน) ก็...ให้ไปก็ไปสิ ช้าอยู่ใย ได้ไปเที่ยวใครจะไม่ไป อิอิ ผมก็เลยจองตั๋วรถไว้ก่อนเป็นเดือน กลัวมีคนเปลี่ยนใจ(ฮา)

แต่เอ...เพิ่งอัพเกรดเนื้อหาการโปรดเต็มเหนี่ยวกับหลวงพ่อไปแค่สามเดือน รอบนี้เลยแอบสงสัยนิดหน่อยว่าจะมีอะไรอีกหรือเปล่าหว่า

ผมออกเดินทางคืนวันที่ 1 ม.ค. 57 สวนทางกับชาวบ้านที่กำลังเข้ากทม.กัน ก็เลยค่อนข้างสะดวก ไม่แออัดยัดเยียด นั่งรถทัวร์ VIP 32 ที่นั่ง พร้อมเป้ตุงๆกับถุงนอนอย่างหนาไปลงหน้าวัด

พอเข้าที่พักที่แม่ชีหนิงท่านจัดไว้ให้ ผมก็เลยเดินออกมาข้างนอกสัมผัสอากาศหนาวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในเช้าวันที่ 2 ม.ค. ก่อนที่จะเปลี่ยนเป็นร้อนตับแตกในวันถัดๆมา แต่ถึงกระนั้น สภาพอากาศโดยรวมก็ยังถือว่าเย็นสบายอยู่ เช้ามืดวันแรกที่วัดนี้ ผมยังไม่เห็นแม่ชีหนิงท่านตื่นขึ้นมาครับ เลยไม่กวนท่านเพราะท่านป่วยอยู่ ก็เลยเดินไปหาพี่แหววกับพี่ซู่ที่กุฏิไปทักทายสนทนาตามประสาคนสนิทกันมานาน

วันแรกที่ไปถึงวัด ก็ได้ฟังเทศนาธรรมตอนเช้า ซึ่งผมก็จำอะไรเนื้อหาอะไรไม่ได้เช่นเดิม(ฮา) แถมยังหลับๆตื่นๆเพราะนั่งรถขามา นอนไม่ค่อยหลับ ท้องไส้ไม่ค่อยดี พอฟังเทศน์ตอนเช้าเสร็จผมก็ทานข้าววัด แล้วก็ออกไปซื้อของสดที่ตลาดใน อ.หนองหิน กับแม่ชีหนิง แม่ชีเก๊ะ และพระ Max เพื่อเอามาทำกิมจิ!
จ๊าก..นิ้วเราหายไปไหนนิ้วนึงหว่า (มีดจากแคนาดาเล่มนี้คมมาก สะใจคนทำครัวอ่ะ คราวหน้าเอามาฝากบ้างนะพี่ท้อดด์)

คืออันนี้ผมปวารณาเอาไว้ก่อนไปแล้วว่าจะไปทำกิมจิให้คนที่วัดได้ทานกัน ประกอบกับพี่เกตุ พี่ญาติธรรมคนสนิทได้ซื้อพริกโกซูจัง(พริกเกาหลี)มา 1 กก.ฝากผมเอาไปให้แม่ชีหนิง เลยได้ไปทำกิมจิสมใจ เช้าวันแรกจึงหมดไปกับการทำกิมจิ ซึ่งทำไปทั้งหมดสิบกว่าโล สะใจไปเลย พอครึ่งบ่าย ผมก็ได้รับเชิญจากพระอาจารย์หมอและพระอาจารย์ก้าวไกลให้ไปสนทนาธรรมที่กุฏิพระอาจารย์หน่อย ผมก็เลยไป แต่พอนั่งไปได้สักพักก็รู้แล้วว่า นี่มันสนทนากรรมนี่หว่า (ฮา) ผมก็เลยนั่งดับเอาไว้เป็นประธาน ให้ท่านทั้งหลายถ่ายเทกรรมวิบากกันไปตามสภาพ จนกระทั่งระฆังช่วย หลวงพี่เก๋โทรมาบอกให้ผมไปเอา Notebook เพื่อเอาไปออกแบบปกหนังสือขอขมากรรม 4 ภาษา (พระอาจารย์หมอคงไม่รู้ว่า ผมแอบสังเกตเห็นท่านลุกก่อนเพื่อนเลย ฮา)

