Monday, December 9, 2013

มันไม่ยึดกันอยู่แล้ว ไม่ต้องไป "ไม่ยึด"อีก

ประโยคจั่วหัวบทความนี้ หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเป็นผู้กล่าวเอาไว้หลายๆครั้งในเทศนาธรรมชุด "เลิกหลง จบกิจ จบตัวปฏิบัติ"

แล้วประโยคที่ว่านี้คืออะไร หมายความว่าอย่างไรกันแน่?

โดยสัจธรรมความเป็นจริงนั้น ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสรรพธาตุ สรรพธรรมทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นอิสระต่อกัน ไม่มีอะไรขึ้นกับอะไร ไม่มีอะไรยึดกับอะไรเลย แม้กระทั่งเมื่อเกิดเหตุปัจจัยให้มีความเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวขึ้นกับธรรมทั้งหลาย มันก็เพียงแค่ความเปลี่ยนแปรไปตามเหตุปัจจัยเท่านั้น เมื่อหมดเหตุปัจจัยที่มากระทำ ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพธาตุธรรมเดิมๆไปเอง ทุกอย่างที่กระทำต่อกันก็เป็นเพียงปรากฏการณ์ชั่วคราว จะเป็นอะไร จะมีอะไร ก็เป็นขึ้นมีขึ้นเพียงชั่วคราวตามแรงกรรมแรงกระทำ ไม่ติดไม่หลุด ไม่เกิดไม่ดับ ไม่มีอนาคตไปข้างหน้า ไม่เคยมีอดีตที่สามารถสืบสาวไปเบื้องหลัง ไม่มีแม้แต่กระทั่งปัจจุบันเพราะมันไม่ได้อ้างอิงอะไร มันเป็นของมันเช่นนั้นเอง แล้วมันก็ไม่มีความหมายอะไรเป็นพิเศษด้วยซ้ำไป

สิ่งที่ทำให้เราเห็น เราสัมผัส เรารับรู้ เราเข้าใจ เราจำได้ เราคิดว่ามันมีความต่อเนื่อง มีความติดพัน เป็นสันตติความต่อเนื่องในความเป็นสังสารวัฏ อันทำให้ทุกคนต้องการ"การปล่อยวาง" ก็ล้วนแล้วแต่มาจากอำนาจของโมหะที่ครอบงำผ่านสักกายทิฏฐิทั้งนั้น เมื่อถูกโมหะทิฏฐิครอบงำเสียแล้ว จึงเกิด "ตัวปฏิบัติ" ขึ้นมาคอยจัดการ คอยปล่อยวาง หรือดิ้นหนีดิ้นสู้กับสภาวะต่างๆที่หลงคิด หลงยึดเอาเองว่าเป็นกายเป็นใจของตน

เมื่อหลงไปกับโมหะปฏิบัติแล้ว มันก็เหมือนกับยึดในสภาวะต่างๆตลอดเวลา ยึดโลกบ้าง ยึดธรรมบ้าง ยึดไปเรื่อยๆ มันก็เหนื่อย มันก็เมื่อย พอพยายามจะปล่อยวาง ก็ไปหลงยึดการปล่อยวาง มันเลยไม่วางจริง จนกลายเป็นโมหะตัณหาอุปาทานที่ซ้อนลงในการปล่อยวางหรือการไม่ยึดติดนั้นอีก ยิ่งพยายามจะวางก็ยิ่งหลงกลโมหะซับซ้อนไม่รู้จบ

หลวงพ่อฯท่านจึงพูดประโยคดังกล่าวมาเพื่อล้างตัวที่ไปพยายามจะ "ไม่ยึด" หรือตัวคอยปฏิบัติ จะให้ตรงสัจธรรมจริงๆมันไม่ใช่ไปคอยเลือกว่าจะยึดหรือไม่ยึดอะไรอีก มันไม่ยึดกันอยู่แล้วตามความเป็นจริง ธาตุธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เป็นไปตามเหตุปัจจัยที่กำลังให้ผลแสดงตัวออกมา ไม่มีความเป็นอะไรเลย ทุกสภาวการณ์จะเป็นอย่างไร ก็ปล่อยให้มันเป็น จะเป็นอย่างไรก็ช่างมัน จะยึดมันก็ยึดเพราะผลแห่งวิบากกรรมหรืออนุสัยกรรมอันเป็นเหตุจากของเก่า จะไม่ยึดก็ปล่อยมันเหมือนกัน จะยึดหรือไม่ยึดมันก็ไม่มีความหมายในการเป็นอะไรเหมือนๆกัน ว่างเปล่าจากอัตตาตัวตนและความหมายอันเป็นทิฏฐิเหมือนกัน

