Wednesday, January 29, 2014

วิจิกิจฉา 101

จริงๆผมเคยพูดถึงวิจิกิจฉาไปแล้วครั้งหนึ่งในลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 6 แต่ตอนนี้ขอยกขึ้นมาอธิบายให้ชัดๆอีกทีหนึ่งถึงกลไกเบื้องหลังของวิจิกิจฉาและฝาแฝดของมันที่ก่อให้เกิดเป็นกรรมปิดบังพระสัจธรรม

การเจริญปัญญาหรือจะเรียกให้ชัดว่า โลกียปัญญา หรือ โมหปัญญา หรือ โมหะซ้อนปัญญา โลกียปัญญานั้นจะเริ่มที่ความลังเลสงสัย(วิจิกิจฉา) ซึ่งตามมาด้วยการตั้งคำถาม เหตุนี้เอง คำถามทั้งหลายจึงไม่ใช่เครื่องมือของปัญญา แต่เป็นเครื่องมือทำกรรมและใช้กรรมของวิจิกิจฉา อันได้ผลวิบากเป็นปัญญา แต่ปัญญาในที่นี้คือ โลกียปัญญา หรือ โมหปัญญา เป็นปัญญาบนโมหะ บนสมมติ เจือด้วยตัณหาอุปาทาน ซึ่งผลของการเจริญปัญญาลักษณะนี้คือ จะเกิดคำถามต่อไป เกิดความลังเลสงสัยต่อไปอีกเรื่อยๆไม่รู้จบ เพราะมันได้แต่สืบค้นไปตามโมหะอันไม่มีที่สิ้นสุด และได้ผลเป็นแค่การปรุงแต่งเท่านั้น เรียกง่ายๆว่าคิดเอาเอง

แต่โดยทิฏฐิและทัศนะของผู้เจริญปัญญานั้น เขาจะคิดว่าเขาเจริญปัญญาในอันที่จะทำให้หลุดพ้น อันนี้เป็นความเข้าใจบนสมมติของตน โดยที่ไม่เข้าใจความจริงที่สมมตินั้นปิดบังเคลือบแฝงอยู่ว่า สุดท้ายแล้ว การเกิดความสงสัย (วิจิกิจฉา) อันเป็นเชื้อกรรมที่นำพาให้ไปใช้กรรม(มีผลวิบากเป็นโมหปัญญา) วนเวียนเป็นสังสารวัฏไม่รู้จบ

ต้องใช้คำว่าไม่รู้ "จบ" นะครับ เพราะมันจบตัวเองไม่เป็น เพราะแม้กระทั่งบางคนถือว่าตนเข้าใจสัจธรรมแล้ว เข้าถึงแล้ว แต่มันยังคาอยู่ตรงความเข้าใจนั้น ก็ยังไม่ตรงต่อที่มันจบอยู่แล้วเสียที

นี่คือเหตุผลที่ทำไมหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต จึงมักจะตัดจบให้เลย ไม่ต้องต่อความยาวสาวความยืดอะไร ซึ่งบางทีก็ขัดเคืองกับพวกเจ้าปัญญามากๆ ก็เลยเกิดการดิ้นรนจนต้องเข้ามาในนี้หาอะไรทิ่มหูทิ่มตาตัวเองสักหน่อย

อีกอย่างหนึ่งคือ ลักษณะของคำถามใช้กรรมเหล่านี้ มักจะไม่ได้มุ่งไปที่จะจบให้กับตนเอง แต่เป็นคำถามที่มีจุดมุ่งหมายไปที่การเข้าใจมากขึ้น การรู้มากขึ้น การลองภูมิ การพยายามหาช่องตี การพยายามเอาชนะคะคานทางทิฏฐิ การพยายามพิสูจน์ในลักษณะจับถูกจัดผิด เพื่อโต้เถียงโต้แย้ง ฯลฯ ซึ่งถ้าใครไม่รู้ก็จะหลงไปตอบคำถามแล้วก็พาเขาวนไปอีก ลักษณะนี้ก็ไม่ใช่การโปรดสัตว์แล้วครับ แต่เรียกว่าเป็นการเลี้ยงทิฏฐิ ต่อกรรมไปเรื่อยๆ จบกันไม่ลงทั้งคู่เลย