เรื่องหนังสือขอขมากรรม หากท่านใดยังจำกันได้ ผมเคยเล่าเอาไว้ตอนเดือนตุลาคม 56 ว่า ตอนนั้นกำลังแปลกันอยู่ แต่ผมไม่ได้ไปร่วมวง เพราะเหมือนหลวงพ่อฯท่านจะไม่ให้ไปยุ่งกับกรรมวิบากตรงนั้น ก็เลยคลาดการประชุมแปลโดยตลอด จนผมไม่ได้มีส่วนในเนื้อหา แต่มาคราวนี้ พอถึงวัดในตอนเช้า ผมก็ถูกตามตัวให้มาช่วยออกแบบปก เพื่อปิดเล่มทันที เพราะปกนี่ค้างมากนานแล้ว หลวงพ่อท่านไม่ให้ผ่านเสียที ถึงตรงนี้ก็เลยรู้แล้วว่า เรามาปิด Job นี่หว่า เหมาะกับบารมีตัวเองมากๆ (ฮา)

อันนี้ขอท้าวความไปถึงการทำงานที่ผมเคยผ่านมาก็แล้วกัน ว่าทำไมถึงบอกว่าเหมาะกับบารมีมากๆ ตั้งแต่เด็กจนมาถึงตอนนี้ ผมมักจะได้ทำงานที่ไม่มีใครทำ งานที่ไม่มีใครกล้าทำ(สงสัยมีผีสิง ฮา) งานที่เละเป็นขี้แล้วเตรียมหาแพะรับบาป...ทั้งนั้นเลยครับ แต่งานอะไรที่ถึงมือผม กลายเป็นว่าจบทุกงาน ขนาดงานเสนอราคาที่ใครๆว่าหลุดจากมือแน่แล้ว อิ๊บอ๋ายแน่แล้ว หาแพะดีกว่า พอมาถึงมือผม กลับได้งานเฉยเลย(ฮา) เป็นอย่างนี้มาโดยตลอด เมื่อก่อนนี้เลยเป็นคนทำงานที่อีโก้จัดมว๊ากก เพราะทำห่าอะไรก็สมบูรณ์แบบ ประสบความสำเร็จไปโม๊ด

แต่อย่าอิจฉาเลยครับ เพราะวิบากกรรมที่ตามมา ก็ทำให้เป็นโรคเครียดและตาขวางเหมือนหมาบ้าอยู่หลายปี(ฮา) แถมเงินเดือนก็ไม่ได้มากมายอะไรด้วย เพราะปากจัด ด่าแม้กระทั่งเจ้านายตัวเอง เรียกว่าเข้าแก๊งค์ไหนหัวหน้าตายหมด ก็มีแต่หลวงพ่อฯท่านนี่ล่ะที่เอาผมอยู่ ผมเจอท่านก็หมดฤทธิ์ทันทีตั้งแต่วันแรก (ฮา)

ด้วยเหตุนี้เอง ที่ผมถึงบอกว่า การปิดงานนี่เป็นงานที่เหมาะกับบารมีส่วนตัวมากๆ แล้วก็อีกนะ ผมเป็นคนที่ทำงานคนเดียวแล้วงานจะออกมาดีครับ คือออกติสๆหน่อย ไม่ต้องไกด์อะไรมาก โยนงานมาแล้วไม่ต้องคอยกำกับ บอกสิ่งที่ต้องการคร่าวๆ ที่เหลือทำให้หมด แต่ถ้าสั่งงานจุกจิกเมื่อไหร่ ชนิดที่ไม่เหลือที่ให้จินตนาการหรือไม่เหลือช่องว่างที่ให้คิดบ้าง งานนั้นเละครับ (ฮา) เป็นแบบนี้จริงๆ ก็เลยทำงานในระบบกับใครไม่ค่อยได้ มิน่าหลวงพ่อฯท่านถึงให้ทำเว็บคนเดียวจนบัดนี้ (น้ำตาไหลป้อยๆ)