ซึ่งถ้าไปมีความหมายความแตกต่างกับการยึดหรือไม่ยึด ก็จะเป็นโมหะซ้อนลงไปในสภาวธรรมที่ว่างเปล่าจากตัวตนและไร้ความหมายอยู่แล้วอีก การว่างจากตัวตนหรือตรงต่อนิพพานนั้นจึงไม่ใช่การยึดติดว่า"ไม่ยึด" แต่ไม่ยึดในทุกเรื่องจริงๆ คือจะยึดหรือไม่ยึดก็ช่างมัน เรื่องของมัน ไม่ต้องไปยึดว่าจะเอาแต่ "ไม่ยึดติด"เท่านั้น ปล่อยให้มันเป็นไปตามแรงกรรมของมันเอง แล้วมันก็จะหมดไปเอง คืนคลายสู่ธรรมชาติธาตุธรรมของมันเอง ไม่ต้องคอยไปพยายามจะไม่ยึดติดให้กลายเป็นโมหะใหม่ซ้อนการไม่ยึดติดอีก

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็สามารถสรุปได้ว่า ไม่ต้องไปพยายามที่จะทำอะไรเพื่อจะปล่อยวาง เพื่อที่จะไม่ยึด เพื่อที่จะปฏิเสธอะไรอีกเลย เพียงแค่เปิดใจฟังสัจธรรมความเป็นจริงให้ตรงๆ ไม่ต้องตีความ รู้เรื่องหรือไม่รู้เรื่องก็ไม่ต้องสนใจ อานุภาพแห่งความคลี่คลายตัวตนแห่งสัจธรรมจะทำหน้าที่ล้างความยึดติดให้เอง อานุภาพนั้นจะยุติกรรม ยุติจิตที่มันดิ้นรนไขว่คว้าไปเอง จะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับอธิวาสนาบารมี จะไปบังคับให้เร็วก็ไม่ได้ จึงไม่ต้องไปคอยมันว่าจะบรรลุเมื่อไหร่ จะไปยึดเอาว่าบรรลุแล้วก็ไม่ได้ เพราะมันไม่มีอะไรให้บรรลุ ทุกอย่างล้วนเป็นของมันเช่นนั้นอยู่เองแล้ว ไม่ยึดกันอยู่เองแล้ว สันตติที่รับรู้ที่เข้าใจที่ยึดเอาทั้งหลายนี้ล้วนมาจากโมหะทิฏฐิ สักกายทิฏฐิทั้งนั้นที่ทำให้หลงเห็นว่ามีความต่อเนื่อง

ก็ไม่ต้องไปยึดอะไรแม้กระทั่งความไม่ยึดติดเอง แล้วก็จะไปตัดสินเอาไม่ได้อีกเหมือนกันว่า ใครยึดหรือไม่ยึดอะไร หรือ เรายังยึดหรือไม่ยึดอะไร ทุกอย่างมันเป็นไปตามแรงกรรมเช่นนั้นเอง เมื่อไม่ยึดกับอะไรสักอย่าง มันก็จะไม่หลงไปขัดแย้งกับอะไรๆไปเอง

ส่วนถ้ามันจะขัดแย้งกับอะไรขึ้นมา ก็ปล่อยมัน ไม่ต้องคอยไป "ปล่อยวาง" ความขัดแย้งอีก เมื่อหมดเชื้อกรรมมันก็จะวางของมันเอง หมดความขัดแย้งไปเอง ไม่ต้องไปขัดแย้งกับความขัดแย้งซ้อนลงไปอีก ส่วนความไม่ยึดติดนั้น ก็ไม่ต้องไปคอยที่จะไม่ยึดอะไรอีกเลย เพราะความเป็นจริงคือมันไม่ยึดกันอยู่แล้วทั้งนั้น แม้กระทั่งที่สภาวะที่เราเห็นแบบจะๆตาว่ามันติดอยู่ มันก็ไม่ติดกันจริงๆเลยแม้แต่นิดเดียว เป็นเพียงหลงเห็นว่าติด หลงเห็นว่าหลุดทั้งนั้น

นี่คือความหลุดพ้น ความไร้ตัวตนในท่ามกลางกระแสกรรมวิบาก แต่หากจะเคลียร์กรรมไม่ให้เป็นอุปสรรคต่อการโปรดสัตว์ก็ให้ขอขมากรรม ประกาศสละประกาศชดใช้หนี้กรรมไปเรื่อยๆ เพื่อล้างเชื้อล้างเหตุเก่าที่คอยให้ผลในปัจจุบัน แล้วเหตุปัจจัยทั้งหลายที่ส่งผลก็จะค่อยๆจางคลายไปเอง มันก็จะคลี่คลายง่ายขึ้นเอง โดยที่เราไม่ต้องไปพยายามที่จะคลี่คลายหรือพยายามที่จะไม่ยึดอะไรอีก

