Saturday, December 21, 2013

อสุภะหน้าจอ

หลายท่านคงเคยเห็นหรือเคยแชร์ ภาพศพคนตายจากอุบัติเหตุสยดสยองน่ากลัว หรือภาพเครื่องในของมนุษย์ที่ไหลทะลัก ภาพผ่าศพคนตายในสภาพต่างๆกัน แล้วก็มีการสอนเรื่องให้เราปลงสังขาร ปลงอสุภะ คือให้คำนึงถึงความน่าเกลียด ความสกปรกของร่างกายมนุษย์

จะบอกว่าแบบนั้นเขาไม่เรียกว่าปลงอสุภะหรอกนะครับ เรียกว่าก่ออกุศลกรรมจะดีกว่า

ปลงอสุภะของจริงนั้น จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมันกำลังจะเกิดกับตัวเองครับ ตอนที่ตัวเองกำลังจะตายนั่นแหละ จะปลงหรือจะยึดก็ไปวัดกันตรงนั้นเลย ไม่ใช่ไปดูภาพศพแล้วจะปลงธาตุปลงขันธ์ได้เสียที่ไหน

การดูภาพศพนั้น โดยปกติอารมณ์สยดสยองจะเกิดก่อน สยดสยองก็คือความกลัว ความกลัวก็ตัวเดียวกับความโกรธ กลายเป็นเห็นภาพแล้วเกิดกิเลส เกิดวิภวตัณหาขึ้น กลายเป็นภพเป็นชาติกับอารมณ์นั้น สรุปแล้วมันปลงที่ไหนครับ

พระพุทธเจ้าไม่ได้สอนให้ใครกลัวอะไร ก็ในเมื่อปลงแล้วมันจะต้องกลัวอะไร เมื่อปลงแล้วมันก็จะเข้าใจว่า มันเป็นเช่นนั้นเอง ไม่เกิดไม่ดับกับอารมณ์ใดอีก อย่างนี้เรียกว่าปลง  ปลงนี่หมายถึงความวกวนในสภาวะทั้งหลายต้องขาด(ดับ)นะครับ สังสารวัฏดับเลย เพราะปลงมันก็คือไม่เอาอะไร ไม่ยึดในสภาวะไหนๆอีก นี่จึงเรียกว่าปลงจริงๆ พ้นจากสภาวะทั้งหลายทันที แต่อาการที่ดูภาพสยดสยองแล้วเกิดอาการกลัว สะอิดสะเอียน แล้วไปพยายามทำสมาธิกดข่มอารมณ์ ดูจิตพิจารณาอารมณ์ แบบนั้นมันก็คือการเข้าไปวนจนเกิดภพชาติขึ้นมา ไม่ใช่เป็นการปลง เป็นโมหะในการปฏิบัติเหมือนเดิม

ด้วยเหตุนี้เอง การณ์กลับกลายเป็นว่าคนที่หวังดีแชร์ภาพสยดสยองต่อให้คนอื่นๆได้เห็น กลับก่อให้เกิดอกุศลกรรมเสียเอง แทนที่จะทำให้คนปลง คนที่เขาเสพสื่อนั้นเขาไม่รู้ตัวเองหรอกครับว่าพร้อมที่จะปลงหรือไม่ ณ เวลานั้น ขณะนั้น การที่เราไปแชร์ให้เป็นสาธารณะจึงกลายเป็นการก่อกรรมไปเสียได้ ก็คนที่ไม่ถึงวาระที่จะปลงจะวางเขาก็ปฏิฆะเอาครับ จะไปว่าเขาก็ไม่ได้นะ เราไปแทรกแซงเขาเอง

วาระที่จะปลงจะวางของแต่ละดวงจิตนั้นไม่เท่ากัน ไม่ต้องไปหวังดีอยากจะให้คนปลงเยอะๆด้วยการแชร์ภาพอสุภะหรอกครับ มันจะกลายเป็นการแทรกแซงกรรมและก่อให้เกิดกรรมใหม่กับตัวเองมากกว่า แล้วกรรมนั้นเมื่อมันให้ผล ต่อให้อยากจะปลงมันก็จะปลงไม่ได้หรอกครับ ต้องคากรรมเพื่อใช้วิบากกรรมให้เสร็จก่อน

ก็แนะนำให้คลี่คลายตัวเองก่อน ไม่ต้องไปห่วงใครว่าเขาจะปลงจะวางได้หรือไม่ ก็ตัวเองยังปลงไม่ได้แล้วจะไปแชร์อสุภะให้คนอื่นปลงวางได้อย่างไรล่ะครับ จริงไหม

No comments:

Post a Comment