การปิดกัปป์สุดท้ายแห่งภัทรกัปป์นี้ก็ต้องการความเด็ดขาดครับ เพราะถัดจากภัทรกัปป์นี้ไปจะเจอสุญญกัปป์ ว่างเว้นไปอีกพักใหญ่ๆ เรียกว่ากัปป์สุดท้ายนี่ก็เป็นงานเก็บกวาดเหมือนกัน หลวงพ่อท่านจึงประทานสัจธรรมที่สมุจเฉทมาให้ จะได้ฉับพลัน ไม่งั้นอาจจะปิดกัปป์ไม่ลง แล้วก็ต้องรีบเคลียร์กรรมของสรรพสัตว์ให้มากที่สุด ก่อนเข้าสู่ยุคธรรมศิวิไล ท่านจึงมีการนำขอขมากรรม พาประกาศสละ ประกาศถอน และชดใช้หนี้กรรมกันก่อน

โม้หนุกๆ ไม่ต้องคิดมากครับ กลับมาที่เรื่องราวกันต่อ พอผมรับ Notebook จากหลวงพี่เก๋มา ก็ต้องออกอาการเซ็งเล็กน้อยเพราะโปรแกรมที่จะใช้งานก็ไม่ครบ วัตถุดิบประเภท Graphic material ก็ไม่มีให้ คือปกติคนทำงาน หากไม่ใช่เครื่องของตัวเองนี่ลำบากเลยครับ ผมก็เลยทิ้งงานไว้แล้วไปทำกิมจิต่อ วันแรกจึงหมดไปกับการทำกิมจิ โดยมีแม่ชีเก๊ะมาเรียนรู้วิธีทำ และมีพระ Max ชาวรัสเซียมาเป็นลูกมือ ฝีมือผมก็ไม่ได้ขั้นเทพอะไรนะครับ ทำพอกินได้ (แต่ได้ยินว่าฮือฮาที่วัดพอสมควร)
เตรียมแจกจ่าย แต่เห็นยิ้มๆแบบนี้น่ะ เหนื่อยโคตรๆครับ อดนอนทั้งคืนแล้วมาทำกิมจิ...คราวหน้าเปลี่ยนเป็นหมูปิ้งแล้วกัน(ฮา)

เราจบวันแรกเป็นกิมจิหนึ่งหม้อใหญ่ๆ แถมยังไม่ได้ไปกราบหลวงพ่อฯท่านอีก เพราะท่านไปธุระที่ขอนแก่น ผมจึงกลับที่พักนอนเอาแรง เพื่อรับมือวันต่อไป

เช้าวันที่ 3 ม.ค. อันเป็นวันที่สองที่ผมอยู่วัด ผมตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น อาบน้ำแล้วออกไปฟังเทศน์ที่ลานธรรมตามปกติ ก็ได้เจอญาติธรรม ได้เจอพระ ชีที่วัด ที่รู้จักผมผ่านทางตัวอักษรและวิดีโอ เข้ามาทักทายมากมาย จริงๆก็มาทักทายกันตั้งแต่วันแรกแล้วครับ แต่วันนี้เยอะเป็นพิเศษ ทักกันไปทักกันมาจนแทบจะวิ่งเข้าห้องน้ำไม่ทัน แหม่ อากาศมันเย็นนะตัวเอง(ฮา)