เรื่องแบบนี้ต้องอ่านให้ขาด แล้วก็ไม่ต้องลังเลครับ ตัดได้ตัดจบให้เลย ตัดครั้งแรกไม่ขาดก็ตัดไปเรื่อยๆ เปิดสมมติให้คู่สนทนาได้เข้าใจเรื่อยๆเขาจะคลายออกเอง ยกเว้นพวกที่ "ตั้งธง" มาเถียงหรือเอาชนะ ซึ่งถ้าเจอพวกตั้งธงนี่เลิกคุยได้เลยครับ ปล่อยให้อารมณ์ค้างไปเลย เสียเวลาเปล่าๆ เพราะเป็นช่วงที่เขาโมฆะต่อสัจธรรมจากกรรมที่ปิดบังอยู่ ก็ต้องให้ขอขมากรรมในส่วนที่เคยเจริญปัญญา เคยถกเถียงด้วยทิฏฐิในการเอาชนะคะคานเสียก่อน เมื่อกรรมส่วนนี้เปิดออกแล้ว ก็จะเข้าใจเอง

เหตุผลที่สำคัญอีกอันหนึ่งที่ต้องตัดจบเลยเพื่อให้คลี่คลายเร็วที่สุด เพราะลักษณะกรรมทั้งหลายนั้นมีความเหนียวหนืดเหนียวแน่นมาก หากไม่ใช้วิธีแบบฉับพลัน มันก็จะยืดเยื้อเรื้อรังไปเรื่อย

ที่ต้องตัดจบให้เร็วนั้นก็เพราะว่า ไม่มีใครสามารถเข้าถึงโลกุตรปัญญาได้จากการปรุงแต่งเลยแม้แต่คนเดียว ได้แต่การหลงปรุงแต่งว่าเป็นโลกุตรปัญญาทั้งนั้น จะเข้าถึงและตรงต่อโลกุตรปัญญาได้จริงๆ ต้องตรงต่อเนื้อหานิพพาน ว่างจากตัวตนก่อน แล้วจะเข้าถึงโลกุตรปัญญาไปเอง เป็นปัญญาที่ไม่มีโมหะหรืออาสวะเจือปน ซึ่งอันนี้จะไปตอบคำถามพวกที่สงสัยว่าถ้าไม่เจริญปัญญาก่อนแล้วมุ่งตรงไปสู่บทสรุปด้วยการปลงทิ้งเลยแบบที่หลวงพ่อท่านสอนมันไม่น่าจะทำได้ ทำได้สิครับ ถ้าผู้ถ่ายทอดบารมีถึงและตรงต่อเนื้อหาพระสัจธรรมจริงๆ ก็จะทำให้การถ่ายทอดสัจธรรม และการสลายอุปาทานสามารถเกิดขึ้นได้ ชนิดว่างสลายจิต แต่สิ่งนี้จะเกิดขึ้นในภาคทิพย์ที่มองไม่เห็นครับ รับรู้อานุภาพนั้นได้ด้วยอาการคลายๆโล่งๆนั่นแหละ แต่อย่าไปยึดเอานะครับ เดี๋ยวจะกลายเป็นอุปาทานซ้อนกดทับลงไปอีก

การโปรดผู้มีกรรมกับปัญญาในลักษณะนี้ เราก็ไม่ต้องไปคิดว่าเราจะตอบเขาได้หมดนะครับ ถึงจะน่าเลื่อมใส ดูเป็นอรหันต์ แม้กระทั่งหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะเอง ท่านก็บอกอยู่เสมอๆว่า ท่านไม่ได้รู้ทุกเรื่องหรอก ท่านว่างสะท้อนสัจธรรมอย่างเดียว ไม่ต้องไปรู้เรื่องสรรพสัตว์เอาวิบากมาแบกอีก อรหันต์จริงๆท่านไม่มาสนใจว่าใครจะมองท่านว่าเป็นหรือไม่เป็นอรหันต์หรอกครับ มันเป็นกรรมของผู้มองเอง มองแล้วหลงเอง งมเอง งงเอง(ฮา)

