Wednesday, December 25, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#49

คนดี คนเสียสละก็ดีอยู่แล้วนิ
แต่พอไปว่าคนอื่นไม่ดี ไม่เสียสละ
ยกตนว่าดีกว่าคนอื่น มันก็เลยกลายเป็นไม่ดีไป
นี่เองที่เรียกว่าตัณหาในความดี หรือ อัตตาในดี
-----------------------------------------

การที่ท่านทั้งหลายจะกล่าวเนื้อหาอันเป็นสัจธรรม
ก็ไม่จำเป็นจะต้องอ้างเบื้องบนมาบังหน้าให้คนเชื่อถือศรัทธามากๆหรอกนะ
เพราะที่สุดแล้วสัจธรรมก็แสดงตัวมันเองอยู่ชั่วนิรันดร์กาล ไม่เกิดไม่ดับอยู่อย่างนั้นโดยตลอด
มันจึงไม่ต้องห่วงอะไรกับการที่คนจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ศรัทธาหรือไม่ศรัทธาอีก
ไม่งั้นก็จะมีแต่การยึดติดศรัทธาอยู่อย่างนั้น ไม่ตรงต่อสัจธรรมเสียที

------------------------------------------

ความเป็นสังสารวัฏของสรรพสัตว์ทั้งหลาย
ไม่ได้เกิดจากกิเลส ตัณหา แต่อย่างใด
มันมีต้นตอมาจากโมหะอวิชชาทั้งนั้น

และอวิชชาอันเป็นเหตุให้เกิดแง่มุมในทัศนะ
จนก่อให้เกิดความติดเนื้อต้องใจในนามธรรม รูปธรรมทั้งหลาย
อันเป็นมายาที่ไม่มีแก่นสารใดๆ เพราะมันความว่างเปล่าจากความเป็นตัวตน
สิ่งต่างๆในสังสารวัฏก็ไม่ได้เกิดขึ้นจริง เป็นแต่เพียงการปรุงแต่งไปบนโมหะอวิชชาทั้งนั้น
หรือจะพูดให้ชัดๆก็ได้ว่า ชีวิตก็คือความฝันลมๆแล้งๆนั่นเอง
...มันไม่มีอะไรจริงสักอย่างเดียว

ก็แค่ปล่อยให้ธาตุธรรมทุกอย่างมันเป็นไปของมันเองอย่างนั้นโดยธรรม
ไม่ใช่ที่ดีหรือไม่ดี ไม่ใช่ที่หลงหรือไม่หลง ไม่ใช่ที่บรรลุหรือไม่บรรลุ
มันก็จะคลายจากโมหะซ้อนจิตไปเอง ยุติความต่อเนื่องของโมหกรรมไปเอง
ว่างจากอัตตาตัวตนซ้อนในสภาวะทั้งหลายในกายในใจไปเอง จบภพจบชาติไปเอง
นี่คือเนื้อหาของนิพพานที่ไม่ข้องคากับมายาสมมติใดๆแม้แต่อย่างเดียว

--------------------------------------------

เชื่อสิ่งใด ก็เกิดอุปาทาน เกิดจิตเกิดภพเกิดชาติกลายเป็นตัวตนซ้อนสิ่งนั้น
ไม่เชื่อสิ่งใด ก็เกิดอุปาทาน เกิดจิตเกิดภพเกิดชาติกลายเป็นตัวตนซ้อนสิ่งนั้น
สัตว์ทั้งหลายที่ถือครองทิฏฐิตนอย่างเหนียวแน่น ยึดตัวตนในธรรมทั้งหลายอย่างเหนียวแน่น
จึงไม่มีใครพ้นการเกิด แก่ เจ็บ ตาย ไปได้โดยการยึดมั่นในความเชื่อ
แม้กระทั่งกับความเชื่อในคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ไม่ยกเว้น
การจะตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมที่ว่างจากตัวตน ว่างจากภพชาตินั้น
ก็ให้มันนอกเหนือความเชื่อ หรือ ไม่เชื่อ
ไม่ใช่ที่เชื่อ หรือไม่เชื่อ มันก็จะหมดอุปาทานความยึดติด
หมดการปรุงแต่งในธรรมทั้งหลายไปเอง
ไม่ปรุงแต่งแม้แต่การเป็นสภาวะจิตขึ้นมาดำรงตัวตนอีก
นอกเหนือการยึดติดในสภาวธรรมทั้งปวงนั่นแหละ นิพพาน