วันนี้เรามีทริปไปผาสามยอดใกล้ๆวัด ไปเยี่ยมพี่แตง ญาติธรรมอีกท่านหนึ่งที่มาปลูกบ้านเอาไว้ในบริเวณผาสามยอด โดยได้พี่ฟา หนึ่งในทีมแปลบทขอขมากรรมขับรถพาไป มีแม่ชีเก๊ะและพระ Max นั่งร่วมทางไปด้วย

ผาสามยอดนี่บรรยากาศดีมากๆครับ โปร่งโล่งสบาย ทำให้นึกถึงที่ดินที่เพชรบูรณ์ที่ผมกับเพื่อนๆได้รวมตัวไปซื้อเอาไว้เพื่อทำหมู่บ้าน เมื่อเดือนธันวาคม 56 ที่ผ่านมาเหมือนกัน แต่ตรงนั้นคงมีงานให้ทำอีกเยอะสำหรับการพัฒนาพื้นที่ครับ เพราะพื้นที่ยังเป็นพื้นที่รกเรื้ออยู่เลย เราก็นั่งกันที่บ้านพี่แตงอย่างสบายๆจนถึงบ่ายสอง คนอื่นน่ะสบายครับ ผมดันเอา Notebook ไปทำงานด้วยเพราะเวลาจำกัด แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ทำ...เน็ตไม่มี(ฮา)

ที่มาผาสามยอดครั้งนี้ ทีแรกตั้งใจว่าจะมากราบ"หลวงปู่" แต่คงยังไม่ถึงวาระได้เจอท่าน เพราะท่านไปศรีสระเกษพอดี พี่ฟาจึงขับพาเรากลับเข้าวัด เพื่อที่จะให้ผมได้มาออกแบบปกหนังสือต่อ

จากนั้นพระอาจารย์ก้าวไกลและพระอาจารย์หมอ ที่เพียรพยายามตามล่าตัวผมตั้งแต่วันแรกที่มาถึงวัด ก็มาตามให้ไปถ้ำพระโพธิสัตว์ ผมจึงบอกท่านไปว่า ผมคงต้องออกแบบปกหนังสือขอขมากรรมก่อน เดี๋ยวไม่ทัน ซึ่งจริงๆไปวัดรอบนี้ ผมอยากอยู่แต่ในบริเวณวัดมากกว่าครับ ไม่อยากไปเที่ยวไหนแล้ว และโดยส่วนตัวไม่ค่อยพิสมัยการนั่งรถสักเท่าไหร่

แต่พอกลับมานั่งออกแบบจริงๆ ก็มีปัญหาเรื่องโปรแกรมที่จะใช้งานก็ยังไม่ครบ ฟอนต์ที่เคยใช้งานก็ไม่มี ลงฟอนต์ก็ไม่ได้ อะไรก็ติดขัดไปหมด ผมก็เลยทิ้งงานแล้วไปกราบหลวงพ่อฯก่อน เพราะตั้งแต่มาถึงวัดก็ยังไม่ได้กราบท่านเป็นเรื่องเป็นราวเลย ผมก็เลยไปกราบท่านตอนราวๆบ่ายสามครึ่ง รอบนี้ผมได้สนทนากับท่านตัวต่อตัวถึงเรื่องต่างๆ ได้ถวายรายงานท่านหลายเรื่องเกี่ยวกับการทำเว็บ ผมได้คุยกับท่านหลายเรื่องมาก ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องกรรมของสัตว์โลก สถานการณ์โลก สถานการณ์บ้านเมือง การโปรดฯเขตแดนพิเศษแห่งการใช้กรรม และการโปรดสัตว์ในลักษณะต่างๆ ซึ่งผมก็จำรายละเอียดได้รางๆ แถมยังไม่มีใครบันทึกเสียงเอาไว้ด้วย เสียดายมากๆ...แต่ก็นะ บทสนทนานี้คงจะเปิดให้ฟังกันทุกคนไม่ได้ เพราะเรื่องอจิณไตยเยอะเหลือเกิน
นั่งออกแบบปกหนังสือขอขมากรรมกันที่หลังกุฏิแม่ชีหนิง มีเน็ตนะ แต่สัญญาณมือถือบอดสนิท T^T