ก็คงจะเตือนได้แค่นี้ล่ะครับสำหรับพวกที่พยายามจะเจริญปัญญา ยึดปัญญามากจนแข็งปั๋ง อึดอัดกดดันตัวเองจนได้แต่เกาๆเขี่ยๆสำเร็จความใคร่ทางปัญญาไปวันๆ แล้วหวังเอาว่ามันจะทำให้หลุดพ้นได้ กรรมทั้งนั้น จบไม่ลง โมฆะจากโลกุตรปัญญาของแท้โดยตลอด เพราะไอ้ตัวเอง(โมหะ)ที่ซ้อนลงในการปรุงแต่งทางปัญญานั่นแหละ ที่บังพระสัจธรรมไปเอง ซึ่งพระสัจธรรมหรือนิพพานนั้นเองที่บริบูรณ์อยู่แล้วทั้งหมด ไม่มีส่วนใดพร่องเลย จวบจนกระทั่งหลงเข้าไปปฏิบัติ หลงเข้าไปเจริญเอานั่นแหละ จึงเป็นเหตุให้มันกระพร่องกระแพร่งไปเสียเอง พยายามเท่าไหร่ก็ไม่บริบูรณ์เสียที

ก็ปลงใจสิครับ ไม่ต้องดิ้นรนเพื่ออะไรอีก ไม่แทรกแซงกายแทรกแซงใจอีก นั่นแหละโมหะตัณหาที่ติดในรู้ในเห็นมันจะจางคลายไปเอง จะสว่างแจ้งไปเอง

8 comments:

  1. ผมอ่านแล้วยังมีโมหะสงสัยติดอยู่อีก 1 ข้อครับ ซึ่งอยู่กับมันมานานพอสมควรมัก วงวนมาให้เกิดสังสัย หากผมดับสงสัยด้วยนิโรธสัจ โดยตั่งอารมณ์ ที่อนัตตา ได้ความสงบ แต่หากว่า อริยะสัจ4ประการ หากผมตั้งอยู่ นิโรธสัจเพียงประการเดียว แล้ววางเฉยต่อ ทุกข์สัจ สมุทัยสัจ และ มรรคสัจ การกระทำแบบฉับพลันให้สงบแบบนี้ จะถือได้ว่าสมบูรณ์หรือไม่ ครับ

    ReplyDelete
    Replies
    1. จะเอาอะไรไปดับอะไรล่ะครับ ในเมื่อทุกสรรพธรรมมันก็ดับโดยตัวมันเองอยู่แล้ว เมื่อหมดเหตุปัจจัยในการขับเคลื่อน อีกอย่างคือมันไม่สามารถที่จะตั้งอยู่ในนิโรธ นิพพานได้เลย เพราะว่านิพพานนั้นไม่สามารถปรุงแต่งอะไรได้อีก นอกเหนือธรรมทั้งปวง มันจึงไม่ติดไม่หลุด ไม่เนื้องด้วยเหตุปัจจัยใดๆ ไม่มีความหมายในความเป็นอะไร ดังนั้นหากคุณพยายามจะรู้ทุกข์ มันก็เป็นแค่การไปรู้ทุกข์โดยความหมายสมมติที่อ้างอิงเอาจากผัสสะอายตนะ ความจำได้หมายรู้และการปรุงแต่งซึ่งล้วนเป็นโมหะทั้งนั้น

      ทุกขสัจจะนั้นคือมันเสื่อมไปของมันเอง ที่ต้องบอกว่าของมันเองนั้น คือไม่มีใครเป็นเจ้าของทุกข์นั้น

      ความบริบูรณ์แห่งธรรมนั้นมันไม่สามารถเช็คได้เลย เพราะมันไม่มีตัวอะไรที่จะไปอ้างอิงในการตรวจสอบได้ และไม่ใช่ที่สงบหรือไม่สงบ ไม่ใช่ที่นิพพานหรือไม่นิพพาน เพราะทั้งหมดที่กล่าวมานี้ล้วนแล้วแต่เป็นสมมติทั้งนั้น วิมุตติจริงๆมันไม่ใช่อะไร ไม่มีอะไรที่จะอ้างอิงเอาได้เลย

