Tuesday, December 31, 2013

เทศกาลบรรเทาทุกข์


เธอทั้งหลายจะรีบไปหาความสุขที่ไหนกันเหรอ?
เธอทั้งหลายจะรอเทศกาลแห่งความสุขกันไปถึงเมื่อไหร่?
แล้วเมื่อไหร่ที่ความสุขของเธอมันจะเต็มเสียที?
จะต้องผ่านไปอีกสักกี่ปีใหม่ กี่เทศกาลกันเล่า ถึงจะเต็ม?

สิ่งต่างๆทั้งหลายอาศัยอ้างอิงกัน เป็นเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
ความสุขมีอยู่ เพราะมันอ้างอิงเอากับความทุกข์ที่บีบคั้นหัวใจเธอ
ความดีมีอยู่ก็เพราะมันอ้างอิงเอากับความชั่วร้ายทั้งหลายที่เธอเกลียดนักเกลียดหนา
เธอทั้งหลายจึงสาละวนวิ่งหาความสุขมาเติมเต็ม
พยายามทำความดีเพื่อให้รู้สึกว่าโลกนี้มันน่าอยู่มากขึ้น
ช่วยกันเติมความสุขด้วยการส่งความสุข
ช่วยกันเติมความดีด้วยการทำความดี
วันแล้ววันเล่า เดือนแล้วเดือนเล่า ปีแล้วปีเล่า ครั้งแล้วครั้งเล่า
ท้ายที่สุด เธอทั้งหลายก็มีแต่ความวังเวงในหัวใจไม่จบสิ้น
จะหาอะไรยึดก็ยึดไม่ได้สักอย่าง ทิ้งเอาไว้เพียงความทุกข์ เหนื่อยหน่าย เรื้อรังไม่รู้จบ

สิ่งต่างๆที่มีคนประดิษฐ์คิดค้นขึ้น สร้างขึ้น เพื่อสร้างความสุขทั้งหลายนั้น
แม้แต่คนที่คิดทำมันขึ้นมาก็ยังทุกข์อยู่ ยังสาละวนหาความสุข
และยังวิ่งหนีความทุกข์เหมือนเธอทั้งหลายอยู่
เธอทั้งหลายคิดหรือว่าเขาเหล่านั้นจะพาให้เธอพ้นจากทุกข์ได้จริง?
แล้วเขาเหล่านั้นรู้หรือไม่ว่าทำไมเธอถึงทุกข์? และตรงไหนที่ทำให้ทุกข์?

ถ้าเธอทั้งหลายสามารถซื่อสัตย์กับตัวเองได้อย่างแท้จริง
เธอก็จะพบว่า..แม้แต่กระบวนการแสวงหาความสุขทั้งหลายก็ยังก่อให้เกิดทุกข์เช่นกัน
แล้วทีนี้เธอจะวิ่งหาอะไรไปบรรเทาทุกข์ใหม่ที่เกิดขึ้นจากการหาความสุขอีกเหรอ
ในเมื่อตัณหาที่ขับดันให้เธอแสวงหาความสุขนั่นแหละ คือสาเหตุแห่งทุกข์เสียเอง
แล้วทีนี้เธอจะทำอย่างไรดี?

ทุกข์ทั้งหลายของเธอนั้นเกิดจากการที่เธอยึดเอาอารมณ์จิต อารมณ์ใจ
ยึดเอาความคิด ความเห็น ความหมาย ความรู้สึกต่างๆอันเกิดขึ้นชั่วคราวนั้น มาเป็นของเธอ
แล้วก็พยายามที่จะดิ้นรนปรนเปรอความรู้สึกให้ได้ดั่งใจเธอ
เท่านั้นไม่พอ เธอก็ยังไปยึดเอาสิ่งต่างๆนอกกาย เข้ามาเป็นของเธอให้ความทุกข์มันเพิ่มขึ้นอีก