ส่วนใหญ่ญาณวิถีและเนื้อหาสัจธรรมก็เข้าใจตรงกับท่านอยู่แล้ว เพียงแต่มารอบนี้ท่านได้ไขข้อสงสัยในบางเรื่องที่ผมยังไม่มีประสบการณ์ในการโปรดฯให้(เอาไว้จะคลี่คลายออกมาเป็นเนื้อหาอย่างละเอียดให้อ่านกันเป็นตอนๆดีกว่าครับ) ซึ่งมีประโยชน์มากๆครับ นั่งสนทนากับท่านแป๊บเดียวผ่านไปสองชั่วโมงเต็มๆโดยที่แทบจะไม่มีการขัดจังหวะ ผมก็กราบลาท่านออกมาทำปกหนังสือต่อ

สุดท้ายวันที่ 2 ของการมาวัด ก็ยังไม่ได้ทำปกหนังสืออยู่ดี เพราะอะไรๆก็ไม่พร้อม เหมือนต้องใช้กรรมวิบากก่อนทำงาน ผมเลยทิ้งงานเอาไว้ก่อน กลับที่พักไปอาบน้ำให้เรียบร้อย เพราะกลางคืนค่อนข้างหนาว คืนนี้ผมได้แวะไปกราบสนทนากับพระอาจารย์วิสิษฐ์ ซึ่งท่านเป็นคู่หูทำซีดีให้หลวงพ่อกับผมมาตั้งแต่ 3-4 ปีก่อนจนสนิทกันดี ก็นั่งสนทนาอยู่จนเกือบถึงเที่ยงคืน

ในระหว่างที่สนทนานั้นเอง ผมเห็นท่านเอาเครื่องบันทึกเสียงมาโชว์ให้ดูสองเครื่อง ท่านบอกว่ามีโยมซื้อมาถวายให้ใช้ แต่ใช้จริงๆเครื่องเดียว ผมก็เอ๊ะ...อะไรเนี่ย เหมือนเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะก่อนหน้าที่จะไปวัด ผมก็ไปดูเครื่องบันทึกเสียงเอาไว้เหมือนกัน คืออยากจะซื้อมาใช้บันทึกเสียงบรรยายธรรม เพราะการตั้งกล้องถ่ายบรรยายธรรมนั้น มันใช้เวลาเยอะ กระบวนการทำงานกว่าจะลง Youtube ได้ก็ยากและซับซ้อนกว่า ก็เลยคิดว่าจะซื้อเครื่องบันทึกเสียง แต่พอไปดูจริงๆ อั๊ยย่ะ ราคามันตั้ง 3-4 พันบาท ไม่มีเงินซื้อ(ผมไม่ได้ทำงานทางโลกมา 4 ปีแล้วครับ เผื่อใครไม่รู้ ทุกวันนี้เผยแพร่สัจธรรมกับเลี้ยงลูกเท่านั้นเอง) ก็เลยยังไม่ได้ซื้อ

อย่างที่ทำงานเผยแพร่อยู่นี่ก็บุญเก่าทั้งนั้นครับ คอมพิวเตอร์ใช้มา 6 ปี Notebook ที่แทบจะเดี้ยงไปแล้วก็ใช้มา 7 ปี กล้องก็เริ่มเดี้ยงๆอย่างในภาพวิดีโอที่เห็น ใช้ไปตามมีตามเกิด หากอุปกรณ์พวกนี้เสียลง ก็คงไม่ได้ทำกันล่ะครับ อาจจะหมดกรรมกับการทำสื่อ(ฮา)