      โดยความเป็นจริงแล้วมันไม่มีใครบรรลุอะไรหรอกนะครับ

      Delete
  2. เนวสัญญานาสัญญายตนภูมิ
    ทรงภาวะที่มีสัญญาไม่ปรากฏชัด ที่สถิตแห่งพระพรหมผู้ได้เข้าถึงภาวะมี สัญญา ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่
    "การที่เราทรงอารมณ์ภาวะ แบบนี้ จะถึอเป็นโลกุตระปัญหา ที่จะนำเราไปสู่ โลกกุตระภูมิ เช่นที่พระพุทธเจ้าทานแสดงไว้ใช้หรือไม่ครับ สิ่งที่ผมสงสัยและไม่ใช้ความสงสัยก็คือ มรรคสัจ คือ ความจริงที่จะนำไปสู่โลกุตระภูมิ เพราะนิโรจสัจ คือ ที่ผมเคยติดอยู่ ในความไม่มีอะไรในทุกสิ่งนั้นได้หมดอายุขัยของมันไปเอง" แต่ก็ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองดีกว่า อย่าไปสงสัยต่อสงสัยเลย อนิจจัง ทุกข์ขัง อนัตตา.

    ReplyDelete
    Replies
    1. ผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาพระนิพพานนั้นไม่ได้ทรงในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง ไม่ใช่ทั้งที่ใช่หรือไม่ใช่ นอกเหนือสภาวะ ไม่มีความแตกต่างระหว่างนิพพานและสังสารวัฏ เพราะไม่ใช่ที่สภาวะใด มันจึงไม่ต้องทรงในสภาวะใด อีกอย่างคือ โลกุตระนั้นไม่จัดว่าเป็นภูมิ นอกเหนือภพภูมิ

      อริยมรรคนั้นเป็นการคลี่คลายจากตัณหาอุปาทานอันเป็นทั้งหมดของตัวตนที่ซ้อนธรรมทั้งหลายอยู่ ส่วนนิโรธที่ท่านว่ามานั้นก็ยังไม่ใช่นิโรธที่เรียกว่า "ว่างจากตัวตน" หรือ นิพพาน จริงๆ เป็นแต่การทรงว่าง เกาะว่างอยู่อันเป็นอุปาทานบางๆชนิดหนึ่งเท่านั้น หรือที่เรียกว่าภาวนาบนความว่าง

      ว่างจากตัวตนหรือนิพพานนั้น ไม่จัดว่าเป็นลักษณะหรือสภาวะใดๆที่จะเข้าถึงได้ด้วยการกระทำ การปฏิบัติทั้งหลาย ยิ่งมีตัวตนเข้าไปดำเนินในมรรคก็ยิ่งกลายเป็นการตกหลุมโมหอวิชชาไปกันใหญ่นั่นเทียว

      Delete
  3. ขอขอบคุณในคำตอบแห่งธรรมทั้งหลายในผู้เข้าถึงญาณด้วยความไม่มีความหมายในทุกสิ่งซึ่งเป็นสัจจะธรรมเป็นความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้แล้วนั้น แล้วจะหาสิ่งใดที่มีความหมายได้อีก เมื่อองค์พระสัมมา สัมพุทธะได้ปรากฎและได้แสดงสัจจะธรรม ด้วยญาณแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ท่านได้ แสดงธรรม ที่เหนือกว่านิพพาน และอรหันตญาณ ด้วยโพธิ์ญาณ อันประเสริฐและจริงแท้ ใน มรรคสัมมาทั้ง 8 เป็นญาณแห่งความรู้ชอบทั้งหลาย ด้วยโลกุตระปัญญา แห่งผู้ที่ทรงตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง เราจึงน้อมรู้ตามญาณแห่งความรู้ชอบ ด้วยมรรคสัมมา และได้กล่าวสักการะบูชาผู้ได้กล่าวแสดงในความรู้ชอบนั้น ด้วยคำกล่าวที่ว่า อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ และเราผู้มีอายุ และเราผู้ซึ่งไร้ความหมายในทุกสิ่งแล้วนั้น ไม่อาจหมดความหมายในความรู้ชอบ ด้วยพระองค์เองขององค์พระสัมมา สัมพุทธะเจ้า เราผู้มีอายุจึงขอสรรเสริญ "พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ ห่างจากเพลิงกิเลส เพลิงทุกข์สิ้นเชิง และตรัสรู้ชอบได้ด้วยพระองค์เอง" และสรรเสริญใน สัจจะธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้แสดงไว้ ในสัจจะธรรม 4 ประการนั้น สรรเสริญในพระสงฆ์และอรหันต์สาวกของพระผู้มีพระเจ้า ผู้ปฏิบัติดีปฎิบัติชอบ เราผู้มีอายุ ยังไม่อาจเข้าถึงโพธิ์ญาณ อันรู้แจ้ง อาจมีโมหะในอวิชา ขออโหสิกรรม ในการกระทำทั้งหลายทั้งปวง ด้วยความมีสติรู้ชอบก็ดี ด้วยความขาดสติรู้ชอบก็ดี อโหสิ..อโหสิ..อโหสิ

