Friday, January 10, 2014

ศรัทธา 101

วันนี้มาว่ากันด้วยศรัทธาอันเป็นต้นทางของศาสนากันดีกว่า แต่ขอให้เปิดใจนะครับ เพราะเนื้อหาทั้งหมดนี้คือการสะท้อนจากสัจธรรมความเป็นจริง ซึ่งแตกต่างจากมุมมองของปุถุชนทั่วไปที่มองคำว่า"ศรัทธา"เป็นไปในอีกแบบหนึ่ง

ศรัทธาในความหมายที่เข้าใจกันทั่วๆไปคือความเลื่อมใส นับถือ และเชื่อในศาสนา หลักศาสนา หลักธรรมคำสอน

แต่เนื้อหาแห่งศรัทธาที่ว่ามานั้นก็คือ โมหะตัณหาอุปาทาน ดีๆนี่เองครับ

โดยธรรมชาติแห่งความเป็นสัตว์นั้น ดวงจิตทั้งหลายในสังสารวัฏต่างก็หลงปรุงแต่ง ไขว่คว้าและยึดติดในภาพมายาที่ถูกยอบย้อมด้วยความหลอกลวงแห่งผัสสะอายตนะ พูดง่ายๆคือจะหาที่ยึดเหนี่ยวหาที่ยึดเกาะอีท่าเดียว ไม่ว่าจะเป็นบุคคล รูปเคารพ เรื่องราว แนวทาง ฯลฯ เพื่อให้ตนอุ่นใจ สบายใจ และมีที่พึ่งเอาไว้ก่อน ทำให้โดยพฤติกรรมแล้วทุกชีวิต ต่างหลงดำเนินไปข้างหน้าโดยอาศัยอุปาทานแห่งตนทั้งนั้น

และการที่คนใดคนหนึ่งจะเกิดความศรัทธา หรือยึดมั่นในศาสนาใดศาสนาหนึ่งได้ ก็จะต้องผ่านการพิสูจน์ตามทิฏฐิแนวทางของแต่ละคนก่อนจึงจะเกิด "ความเชื่อ" ซึ่งความเชื่อนี้เอง จะนำผู้นั้นเข้าสู่เนื้อหาสัจธรรมในภายหลัง ซึ่งศรัทธาที่ว่านี้ก็เป็นเชื้อกรรมเก่าๆที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นลอยๆ

การพิสูจน์ก่อนที่จะศรัทธานั้นก็มีหลากหลายแนวทาง เช่น บางคนเชื่อถือศรัทธาเพราะปาฏิหารย์บ้าง เกิดจากการใช้ปัญญาขบคิดบ้าง กำลังทุกข์จัดเพราะหมดสิ้นหนทาง แล้วได้พบแสงสว่างส่องทางบ้าง เกิดจากการถกเถียงทางปัญญาบ้าง ฯลฯ จนต่อเมื่อเกิดศรัทธาต่อสิ่งนั้นๆขึ้นมาแล้ว คนผู้นั้นก็จะเปิดใจต่อเนื้อหาต่างๆที่สอดคล้องกับความเชื่อความศรัทธาของตน อันนี้ก็เป็นลักษณะกรรมที่แตกต่างกันออกไปเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้เอง การที่จะโปรดคนใดคนหนึ่ง หรือคนกลุ่มใด บางทีก็อาจจะต้องอาศัยรูปแบบในทางคตินิยมบางอย่างในการนำพาให้เขาน้อมเข้ามาหาสัจธรรม เป็นการอาศัยตระกูลกรรมหรือทิฏฐิกรรมในการน้อมเข้ามาหาและสร้างศรัทธาในเบื้องต้น ซึ่งการโปรดสัตว์ในลักษณะนี้เป็นแนวทางที่ใช้ได้กับผู้โปรดฯที่อยู่ในรูปแบบฆราวาสเป็นส่วนใหญ่ เพราะอยู่รูปลักษณ์ที่ยืดหยุ่นได้มากกว่ารูปแบบพระสงฆ์ ทำให้สามารถแทรกซึมลงไปในหมู่ผู้ที่ยังไม่มีศรัทธาได้กว้างขวาง ทั้งนี้ทั้งนั้นรูปแบบพระสงฆ์ก็ยังจำเป็นที่จะต้องมีอยู่ ตามลักษณะของทิฏฐิกรรมที่มีอยู่ในโลก

