Tuesday, November 26, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#48


มีสี่อย่างในสังสารวัฏนี้ที่ทำให้ทุกคนเสมอภาคเท่ากันหมด
นั่นก็คือ การเกิด แก่ เจ็บ และ ตาย อันเป็นธรรมภาคบังคับแก่ทุกชีวิต
ส่วนที่เหลือระหว่างนั้นก็เป็นเพียงการทำกรรมและใช้กรรมเท่านั้น
เพียงแต่มายาปิดบังเอาไว้ให้เราเห็นเป็นความสำเร็จบ้าง ความล้มเหลวบ้าง
เป็นความทุกข์บ้าง เป็นความสุขบ้าง เป็นการได้มาบ้าง เป็นการเสียไปบ้าง
และไม่ว่าจะบ้าบอแค่ไหน อหังการอย่างไร พากเพียรเพื่ออะไร
สุดท้ายก็สรุปลงตรงที่โมฆะเหมือนกันหมดทุกรูปทุกนาม
------------------------------------------------------------------

คุรุทั้งหลายมิเคยสำคัญตัวว่าเป็นครูบาอาจารย์ มีคนไปยกท่านเอง
คุรุทั้งหลายมิเคยประกาศตัวว่าตนเป็นนิกายอะไร แนวทางไหน มีคนไปจัดหมวดหมู่ให้ท่านเอง
ผู้โปรดสรรพสัตว์ทั้งหลายก็มิได้สำคัญตัวว่าเป็นผู้โปรดสัตว์ แต่มีคนไปยกให้ท่านเอง
การโปรดสัตว์ทั้งหลายก็ล้วนแต่ไม่เป็นนิกาย ไม่ใช่ศาสนามาตั้งแต่ต้น
จนมีคนมาแบ่งหมวดหมู่ราวกับเป็นสินค้าให้เองในภายหลัง

แม้การแบ่งแยกเช่นนี้จะไม่มีผลต่อผู้โปรดสรรพสัตว์ทั้งหลาย
แต่มันก็มีผลต่อสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้จำกัดลงสู่ความคับแคบตามทิฏฐิ
ตามแนวทางที่มีคนแบ่งหมวดหมู่เอาไว้ ผู้คนทั้งหลายจึงรอที่จะเงี่ยหูฟังว่า
ท่านจะพูดอะไรเป็นแนวไหน รับได้หรือไม่
จะเชื่อหรือไม่เชื่อ จะตรงกับแนวทางของเราหรือเปล่า

แทนที่จะได้ยินสัจธรรม และเข้าใจสัจธรรมอย่างที่มันเป็น โดยไม่แบ่งแยกอะไร
กลับกลายเป็นว่าได้ยินแต่เสียงสะท้อนของทิฏฐิแห่งตนและทิฏฐิผู้อื่น
ที่หลงแบ่งหมวดหมู่สัจธรรมให้เสร็จสรรพ จนบดบังเนื้อหาสัจธรรมไปในที่สุด

----------------------------------------------------------------

เมื่อไหร่ก็ตามที่เธอทั้งหลายพยายามคัดง้างกับวิบากกรรมของตน
เมื่อนั้นก็จะเกิดเป็นมานะขึ้น เกิดเป็นอัตตาขึ้น เกิดเป็นความอึดอัดขัดเคืองร้อนรนขึ้น
อันเป็นเหตุให้เกิดเป็นกรรมใหม่ต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าไม่รู้จบ
ต้องตกอยู่ในสถานะที่เลือกได้บ้าง เลือกไม่ได้บ้าง
ต้องตกอยู่ในสถานะที่ถูกใจบ้าง ไม่ถูกใจบ้าง...เป็นแบบนี้เรื่อยไปไม่รู้จบ

เธอทั้งหลายได้ยึดเอา การรู้ การเห็น การสัมผัส การได้ยิน การลิ้มรส
และสภาวะอารมณ์ทั้งหลายที่เปลี่ยนแปลงไปบังคับไม่ได้จริง
เกิดและดับของมันเองไปตามเหตุปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้จริง
ยึดเอามาเป็นตนเอง ยึดเป็นประมาณว่าตัวเองรู้ ตัวเองเห็น ตัวเองรู้สึก
เธอทั้งหลายจึงเกิดความทุกข์ เกิดความคับแค้น เกิดความอึดอัดร้อนรน
อยากจะออกจากทุกข์...ซึ่งนั่นก็คือการเลือกเอาในสภาวะอีกครั้งหนึ่งเหมือนที่ผ่านๆมา
และมันก็ไม่ได้ช่วยให้เธอทั้งหลายออกจากทุกข์ได้จริง
เพราะเหตุแห่งทุกข์นั้นก็คือตัวเธอเอง ที่ยึดเอาสภาวะต่างๆที่ไม่ใช่เธอมาเป็นประมาณ มาเป็นตัวเอง

ก็ต่อเมื่อเธอได้ฟังความจริงที่ว่า กายนี้ไม่ใช่เธอ
ใจนี้ก็ไม่ใช่เธอ อารมณ์ไหนๆก็ไม่ใช่ของเธอ
ไม่มีอะไรที่เป็นของเธอ ไม่มีอะไรที่ใช่เธอสักอย่างเดียว
เมื่อได้ฟังความจริงที่ถึงที่สุดดังนี้
เธอทั้งหลายก็ไม่มีกิจอะไรที่จะไปคัดง้างกับวิบากรรมที่มันผ่านเข้ามา แล้วมันก็จะผ่านไป
เมื่อหมดความดิ้นรนที่จะเลือกสภาวะอะไรให้กับกายกับใจ
หมดความพยายามที่จะเสกสรรปั้นแต่งอารมณ์ให้เป็นไปตามที่เธอต้องการ
เมื่อนั้นโมหะความหลงก็จะจางคลายไป ตัณหาก็จะจางคลายไป
อุปาทานความยึดติดในธรรมทั้งหลายก็จะจางคลายไป
ผัสสะอายตนะทั้งหลายที่เคยจัดจ้านก็จะจางคลายไปเอง

เมื่อนั้นเธอก็จะตระหนักเองว่า ไม่มีอะไรเป็นของเธอจริงๆแม้แต่อย่างเดียว ตัวเธอเองก็ไม่มีจริง
ทุกสภาวะล้วนแล้วแต่เกิดของมันเอง เปลี่ยนแปลงของมันเอง และดับของมันเอง
เธอเพียงแค่อาศัยสภาวะต่างๆในการดำรงอยู่ชั่วคราวในโลกใบนี้เท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดติดได้เลย
แล้วเธอก็จะตระหนักเองว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างเธอกับสิ่งไหนเลย
ทุกอย่างล้วนผสานรวมเป็นหนึ่งเดียวกันหมด หมดความแบ่งแยก หมดความขัดแย้ง ในจิตในใจเธอ
ธรรมทั้งหลายทั้งปวงที่เธอเคยพยายามจะเจริญขึ้นให้มาก ก็จะบริบูรณ์พร้อมไปเอง ของมันเอง
....นิพพาน

No comments:

Post a Comment