ส่วนที่ไปตีความเอาว่า "จบตัวปฏิบัติ" ก็ไม่ต้องทำอะไรเลย นั่งเป็นผัก มันก็ไม่ใช่แบบนั้น จะทำอะไรก็ทำไปตามเหตุปัจจัย ยังหายใจอยู่ก็ดำรงชีวิตกันไป ต้องอาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟันก็ทำไป มีงานต้องทำอยู่ก็ทำกันไป แต่ก็ทำไปแบบไม่อะไรกับมัน ไม่หลงจริงจัง ไม่หมกมุ่น ไม่ตอกย้ำ ทำแล้ว แล้วไป ไม่ต้องคอยหลงเลือกว่าอันไหนดีไม่ดี เลิกหวังผล ไม่ต้องคอยติดขัดคิดมากอะไร มีเหตุปัจจัยอะไรก็ไม่ต้องดิ้นหนีดิ้นสู้ ก็ให้มันไร้ตัวตนในท่ามกลางสภาวธรรมทั้งหลายไป ปล่อยทุกอย่างให้เป็นไปของมันเองอย่างอัตโนมัติ แค่นี้ก็จะไม่มีโมหะตัวตนซ้อนลงไปในกิจต่างๆเอง ก็จะหลุดพ้นในท่ามกลางความวุ่นวายนั้นเองเลย ไม่ต้องรอชาติหน้าอย่างที่อธิษฐานกันเป็นประจำ

ที่ไปหลงยึด แล้วหลงไปวางนั่นแหละ มันคือตัวจะเอา ตัวจะยึด ยึดเอาความไม่ยึดติด ยึดเอาความหลุดพ้น ยึดเอานิพพาน แบบนี้ไม่นิพพานหรอก เป็นได้แค่คนอยากนิพพาน แล้วก็คาความอยากของตนเองในความไม่ยึดนั้นไปเรื่อยๆ ต้องทิ้งเลยครับ จะยึดหรือไม่ยึดก็ช่างมัน ไม่มีอะไรดูดีกว่าอะไร จะนิพพานหรือไม่นิพพานก็ช่างมัน จะวิบากแบบไหนก็ช่างมัน ปล่อยเลย จะไปตัดสินจากวิบากกรรมที่ตาเห็นเอาไม่ได้ อย่าไปให้ค่าแม้กระทั่งว่า ไม่ยึดแล้วจะนิพพาน เพราะแบบนี้มันก็ยึดไปแล้ว ทุกอย่างมันเป็นไปของมันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเอาโมหะคอย "ไม่ยึด" ซ้อนลงไปอีก มันก็จะตรงต่อที่ว่าไม่ยึดติดจริงๆไปเองครับ

ไม่งั้นมันจะกลายเป็นการปฏิเสธสภาวะไป ปฏิเสธเมื่อไหร่มันก็ยึดเข้าไปแล้วนั่นแหละครับ

เรื่องนี้ดูเหมือนจะซับซ้อน แต่จริงๆไม่ซับซ้อนครับ ที่มันซับซ้อนก็เพราะดันไปมีตัวขึ้นมาพิจารณา คอยสังเกต คอยเอ๊ะ คอยอ๊ะ เรียกว่าเป็นวิบากกรรมทางปัญญา ซึ่งถ้ายอมในทุกสภาวะ มันก็จะโอเคไปเอง ไม่ต้องไปอยากรู้อะไร แต่พอมีตัวไปคอยทำนี่สิ ยุ่งไปทุกเรื่องเลย

1 comment:

  1. ขอจบวิญญาณหลงทาง 2 เอาไว้แต่เีพียงเท่านี้ครับ เพราะขืนปล่อยให้ยาวเกินไปตอนรวมเล่มจะลำบาก รอขึ้นเป็นวิญญาณหลงทาง 3 ก็แล้วกัน

    แจ้งเอาไว้ว่าวันที่ 2 -4 ม.ค.57 ผมจะอยู่ที่วัดร่มโพธิธรรม นะครับ ออกเดินทางจากกทม.คืนวันที่ 1 ม.ค.ไปถึงเช้ามืดวันที่ 2 ม.ค. เดินทางกลับคืนวันที่ 4 ม.ค. ท่านใดที่ไปวัดในช่วงวันดังกล่าวแล้วต้องการสนทนาธรรมก็ติดต่อมานะครับ DTAC 081-552-9856 AIS 089-050-4205

    ReplyDelete