เรื่องของศรัทธาจริงๆมันก็ไม่มีปัญหาอะไรหรอกครับ ถ้าเป็นศรัทธาแท้ๆที่ไม่เจือปนด้วยโมหะตัณหาในการยึดติด แต่ปัญหามันเกิดก็ตรงที่มีพระและฆราวาสมากมายที่ยังไม่บรรลุธรรม ต่างก็ใช้ศรัทธาเป็นเครื่องมือในการชักจูงคน ในการหากิน ในการหาประโยชน์ส่วนตนผ่านทางศาสนา จนบางทีก็เกิดปรากฏการณ์ที่ทำให้กลายเป็น "ศรัทธาเกิน" ในหมู่ผู้คน กลายเป็นความยึดติด ยึดมั่นถือมั่นอย่างงมงาย หน้ามืดตามัวจนปิดบังสัจธรรมไป อย่างนี้ต่อให้ศรัทธาต่อพระพุทธเจ้าหรือพุทธวจนะ แต่ก็ยังถือว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิอยู่ คือยังงมงายยึดติดในศรัทธาเพื่อตนเอง เพื่อความเชื่อแห่งตน แล้วไอ้ตนเองนี่มาจากไหนถ้าไม่ใช่โมหะตัณหา

ยิ่งการใช้การตลาดการประชาสัมพันธ์เรื่องของศาสนามากเกินไป ก็กลับทำให้เกิดเป็นศรัทธาในภาพมากยิ่งขึ้น ไม่ใช่ศรัทธาในเนื้อหาแห่งสัจธรรมจริงๆ ด้วยเหตุนี้เอง ที่นี่เราจะเน้นเนื้อหาสัจธรรมเป็นหลัก ส่วนอื่นจะตามมาเองโดยที่ไม่ต้องไปทำอะไร เพราะศรัทธาชนิดยึดติดนี้ ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นเครื่องมือในการหาผลประโยชน์มากกว่าที่จะเป็นไปเพื่อพระสัจธรรม ซึ่งเราไม่ได้ใส่ใจในจุดนี้เลย เพราะกระบวนการเผยแพร่พระสัจธรรมจะได้รับการจัดสรรบารมีและทรัพยากรเองอย่างอัตโนมัติ ไม่ต้องไปวิ่งหารายได้ วิ่งเรี่ยไรเงินมาใช้ในการเผยแพร่แต่อย่างใด ทุกอย่างจะเกิดเองเป็นเอง

แม้การโปรดสัตว์เอง อาจจะต้องอาศัยศรัทธาเป็นตัวน้อม แต่จะไม่ได้สร้างศรัทธาแบบการโฆษณาชวนให้เชื่อให้หลงงมงาย(มันจะเป็นกรรมต่อผู้โปรดในภายหลังด้วย) ต้องปล่อยให้เกิดเองเป็นเองตามเหตุปัจจัยที่อยู่ตรงหน้าแบบด้นสด แล้วโปรดตามเหตุ ให้ผู้มีอธิวาสนาเข้ามาเจอเนื้อหาสัจธรรมเอง หรือบางทีก็มีภาคทิพย์เชื่อมโยงเข้ามา(เป็นหน้าที่ของเขาเหมือนกัน)

การโปรดสัตว์ในยุคที่อัตตาทิฏฐิเกินร้อยแบบนี้ต้องให้สัจธรรมความเป็นจริงถึงที่สุด แบบตรงๆไม่ต้องอ้อมค้อม ไม่ปรุงแต่งคำจนความสละสลวยบดบังเนื้อหา เมื่อผู้คนเข้าใจเนื้อหาแล้วศรัทธาที่จะเปิดใจฟังเนื้อหาสัจธรรมก็จะเกิดตามมาเอง ส่วนใครที่ยึดของเก่าจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ ก็ไม่ต้องสนใจ เพราะคนที่ไม่เข้าใจก็จะไม่เข้าใจอยู่อย่างนั้น อันเนื่องจากกรรมบัง ต้องปล่อยให้กรรมของเขาคลี่คลายก่อน ไม่อย่างนั้นก็เสียเวลาเปล่า ซึ่งถ้าเขายอมขอขมากรรม ก็ให้ขอขมากรรมกันก่อน ถ้าไม่ยอม เราก็ต้องปล่อยไป อาจจะเกินกำลังบารมีของเราหรือไม่ก็ยังไม่ถึงวาระของเขาจริงๆ