    ReplyDelete
    Replies
    1. กรรมทั้งหลายทั้งปวงอันเกิดจากการใช้บัญญัติอันคลุมเครือ รุ่มร่ามจนก่อให้เกิดความวกวนในการตีความ ให้ค่าให้ความหมาย จนก่อให้เกิดทิฏฐิในธรรมซ้อนลงในเนื้อหาพระสัจธรรมจนกลายเป็นการปิดกั้นปิดบังพระสัจธรรมอันว่างอยู่แล้วจากตัวตนทั้งปวง และกรรมทั้งหลายที่เกิดจากความพยายามที่จะเข้าใจในเนื้อหาแห่งสัจธรรมโดยการขบคิด ตีความ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ตลอดจนถึงกรรมอันเกิดจากการคาดหวัง คาดหมายในสัจธรรมทั้งหลาย

      ขอให้องค์คุณเบื้องสูง องค์คุณแห่งมหาบารมี องค์คุณแห่งพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ จงได้โปรดเป็นประธาน ขอให้ท่านและข้าพเจ้าอันมีเหตุให้มาสัมพันธ์กัน ณ ที่แห่งนี้ ได้กราบขอขมากรรมร่วมกัน ขอให้กรรมทั้งหลายที่กล่าวมานี้ จงเป็นอโหสิกรรม และขอชดเชยชดใช้ในหนี้กรรมทั้งหลายเหล่านี้ด้วยอธิวาสนาบารมีในทุกภพทุกชาติ เพื่อที่จะได้ไม่ติดขัดข้องคาในการตรงต่อพระสัจธรรมด้วยเทอญ

      อโหสิ อโหสิ อโหสิ

      Delete
  4. เราผู้มีอายุขอนนอบน้อมในพระธรรมอันว่างอยู่แล้วจากตัวตนทั้งปวง กรรมทั้งหลายที่ข้าพระพุทธเจ้าได้กระทำ จากการตีความ วิเคราะห์ วิจัย วิจารณ์ ตลอดจนกรรมอันเกิดจากการคาดหวัง ความหมายในสัจธรรม ที่ท่านและเราผู้มีอายุได้กระทำร่วมกันในเหตุให้มาสัมพันธ์กัน ณ ที่แห่งนี้ ทั้งกรรมในปัจจุบันกาล ทั้งกรรมในอดีตกาล ทั้งกรรมในอดีตชาติ จงเป็นอโหสิกรรมร่วมกัน และขออโหสิกรรมต่อทุกด้วยจิต ทุกด้วยวิญญาณ ที่ได้มาสัมพันธ์ในกรรมที่ได้กระทำร่วมกัน ณ ที่แห่งนี้ จงเป็นอโหสิกรรมร่วมกัน และขอชดเชยชดใช้ในหนี้กรรมทั้งหลายเหล่านี้ ด้วยความเจริญใน อธิวาสขันติ และเจริญในพระสัจธรรมร่วมกันในการสืบไปด้วยเทอญ

    อโหสิ อโหสิ อโหสิ

    ReplyDelete
    Replies
    1. อโหสิ อโหสิ อโหสิ สาธุ

      Delete