แล้วใจเธอทั้งหลายอยู่ที่ไหนเล่า เธอทั้งหลายตอบได้ไหม?
ใจเธอเองนั้นจริงๆมันไม่มี ไม่มีตำแหน่งที่ตั้ง ไม่มีรูปที่แท้จริงให้จับต้องได้เลย
ใจของเธอทั้งหลายเกิดขึ้น เพราะอาศัยสภาวะต่างๆในการปรากฏมีขึ้นมา
ดังนั้นใจเธอจึงเป็นอารมณ์ชั่วครั้งชั่วคราวที่หาสาระอันใดให้ยึดเหนี่ยวไม่ได้
เปรียบได้กับเงาในน้ำที่กระเพื่อมไหว เปรียบกับสายลมที่พัดผ่านมา
และความที่ไปยึดใจตนซึ่งไปผูกมัดเข้ากับสิ่งหรือสภาวะต่างๆ มาเป็นประมาณนี้เอง
จึงทำให้เธอวิ่งไล่เงาของใจที่ไม่มีจริง ก่อให้เกิดทุกข์ไม่รู้จบ เหน็ดเหนื่อยไม่รู้จบอยู่อย่างนั้น

ที่รัก...มันไม่มีอะไรที่เป็นของเธอมาตั้งแต่ต้นเลย ไม่มีแม้แต่อย่างเดียว
แม้กระทั่งใจเธอก็ยังถูกหยิบยืมมาใช้ชั่วครั้งชั่วคราว เธอจึงควบคุมมันไม่ได้จริง
ทุกๆสิ่งที่เธอควบคุมมันไม่ได้จริง ครอบครองมันไม่ได้จริง จึงไม่ใช่ของเธอ
ไม่ว่าจะเป็นร่างกาย จิตใจ คนรอบข้าง สิ่งของต่างๆ ก็ไม่ใช่ของเธอจริงๆ
ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของที่เธออุปโลกน์ขึ้นมานั้นมันเป็นเพียงสมมติชั่วคราว
จะไปยึดเอาเป็นจริงเป็นจังไม่ได้เลยแม้แต่อย่างเดียว
ทุกอย่างล้วนเป็นไปของมันอยู่อย่างนั้น
...ตามเหตุปัจจัยแห่งกรรม ตามเหตุปัจจัยแห่งธรรมของมันเอง

และไม่ว่าจะห่วงหรือไม่ห่วง ทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็จะเป็นไปอย่างนั้นของมัน
..ตามวาระกรรม...ตามวาระธรรม ไม่มีเปลี่ยนแปลงไปจากนี้
เมื่อเข้าใจความจริงดังนี้..แล้วเธอจะห่วงหวงไปทำไมอีกเล่า?

ก็เพียงแค่ปล่อยให้ทุกๆสิ่งทุกๆอย่าง เป็นไปตามกรรม เป็นไปตามธรรม ของมันเอง
โดยไม่ต้องฝืน ไม่ต้องดิ้นรน ไม่ต้องสู้ ไม่ต้องแทรกแซง กับความที่มันเป็นไปตามกรรมตามธรรมนั้นเอง

เมื่อนั้นเธอทั้งหลายก็จะหลุดพ้นจากพันธนาการที่เธอสร้างมันขึ้นมาเอง
เมื่อนั้นเธอทั้งหลายก็จะหลุดพ้นจากความขัดแย้ง
หลุดพ้นจากความอึดอัดขัดเคือง ที่เกิดจากความดิ้นรนในสิ่งที่ไม่ใช่เธอ ไม่ใช่ของฌะอ
และเมื่อไม่หลงไปขัดแย้งกับสิ่งที่มันเป็นเช่นนั้นเอง เป็นไปของมันเอง
ความเป็นเธอที่คอยแต่จะหนีความทุกข์ หาความสุข ก็จะมลายหายไปเอง
จิตใจอันเป็นทุกข์ของเธอ ที่เคยเกิดขึ้นเพราะความห่วงหวงก็จะมลายหายไปเอง
แล้วเธอก็จะไม่ต้องดิ้นรนแสวงหาความสุขเพื่อบรรเทาความทุกข์อีกเลย

1 comment:

  1. บทความส่งท้ายปี 2556 ครับ

    ReplyDelete