ส่วนอาการศรัทธาเกินนั้น คนเหล่านี้เวลาได้ฟังธรรมหรือเจอครูบาอาจารย์ที่ตนศรัทธา ก็จะออกไปในแนวเกินๆ เช่นกลัวเกิน ไม่กล้าเข้าใกล้ ยึดติดเกิน จนใครจะมาแตะครูบาอาจารย์ของตนไม่ได้ ภูมิใจและมั่นใจเกิน จนรีบร้อนไปเผยแพร่ทั้งๆที่ตนยังไม่แจ้งในสัจธรรมจริงๆ จนบางทีก็ก่อให้เกิดกรรมจนต้องไปตามล้างกันอีกในภายหลัง นอกจากนั้น ศรัทธาในลักษณะนี้เองก็ยังเป็นกรรมที่บังสัจธรรมไปด้วยในตัว ผู้เผยแพร่สัจธรรมจึงต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดอาการศรัทธาเกินในหมู่เหล่าผู้ฟังสัจธรรมด้วย

อาการศรัทธาเกินต้องค่อยๆแก้ครับ รีบร้อนไม่ได้เพราะเขายึดของเขามาก เพราะกรรมเก่าที่เขาเคยทำมาก็คือ เคยปฏิเสธองค์คุณเบื้องสูงหรือมหาบารมีมาก่อน พอวิบากให้ผลก็เลยยึดจนเหมือนงมงาย คือไม่ว่าจะพูดอย่างไรเขาก็คิดว่าเขาถูก จะไปว่าเขาผิดไม่ได้ ในรูปการณ์นี้ เราก็ต้องให้สัจธรรมแบบพื้นๆไปก่อน ให้โมหะและกรรมที่ปิดบังจางคลายไปก่อน ให้เขาคลายออกจากศรัทธาทีละน้อยๆ พอถึงจุดหนึ่งก็ล้างศรัทธาได้เลย ศรัทธาของคนกลุ่มนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อนเพราะเป็นการยึดติด ก็ต้องใจเย็นๆให้โอกาสกันไป

ส่วนกลุ่มปัญญาธิกะ เหล่านี้จะมีศรัทธาที่สมดุลกับปัญญาอยู่พอสมควร หากเข้าใจสัจธรรมดีแล้ว การล้างศรัทธาก็ไม่ยากอะไร

ที่ต้องล้างศรัทธาในท้ายที่สุด เพราะศรัทธาในรูปแบบของการยึดติดนั้น ก็ยังไม่ใช่เนื้อหาสัจธรรม ผู้ที่มีศรัทธาที่แท้จริง นั้นก็คือผู้ที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมหรือพระนิพพาน จากผู้ที่ยึดติดในองค์คุณเบื้องสูงหรือมหาบารมีทั้งหลาย กลายมาเป็นเนื้อหานิพพานเสียเอง ตรงต่อองค์คุณเบื้องสูงทั้งหลายเสียเอง นี่คือเนื้อหาศรัทธาที่แท้จริงครับ ศรัทธาที่ไม่ต้องไปเนื่องด้วยอะไรอีกแม้กระทั่งองค์คุณเบื้องสูงเอง ซึ่งไม่ได้หมายความว่าไม่เคารพนะครับ เพียงแต่ไม่ยึดติดเท่านั้นเอง

เมื่อตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมจริงๆแล้ว ล้างศรัทธาที่ยึดติดในองค์คุณแล้ว มันก็จะไม่ต้องพึ่งอะไรอีกแม้กระทั่งพระรัตนตรัยก็ตาม คือเป็นเนื้อหาไปแล้ว นั่นแหละคือพระรัตนตรัยที่ครบองค์โดยตัวมันเอง ไม่ต้องไปดิ้นรนหาที่พึ่งอะไรอีก