เมื่อผมเห็นว่าพระอาจารย์วิสิษฐ์ท่านใช้เครื่องบันทึกเสียงอยู่เครื่องเดียว ผมก็เลยขอมาใช้ในการเผยแพร่ครับ ไม่ต้องซื้อเอง ท่านก็ให้ผมมาเครื่องนึงพร้อมถ่านชาร์ตและแท่นชาร์ตไฟ อนุโมทนาด้วยครับ เหมือนเขาจะจัดสรรให้จริงๆ

จากนี้ไปท่านทั้งหลายก็จะได้ฟังเสียงผมบรรยายธรรมกันล่ะครับ น่าจะทำให้ผมบรรยายได้มากขึ้นกว่าเดิมอีกมาก เพราะหลังๆก็เริ่มขี้เกียจเขียนแล้วล่ะ (แต่ยังไม่ทิ้งนะ เพราะการเขียนมันสามารถเปิดเผยเนื้อหาบางอย่างได้ดีกว่า)

วันที่สองของทริปผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนย่างเข้าเช้าวันสุดท้ายก่อนกลับกทม. ปกหนังสือก็ยังไม่ไปถึงไหนเลย เพราะสองวันแรกหมดไปกับการเกื้อกูลและการใช้วิบากกรรม(ฮา) แถมอารมณ์มันไม่มาอีก (งานออกแบบนี่ต้องอาศัยอารมณ์นะครับ แต่เป็นการอาศัยใช้ชั่วคราว) พอเช้าวันที่สาม หลังจากฟังธรรมเสร็จ ทักทายคนโน้นคนนี้ (การทักทายตอนเช้าตลอด 3 วัน รอบนี้เป็นอะไรที่เยอะจริงๆครับ จังหวะมันได้ เพราะปกติผมจะไปวัดช่วงที่คนส่วนใหญ่เขาไม่ไปกัน แต่ก็สนุกดีนะ ได้เจอหลายคนที่เขาตามอ่านเนื้อหาในเว็บแบบเห็นหน้าค่าตากัน ปกติผมจะเห็นแต่หน้าจอ...ฮา) เสร็จแล้วผมก็ไปนั่งหน้า Notebook เข้าเน็ต โหลดนั่นนู่นนี่ แล้วเริ่มทำงานออกแบบอย่างจริงๆจังๆ แปลกดีที่พอใช้วิบากหมด ไอเดียก็เกิดทันทีครับ

การออกแบบปกหนังสือขอขมากรรมในวันนี้ จึงค่อนข้างราบรื่นและรวดเร็วครับ ผมทำปก 4 ภาษา(ไทย อังกฤษ รัสเซีย ฝรั่งเศส) เสร็จตั้งแต่ราวๆก่อนเที่ยง ผมก็นำไปให้หลวงพ่อฯท่านดู พอดูเสร็จท่านก็ให้ผ่านเลย แค่แก้ไขตัวอักษรภาษาไทยและสีของบางปกนิดหน่อย แล้วท่านก็แถมปกภาษาจีนมาให้ด้วยอีกหนึ่งปก ผมก็เลยกลับไปนั่งโม่งานต่อกับพี่ฟา ที่มาช่วยดูภาษาจีนและภาษาอังกฤษ พระ Max ที่ช่วยดูภาษารัสเซีย และ แจ๊ค ศิษย์วัดชาวฝรั่งเศสมาดูภาษาฝรั่งเศสให้ จนเสร็จราวๆ 5 โมงเย็น ผมจึงขอตัวไปอาบน้ำเก็บของเตรียมกลับบ้าน