---------------------------------------------

ผู้ที่ตรงต่อสัจธรรม ไม่จำเป็นต้องแสดงให้ใครเห็นหรือเข้าใจว่าตนเองไม่ยึดหรอกนะ
เพราะการทำแบบนั้นมันก็คือไปยึดความคาดหวังของคนอื่นมาเป็นประมาณอีกนั่นแหละ
ทิฏฐิตนยังยึดไม่ได้ ไปยึดทิฏฐิคนอื่นนี่แน่ใจแล้วเหรอ?

--------------------------------------------

การเผยแพร่สัจธรรมนั้นไม่ต้องไปชักชวนหรือเกณฑ์คนมากๆมามุงให้ดูดีหรอกนะ
ใครจะสนใจหรือไม่สนใจก็ไม่ต้องไปให้ค่าให้ความหมายกับจำนวนคนจำนวน like
ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นตัณหาในการเผยแพร่ไปอีก

--------------------------------------------

กรรมและวิบากกรรมทั้งหลาย
ล้วนถูกปกปิดไปด้วยมายาแห่งสมมติ
ปกปิดด้วยหน้าที่การงาน
ปกปิดด้วยอุดมการณ์
ปกปิดด้วยโมหะความหลง
ปกปิดด้วยเหตุผลต่างๆนานา
ปกปิดด้วยพันธะภาระผูกพัน
ปกปิดด้วยความถูกต้อง ความผิดพลาด
ปกปิดด้วยความสำเร็จ ความล้มเหลว
ปกปิดด้วยความจำเป็นต่างๆ
ปกปิดด้วยเงื่อนไขนานาประการ
สมมติที่ปกปิดกรรมและวิบากกรรมทั้งหลายเหล่านี้
ล้วนเกิดจากโมหะอวิชชาที่ทำให้หลงจริงจังกับสมมติ
แทนที่จะแค่ใช้วิบากกรรมให้หมด ก็กลายเป็นการต่อภพต่อชาติไม่จบสิ้น
จนเลยเถิดไปเป็นสังสารวัฏยืดยาวข้ามกัลป์ข้ามกัปป์ เพียงเพราะไม่แจ้งในความจริง
แม้กระทั่งการปฏิบัติธรรมเองก็เป็นสมมติที่ปกปิดวิมุตติอยู่เช่นกัน

จะตรงต่อวิมุตติได้ ก็ไม่ใช่ไปปฏิบัติสมมติเพื่อออกจากสมมติอะไรอีก
เพราะผลที่ได้มันก็คือสมมติเหมือนเดิม มายาเหมือนเดิม หลงเหมือนเดิม
แต่ให้ปลงซึ่งมายาแห่งสมมติทั้งหลายลงเสีย
เลิกหลงจริงจัง เลิกหลงตั้งเอา เพราะมันเอาไม่ได้จริงสักอย่าง
ให้มันหมดหวง หมดห่วง ในทุกเรื่อง เพราะไม่มีใครเป็นเจ้าของอะไรจริงอยู่แล้ว
มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยอย่างนั้นของมันเอง เช่นนั้นเอง
พันธนาการต่อสมมติทั้งหลาย ล้วนแต่เกิดจาก "เรา" หลงเข้าไปให้ค่าให้ความหมายมันเอง
และ "เรา" ในที่นี้ ก็คือโมหะอวิชชา ความหลงเห็นว่าเป็นตัวตนซ้อนในธรรมทั้งหลาย
ก็ไม่ต้องเอา "เรา" เข้าไปแทรกแซงสภาพธรรมอะไรให้เป็นกรรม เป็นอัตตาอีก
ทุกอย่างมันก็จะเป็นไปโดยธรรมของมันเอง กลายเป็นท่วงทำนองของธรรมชาติไปเอง
เมื่อนั้นก็จะจบกิจ จบจิตกับสมมติทั้งหลาย ตรงต่อวิมุตติในท่ามกลางสมมติไปเอง