การล้างศรัทธานั้นก็มีหลากหลายวิธี ตั้งแต่แบบนิ่มนวล ไปจนถึงการใช้ยาแรงอย่างการหักศรัทธา หลังๆหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านจะให้ประกาศสละประกาศถอน การยึดติดในศรัทธาอยู่บ่อยๆ เพราะเนื้อหาสัจธรรมนั้น ไม่ต้องใช้ศรัทธามากมายอะไร แค่ศรัทธาในเบื้องต้นก็พอแล้ว ส่วนบางท่านก็เจอยาแรง ชนิดที่เรียกว่า "หักศรัทธา" กันเลยก็มี ขึ้นอยู่กับบุคคล เราจะเอาปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งมาเป็นประมาณไม่ได้ สิ่งนั้นเป็นสัจธรรมที่หลวงพ่อฯท่านให้แต่ละคนในต่างกรรมต่างวาระไป ไม่สามารถจะยึดเป็นบรรทัดฐานอะไรได้ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะ ลักษณะของกรรมในแต่ละดวงจิตนั้นไม่เหมือนกัน จะให้ใช้วิธีเดียวกันในการล้างศรัทธาทั้งหมดก็ไม่ได้ครับ ต้องให้ธรรมที่เฉพาะตนไป

การล้างศรัทธานี้ไม่ได้ทำให้ใครหมดศรัทธานะครับ หมดศรัทธานี่คือการไปหาที่ยึดใหม่ เพราะสิ่งที่ยึดเอาไว้มันไม่ถูกใจเหมือนเดิมแล้ว แต่การล้างศรัทธานั้นเป็นการล้างโมหะอุปาทานที่ซ้อนศรัทธาอยู่ครับ ล้างศรัทธาแล้วก็จะตรงต่อเนื้อหาศรัทธาจริงๆ เป็นศรัทธาที่บริสุทธิ์ ไม่ประกอบไปด้วยความหลงยึดติดแต่ประการใด ประโยคนี้คุ้นๆไหมครับ ผมยกมาจากบทประกาศสละชดใช้หนี้กรรมนั่นไง

เมื่อตรงต่อศรัทธาที่บริสุทธิ์แล้ว ผู้นั้นก็จะอาจหาญ เด็ดเดี่ยว ไม่หวั่นไหวไปกับกระแสโลก กระแสธรรม เป็นผู้อยู่เหนือโลกเหนือธรรมอย่างแท้จริงไปเองครับ

การล้างศรัทธานี้ มีที่วัดร่มโพธิธรรมวัดเดียวเท่านั้น กล้าล้างชนิดที่ว่าไม่กลัวคนหนีกันเลยทีเดียว แต่ก็แปลกตรงที่ยิ่งล้างศรัทธามากเท่าไหร่ ผู้คนก็ยิ่งหลั่งไหลเข้ามามากขึ้นเท่านั้น และทั้งหมดนี้ไม่ได้ใช้การโฆษณาแม้แต่น้อยเลยครับ ทุกอย่างเป็นไปตามอานุภาพแห่งสัจธรรมล้วนๆ

2 comments:

  1. ตั้งแต่กลับจากวัดมาก็ยุ่งกับการทำซีดีชุดใหม่ให้หลวงพ่อครับ เลยไม่ค่อยได้อัพเดตเนื้อหาใหม่ๆ เอาไว้รอซีดีชุดนี้จบก่อน ก็น่าจะกลับมาอัพเดตได้เป็นปกติครับ

    ReplyDelete
  2. เพิ่งจดทะเบียนเว็บ Inter เอาไว้ด้วยครับ แต่ยังไม่อัพเนื้อหา รอคำอธิบายเพิ่มเติมเร็วๆนี้ใน คุยข้างเดียว ตอนต่อไปครับ ลองเข้าไปดูเล่นๆได้ที่ http://www.rombodhidharma.org

    ReplyDelete