จริงๆวันสุดท้ายนี้พระอาจารย์ก้าวไกลท่านตามผมมาตั้งแต่เช้าอีกเหมือนเดิม(จะบอกว่าตลอด 3 วันนี่ ท่านทำเอาผมฮาท้องแข็งอยู่หลายรอบเลย ไม่ได้รำคาญนะครับ ท่านน่ารักดี) คือพยายามจะพาผมไปถ้ำพระโพธิสัตว์ให้ได้ โดยท่านให้เหตุผลว่า ตั้งแต่ผมมาถึงวัด ท่านกับพระอาจารย์หมอก็ร้อนอยู่ไม่ได้ จะต้องพาผมไปที่ถ้ำให้ได้ ถึงตรงนี้ผมก็เริ่มเอ๊ะแล้ว โชคดีทีติดพันงานออกแบบอยู่ก็เลยรอดไป(ฮา)

คืนวันสุดท้ายผมเดินทางกลับโดยไม่ได้กราบลาหลวงพ่อฯ เพราะท่านออกไปข้างนอกยังไม่กลับ ผมก็เลยเอาฮาร์ดดิสก์ที่พกไปด้วย ไปดูดเอาไฟล์เทศนาธรรมของหลวงพ่อฯ ในช่วงตั้งแต่ปี 54-56 จากห้องซีดีมาเยอะมากๆ จากนั้นก็ไปนั่งสนทนากับพี่แหวว(ผู้พาผมเข้าวัด)อีกพักใหญ่ และไปกราบขออโหสิกรรม กราบลาแม่ชีหนิง ที่ท่านอุตส่าห์ดูแลผมตลอดเวลาที่อยู่วัดทุกครั้ง(ทั้งๆที่ท่านก็ป่วยเป็นหวัดอยู่นั่นแหละ) แล้วผมก็สิ้นสุดการเดินทางปิด Job หนังสือขอขมากรรมแต่เพียงเท่านี้

จริงๆมีรายละเอียดมันๆ ฮาๆอีกมากมายที่ไม่ได้เล่านะครับ ถ้าขืนเล่าทั้งหมดจะยาวมากกว่านี้ และท่านอาจจะต้องไปเช็ดอุจาระของตัวเองที่เล็ดออกมาเปื้อนเก้าอี้นั่ง เพราะมุกจะระรัวกว่านี้มากนัก(ฮา)

มาว่ากันต่อเรื่องขึ้นปีที่ 5 ของ rombodhidharma.net

คงจะไม่ต้องย้อนอดีตมากมายอีกแล้ว วันที่ 16 ม.ค.53 เวลา 5.30 น. เป็นวันที่ผมเจอหลวงพ่อฯท่านครั้งแรก เป็นวันครูที่ได้เจอบรมครูผู้ยิ่งใหญ่แห่งสัจธรรม แล้วก็เปรี้ยงเลยครับ สรุปโลก สรุปธรรมจริงๆ จากนั้นอีกไม่กี่วัน ผมก็โละเว็บเดิมทิ้งเปลี่ยนเป็น rombodhidharma.net จนเสร็จสิ้นในวันที่ 30 ม.ค.53 (ซึ่งถือว่าเป็นวันเกิดเว็บไซต์ด้วย) ท่ามกลางก้อนอิฐจำนวนมากจากแฟนเว็บเก่าที่ไม่เข้าใจสัจธรรม แต่ของจริงก็คือของจริงครับ จะเอาสังสารวัฏทั้งหมดมาเดินขบวนประท้วงผม ผมก็คงจะไม่ลาออก เอ๊ย ไม่เปลี่ยนใจหรอกครับ (ฮา)

ย่างเข้าปีที่ 5 ก็ยังไม่รู้ว่าจะมีอะไรอีก ก็ด้นสดมาตลอดครับ ไม่มีแผน ก็คงจะทำต่อไปเรื่อยๆ ส่วนถ้าใครสงสัยว่า ทำไมเว็บนี้ถึงได้เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อปีก่อน(หากดูจากเวลาที่ลงบทความชิ้นแรก) ก็ชี้แจงเอาไว้ว่า ผมย้ายเว็บจากของเดิมมาที่ใหม่ครับ ย้ายเนื้อหาทั้งหมดจาก host เก่ามาที่ใหม่ใช้เวลาเป็นเดือนๆ บทความแรกๆจึงลงวันที่เอาไว้เป็นปี 56 ครับ