-------------------------------------------------

นิพพานนั้นไม่เนื่องด้วยเหตุปัจจัยในการปรุงแต่งอะไร
ทำให้นิพพานมีอีกชื่อหนึ่งว่า อสังขตธรรม
คือ ไม่เนื่องด้วยธรรมทั้งหลายทั้งปวง
นอกเหนือการปรุงแต่งใดๆในเชิงสมมติ
นอกเหนือเงื่อนไขใดๆในเชิงโลกีวิสัย
ว่างจากตัวตนในทุกๆสภาวธรรม

การ"ทำเหตุ"ให้ถึงพร้อม จึงไม่สามารถใช้กับนิพพานได้
เพราะการหลงทำเหตุ จะได้ผลเป็นวิบากกรรมแทน
หลงทำเหตุแห่งสมาธิ ก็เป็นกรรมกับจิต เป็นวิบากกับจิต
หลงทำเหตุแห่งสติ ก็เป็นกรรมกับสติ เป็นวิบากกับสติ
หลงทำเหตุแห่งความเพียร ก็เป็นกรรมกับความเพียร เป็นวิบากกับตัวเอง
หลงทำเหตุใดในเชิงโลกียะ ก็จะได้ผลเป็นวิบากอันทนได้ยากเสมอ
หาใช่เหตุที่ทำให้ถึงซึ่งนิพพานไม่

ก็ต่อเมื่อเธอทั้งหลายปลงเหตุแห่งโมหะอวิชชาลงเสีย
เหตุที่ทำให้เธอดิ้นรนไปแสวงหาความหลุดพ้นจากทุกข์
เหตุอันเป็นโมหะอวิชชาที่ปิดบังความเป็นจริงอยู่ว่า
ทุกๆสภาวธรรมนั้นล้วนแล้วแต่...
อนิจจังอยู่แล้ว ไม่มีอะไรคงทนตลอดไป
ทุกขังอยู่แล้ว เสื่อมไปในทุกๆสภาพการณ์
อนัตตาอยู่แล้ว ไม่มีอะไรที่เป็นตัวตนจริงในมายาแห่งธรรมทั้งหลาย

เพียงแค่ยอมที่จะไม่ดิ้นรนไปแก้ไขสภาวธรรมที่มันเป็นธรรมอยู่แล้ว
ยอมที่จะไม่ดิ้นหนีสภาวธรรมที่มันเป็นธรรมอยู่แล้ว
ยอมจนหมดใจ เลิกพยายามที่จะดิ้นรนแสวงหาอะไรอีก
เมื่อนั้นตัวตนที่เคยซ้อนลงไปยึดในสภาวธรรมมาเป็นตัวตนก็จะจืดจางลง
คลายออกจากอุปาทานที่เหนียวแน่นในสภาวธรรมทั้งหลายที่มันเสื่อมไปโดยตัวมันเองตลอด
ก็จะแจ้งไปเองว่า ไม่เคยมีใครทุกข์จริง
เพราะ"ใคร"ที่ว่านั้นก็เป็นเพียงความหลงเข้าไปยึดชั่วครั้งชั่วคราว
ก็จะแจ้งไปเองว่า ไม่เคยมีใครต้องหลุดพ้นจากอะไร
เพราะ "ใคร"ที่ว่านั้นก็เป็นเพียงความหลงชั่วครั้งชั่วคราวเช่นกัน
ความจริงแห่งนิพพานนั้นจึงไม่ใช่อะไรที่จะอ้างอิงหรือรับรู้เอาจากสมมติต่างๆได้เลย

1 comment:

  1. สาธุค่ะสาธุ บรรยายได้ละเอียดหมดจด จริงๆ ������������

    ReplyDelete