เอ้อลืมไปอีกนิดนึงครับ ไปวัดกลับมารอบนี้ หลวงพ่อฯท่านดำริให้ผมเริ่มทำเว็บวัดภาษาต่างประเทศ โดยตั้งแต่กลับมาผมก็ได้ไปจดทะเบียนโดเมนเนมใหม่ขึ้นมาชื่อว่า www.rombodhidharma.org ครับ โดยทีแรก ผมกับแม่ชีหนิงเห็นตรงกันว่า น่าจะให้พระ Max ชาวรัสเซีย เป็นผู้ดูแล เพราะมีดีกรีเป็นถึงดอกเตอร์ แถมเคยเป็น webmaster มาก่อนด้วย แต่พอผมไปกราบเรียนท่าน ท่านก็บอกว่างานแบบนี้จะให้ใครที่ไหนทำไม่ได้ จะต้องเป็นผู้ที่มีเนื้อหาด้วย ผมก็เลยเงียบ...แหม่ ก็ต้องทำเองอีกสิครับ ไม่ต้องสงสัยเลย (ฮือ)

เอาเป็นว่าผมจะเป็นคนดูแลเว็บใหม่ภาคหลายภาษานี้ด้วยเอง โดยเนื้อหาการแปลบทขอขมากรรมและเทศนาธรรมของหลวงพ่อตอนต่างๆ และสื่อ infographic ภาษาต่างชาติทั้งหมด จะได้รับการ support จากทีมแปลภาษาที่วัด (ไม่งั้นเดี๋ยวแถวนี้มีคนตายคาคอมฯแน่ๆ ฮา) ซึ่งก็จะมีเนื้อหาสัจธรรมภาษาอังกฤษที่ผมจะเขียนเองรวมอยู่ด้วย แปลกดีที่ตั้งแต่กลับจากวัดมา เนื้อหาภาษาอังกฤษก็เริ่มผุดเข้ามาในหัวบ้างแล้ว อะไรจะพอดีขนาดนั้น

ตอนนี้เลยมีหลายช่องทางการสื่อสาร งานก็เยอะขึ้น แต่คิดว่าไม่น่าจะอัพเดตเนื้อหาช้าไปกว่าเดิมครับ เดี๋ยวจะโดนหาว่าขี้เกียจ(ฮา)

รออีกสักพักหนึ่ง ผมจะมีซีดีและดีวีด MP3 รวมเทศนาธรรมของหลวงพ่อมาแจกกันอีก รอให้ทำซีดีแผ่นใหม่ของท่านเสร็จก่อน แล้วจะมาประกาศแจกกันในเว็บอีกครั้งนะครับ

โปรดติดตามด้วยความไม่อะไรกับอะไร

สาธุ อนุโมทนากับทุกท่านที่ได้มีส่วนในการสนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ด้วย

และขอให้ทุกท่านได้มีส่วนในอธิวาสนาบารมีในการโปรดสัตว์นี้โดยทั่วกันไปตลอดกาลนานเทอญ

ทุกกรณีกรรม อโหสิ อโหสิ อโหสิ

ปริ๊นซ์

ปล.ท่านใดที่เจอผมแบบผ่านๆที่วัด แต่ผมไม่มีเวลาได้คุยด้วยเป็นเรื่องเป็นราว ก็ไม่ต้องเสียดายนะครับ โทรมาคุยกันได้เลย ผมเป็นแบบนี้ทุกครั้งที่ไปวัดครับ คิวไม่เคยว่าง ทำงาน(และแอบอู้)ตลอด อีกอย่างคือ ให้วางใจ เมื่อถึงเวลาที่จะได้คุยกันจริงๆ เดี๋ยวมันจะจัดสรรเองครับ

1 comment: