Friday, November 8, 2013

นิโรธไม่ได้แปลว่าการดับทุกข์

เพิ่งมารู้นี่แหละว่าคำว่า "นิโรธ" เขาแปลว่าการดับทุกข์ รู้จากกลุ่มพุทธวจนเสียด้วย แต่ก็ขอบอกไว้ตรงนี้ว่า นิโรธ ไม่ได้แปลว่าการดับทุกข์ครับ แปลผิดได้ขนาดนี้ก็เลยยังมั่วกันอยู่นี่ล่ะ ไม่น่าล่ะ ถึงหลงไปทำฌานดับทุกข์กันใหญ่

นิโรธหรือนิพพานนั้นคือคำๆเดียวกัน แปลว่า ความดับ แต่ดับในที่นี้ไม่ได้หมายถึงดับทุกข์ครับ เพราะทุกข์ทั้งหลายนั้นเป็นความดับลงของทุกสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรม ที่ดับโดยตัวมันเองในทุกๆขณะ หรือที่แสดงไว้เป็นข้อหนึ่งของกฎไตรลักษณ์คือ ทุกขัง ซึ่งแปลได้ว่าเสื่อมไปโดยตัวมันเอง"อยู่แล้ว" ที่ต้องใส่คำว่าอยู่แล้ว เพราะมันดับเองทุกขณะ ไม่ว่าจะมีเหตุหรือไม่มีเหตุมันก็จะดับของมันเอง ส่วนที่ว่ามันต่อเนื่องนั้นก็เพราะไปหลงตอกย้ำเหตุลงไปซ้ำๆ หลงทำให้มันเกิดซ้ำๆ มันจึงเป็นอุปาทานต่อเนื่องไปเรื่อย แต่มันก็ดับเองอยู่ดี อันนี้เป็นกฏตายตัวของสังสารวัฏเลย เถียงไม่ได้แม้แต่นิดเดียว

สภาพที่มัน "ทุกขัง" นี้ ไม่มีตัวตนเราเขาเป็นเจ้าของ แม้กระทั่งจิตของตนเองก็ยังไม่ใช่ของตน ทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้ว ต้องเน้นว่าอยู่แล้วจริงๆ

อ้าวแล้วที่หลงๆกันอยู่นี่คืออะไร

ก็ โมหะไงครับ โมหะในการปรุงแต่งความเป็นจิตขึ้นมา เป็นโมหจิต แล้วโมหจิตก็หลงไปในผัสสะอายตนะ จนเกิดเป็นการยึดเอาสิ่งที่รับรู้ทั้งหมดมาเป็นอัตตาตัวตนของตนเอง กลายเป็นสักกายทิฏฐิขึ้น สักกายทิฏฐิก็แปลว่าหลงเห็นว่าเป็นตัวตนนั่นล่ะครับ

สักกายทิฏฐิจึงเกิดจากการหลงอนุมานเอาสิ่งที่ตนรับรู้ไปบนสมมติที่ปิดบังอยู่ว่าเป็นจริง ที่ยึดสมมติว่าเป็นจริงจนเกิดภพเกิดชาตินี้เองคือ ผลแห่งสักกายทิฏฐิ

คำสอนของพระพุทธเจ้าจึงมิใช่การดับทุกข์ แต่ปลงเหตุแห่งทุกข์ หรือสมุทัย ลงเสีย ซึ่งสมุทัยก็ไม่ใช่กิเลส ตัณหา อุปาทานแต่อย่างใด ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ที่เรารังเกียจกันนัก ล้วนเป็นปลายเหตุจากโมหะอวิชชาแล้วทั้งนั้น

ถึงจุดนี้ก็ขอยืนยันเป็นครั้งที่พันกว่าๆว่า ที่ไปปฏิบัติเพื่อดับทุกข์น่ะมันผิดธรรม เพราะที่มันทุกข์ก็เพราะไปยึดสภาพธรรมทั้งหลายที่เกิดและดับตามแต่เหตุปัจจัยว่าเป็นตัวตน ว่าเป็นของเรา พอมันดับ มันเสื่อม(ทุกขัง) อาการที่ยึดไม่ได้จึงทำให้เกิดทุกข์ ซึ่งถ้าใครคิดว่าพระพุทธเจ้าสอนให้ดับทุกข์ คนๆนั้นก็จะออกไปในทางทำฌานเพื่อสงบรำงับ ทำวิปัสสนาเพื่อเจริญปัญญาเพื่อที่จะได้วาง ซึ่งโลกียธรรมทั้งหลายเหล่านี้ทำได้แค่เพียงการวางสภาวะที่ถูกรู้ กดข่มสภาวะที่ถูกรู้ว่าก่อให้เกิดทุกข์ แต่กลับไปยึดจิตของตนอย่างเหนียวแน่น จนก่อให้เกิดความคับแคบในใจตนขึ้นมา ก็จิตน่ะมันก็ดับของมันเองทุกขณะ จะไม่ให้ทุกข์ได้ยังไง

พวกนักปฏิบัติจึงเสพติดการปฏิบัติ ถ้าไม่ปฏิบัติแล้ว รู้สึกไม่ดี ก็เลยต้องปฏิบัติ การปฏิเสธสิ่งที่รู้สึกว่าไม่ดี มันก็เป็นตัณหานั่นล่ะครับ แล้วจะจบให้กับตัณหาตรงไหนอีกได้เล่า พอปฏิบัติมากๆเข้า ก็จะรู้สึกว่าตนจัดการกับสภาวะต่างๆได้ กลายเป็นอัตตาในธรรมขึ้นมาอีก สังเกตได้จากหลายๆคนมักจะถามว่าทำไมผู้ปฏิบัติธรรมอัตตาจัดกว่าคนที่ไม่ปฏิบัติธรรม ก็นี่ละครับ ไปเจริญอัตตาในจิตอย่างเอาเป็นเอาตาย ก็เลยอัตตาจัดกว่าชาวบ้านจนหลายคนเข็ดขยาดกับนักปฏิบัติธรรมนั่นแหละ

ด้วยเหตุที่แปลผิดอย่างนี้เอง การปฏิบัติทั้งหลายที่กระทำกันอยู่ทุกวันนี้ก็เลยเป็นไปในแนวทางที่จะไปดับทุกข์ วางทุกข์กันหมด แต่ไม่ละวางโมหะอวิชชา หรือสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ นักปฏิบัติหรือครูบาอาจารย์ทั้งหลายจึงมัวแต่ติดๆหลุดๆกับสภาวะที่มันอนัตตาอยู่แล้วตลอด สาละวนกับการทำตัวทำไม่รู้จบ ไม่จบน่ะไม่เท่าไหร่ แต่ไปสอนให้คนอื่นไม่จบนี่ไม่ไหวจะเคลียร์จริงๆ

พระพุทธองค์ทรงลำดับอริยสัจสี่เอาไว้ดีแล้ว อริยสัจสี่ นี่คือลำดับในการบรรลุธรรมครับ แต่ที่คนส่วนใหญ่ไปตีความว่าต้องเจริญมรรคไปให้นิโรธ อันนี้ตีความผิดเลยเต็มๆ แม้แต่กลุ่มพุทธวัจนะเองก็ตีความแบบนี้ แถมบอกว่าตัวเองไม่ผิดอีกแน่ะ ตลกไหม

ที่พระพุทธองค์ลำดับให้นิโรธมาก่อนมรรคนั้น พระพุทธองค์ทรงหมายความว่าให้ฟังพระสัทธรรมเพื่อล้างสมุทัยความหลงให้หมด พระสัทธรรมคือความจริงที่ถูกปกปิดโดยมายาสมมติทั้งหลาย ให้ฟังความจริงจะได้เลิกหลงไปเอง เมื่อโมหะอวิชชาความหลงคลายออกจากอานุภาพแห่งความจริง ก็จะนิโรธไปเอง ดับว่างจากตัวตนไปเอง เหมือนคนที่ได้ยินความจริงหลังจากที่ถูกหลอกลวงมาตลอด ก็จะละสักกายทิฏฐิได้เป็นลำดับแรก คือมันจะว่างจากตัวตนก่อน นั่นล่ะที่เรียกว่าละสักกายทิฏฐิ เมื่อว่างจากตัวตนแม้ชั่วขณะเดียว สัมมาทิฏฐิจึงเกิด เพราะเข้าใจแล้วว่านิโรธหรือความที่มันว่างจากตัวตนซ้อนลงไปในสภาวะต่างๆนั้นมันเป็นยังไง กระบวนการที่เหลือก็คือการคลายจากโมหะอวิชชาไปเรื่อยๆ ตามเต่เหตุปัจจัยจะมีเข้ามากระทบในชีวิตจริง ซึ่งก็คือมรรคที่เกิดเองเป็นเอง

อันมรรคที่ว่านี้เป็นอริยมรรค ซึ่งอริยมรรคที่มาต่อท้ายนิโรธเป็นลำดับสุดท้าย เพราะว่ามันทำเอาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย ปฏิบัติเอาไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันคลายตัวมันเอง อริยมรรคทั้งหลายจึงได้เจริญขึ้นเอง ธรรมทั้งหลายก็จะบริบูรณ์ขึ้นเอง พูดง่ายๆคือเมื่ออัตตาตัวตนที่ซ้อนอยู่จางคลายลง ธาตุธรรมทั้งหลายจึงกลับสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่บริบูรณ์อยู่แล้วไปเอง ไอ้ที่เข้าไปปฏิบัติเอา ทำเอานั้นมันเป็นส่วนเกิน ส่วนเกินที่เรียกว่ากรรม ซี่งสิ่งเหล่านี้ปิดบังธรรมแท้อยู่ทำให้ธรรมทั้งหลายไม่บริบูรณ์เสียที

ตัวโมหะเองนั้น ถ้าไม่กำหนดรู้ขึ้นมามันไม่ทำงานหรอกครับ โมหะนั้นอาศัยเกิดกับการรู้อย่างจงใจ หรือเจตนารู้ เกิดกับการรู้อย่างกำหนดเพ่งจ้องลงไปจนเกิดความหมายตามสมมมติบัญญัติขึ้น เกิดกับการตามดูตามรู้สภาวะทั้งหลาย ทำให้ยิ่งปฏิบัติเท่าไหร่ก็ยิ่งหลงในธรรมมากเท่านั้น ดังนั้นการกำจัดความหลงจึงไม่ใช่การเอาความหลงไปปฏิบัติเพื่อให้หลุดพ้นจากความหลง เพราะการปฏิบัตินั่นแหละคือความหลงเข้าไปทำสภาวะที่มันอนัตตาอยู่แล้ว ก็ในเมื่อมันอนัตตาอยู่แล้ว จะเอาอะไรไปนิพพานอีกเล่า ก็มันนิพพานรองรับสังสารวัฏอยู่แล้วตลอด จะเอาอะไรไปนิพพานได้อีกเล่า หลงทั้งนั้น

สัจธรรมนั้นคือความจริงที่มีไว้เพื่อล้างความหลงในสมมติทั้งหลาย ให้ฟังตรงๆโดยที่ไม่ต้องปรุงแต่งเอาความหมายหรือทิฏฐิซ้อน หรือฟังเพื่อพยายามจะเอาไปปฏิบัติ ฟังแบบเปิดใจ ไม่ต้องคิดว่าจะเอาความเข้าใจ เข้าใจไม่เข้าใจก็ช่างมัน เมื่อนั้นจิตมันจะยุติความเป็นจิตไปเอง หมดโมหะไปเอง หยุดปรุงแต่งไปเอง ว่างจากตัวตนไปเอง เมื่อคลายจากความหลงแล้วก็จะเข้าใจเองว่าทุกอย่างมันไม่มีตัวตนอยู่แล้ว(ตอนว่างจากตัวตน) เพียงแต่เราไปหลงยึดเอาไว้เท่านั้นเอง เมื่อยึดเข้าไปก็เกิดเป็นอัตตาในธรรมทั้งหลายที่มันกระเพื่อมตามเหตุปัจจัย มันจึงเกิดทุกข์เวทนาขึ้นจากการยึดนั้น นี่ล่ะครับที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นก็ตรงนี้ล่ะครับ

ไอ้อย่างที่วิปัสสนากันทั่วบ้านทั่วเมืองนี่ละครับ มันก็คือ วิปัสสนึก นั่นแหละ การปฏิบัตินี่เป็นตัวปรุงแต่งในธรรมเองเลย ปรุงแต่งเอาจากความหมายที่หลงเห็นว่านี่เป็นธรรม นี่เป็นไตรลักษณ์ นี่เป็นสติ นี่เป็นสมาธิ นี่คือปรมัตถธรรม มันคือการปรุงแต่งในการปฏิบัติ ในการกำหนด ในการพิจารณาทั้งนั้น แต่ไม่รู้ตัวกัน มันจึงไม่สามารถเป็นอื่นไปได้เลยนอกจากนึกเอาเองว่าวิปัสสนา มีหลักฐานชัดครับ ไม่เชื่อไปดูคนที่ปฏิบัติมาหลายสิบปีสิ ไม่เห็นจบกันสักคน มีแต่หลงปฏิบัติกันจนคางเหลืองไปหมดแล้ว

ไอ้ที่เรียกว่าการภาวนาบนสภาวะความเป็นจริงน่ะ ปุถุชนคนทั่วไปก็นึกว่าเรานั่งจริง เราเดินจริง เรารู้สึกจริง เรารู้จริงๆ เราเข้าใจจริงๆ ไอ้เรานี่ก็คือ "สักกายทิฏฐิ" ทั้งนั้นนะครับ เรียกว่าเอา "เรา" ที่มีแต่โมหะไปปฏิบัติแล้วจะหมดโมหะไหมเล่า

ก็ "เรา" นี่ล่ะครับ คือโมหะล้วนๆ อย่าลืมว่าทุกอย่างอนัตตาอยู่แล้วทั้งนั้น "เรา"จริงๆจึงไม่มี อนัตตาเหมือนกัน แม้ท่านจะเถียงว่า "เรา"ยังหลงอยู่ก็ตาม ก็ท่านทั้งหลายมัวแต่ตอกย้ำความเป็น "เรา" อยู่ตลอด ต่อสังสารวัฏให้ตนเองอยู่ตลอด แล้วมันจะจบได้ยังไง

กับการเดินมรรคก็เหมือนกัน ถามว่าเอาอัตตาไปปฏิบัติมรรคแล้วมันจะหมดอัตตาได้ไหมเล่า อย่าคิดเอาเองนะว่าต้องอาศัยการปฏิบัติเพื่อให้ถึงนิพพาน อาศัยอัตตาแล้วไปละอัตตาทีหลังน่ะ ไม่มีใครละได้หรอกครับ โดนอัตตาหลอกจนสุดซอยทุกคน(ฮา)

ท่านทั้งหลายเจริญอัตตากันเต็นเหนี่ยว เสพติดกันเต็มสูบ แล้วจะไปละอัตตาง่ายๆงั้นเหรอ ไม่มีทางหรอก ยิ่งปฏิบัติเยอะ อัตตาก็ยิ่งเยอะตาม ก็ต้องใช้เวลาคลายจากอัตตานาน ดีไม่ดีก็ไม่ทันในชาตินี้ด้วยซ้ำ พระพุทธองค์ทรงให้คลายจากความยึดมั่นถือมั่นจะได้ไม่เป็นอุปทานให้เกิดภพเกิดชาติ แต่นี่ทำไมสอนกันตรงข้ามกับพระพุทธองค์หมดเลย เจริญอัตตาเพื่อถึงซึ่งอนัตตา ใครบิดเบือนพุทธพจน์ล่ะเนี่ย?

การกำจัดโมหะอวิชชามันไปทำเอาไม่ได้ แต่ให้ "ช่าง" ช่างมัน อะไรๆก็ช่างมัน ไม่ต้องไปให้ความหมายกับอะไร ไม่ตัดสินไม่ให้ค่า ไม่ต้องไปห่วง ไม่ต้องไปหวง ไม่ต้องไปผูกจิตผูกใจกับเงื่อนไขใดๆ จิตก็จะไม่หยั่งลงเป็นภพชาติไปเอง ทุกสภาวะจะกลายเป็น "สักแต่ว่า" ไปเอง นั่นล่ะครับที่เรียกว่าเป็นธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว ไม่มีกรรมเพิ่มขึ้นมา ไม่มีเราเข้าแทรงแซงธรรมชาติเดิมของมัน ส่วนวิบากกรรมทั้งหลายก็ให้มันเป็นไปของมันเอง เมื่อไม่มีเราซ้อนลงไปในอะไร มันก็ไร้ในท่ามกลางสมมติทั้งหลาย ไร้ในท่ามกลางธาตุขันธ์ อายตนะทั้งหลายไปเอง ไม่ติดไม่หลุดกับสภาพที่มันอนิจจังไปเอง แต่มันก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้ว่านิพพานคืออะไร เพราะนิพพานพ้นไปจากสมมติบัญญัติทั้งปวงที่เราใช้กันอยู่ ซึ่งแม้แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่สามารถอธิบายถึงความหมายแห่งพระนิพพานได้ เพราะมัน "ว่างจากตัวตน"

ถ้าความวกวนมันจัดจ้านเหนียวแน่นนัก ก็ขอขมากรรมเข้า ประกาศสละ ประกาศชดใช้หนี้กรรมเข้า กรรมที่ปกปิดพระสัจธรรมมันจะได้เบาบางลง เดี๋ยวก็ฟัง"เข้า"ใจไปเอง คือ เข้าไปที่ใจ ไม่ใช่เข้าใจแบบปรุงแต่งเอาเอง

สิ่งที่พระพุทธองค์ทำได้ก็แค่บอกความจริงว่าทุกอย่างมันชั่วคราว เสื่อมไปโดยตัวมันเอง และไม่เป็นตัวตน ดังนั้นก็ไม่ควรยึดติดกับอะไร ความจริงมีแค่นี้จริงๆ ฟังแล้วถ้าไม่คิดต่อมันก็จะคลายออกจากอุปาทานไปเอง แต่ทุกวันนี้ สอนกันให้ต่อสังสารวัฏ ความจริงอยู่ตรงหน้าแต่ยังสาละวนหาทางอื่นด้วย"ตนเอง"อีก เป็นการบิดเบือนพุทธวจน แล้วก็เอาความเข้าใจตนที่คิดว่าเป็นพุทธวจนไปไล่บี้ ไล่ตีคนอื่นอีกที

ไม่ต้องยกคำพระพุทธเจ้าไปไล่ตีชาวบ้านหรอกครับ พระพุทธศาสนาไม่ใช่ลัทธิล่าแม่มด ถ้าจะพิสูจน์ตัวเองนะ ก็ให้มันตรงต่อที่ว่างจากตัวตน หรือ นิโรธนิพพานเสียเอง ว่างให้เป็นแบบอย่างเสียเอง ไม่ต้องไปปากเปียกปากแฉะเรียกให้ใครเชื่อถือหรือทำโปรโมตให้ดังๆอะไรเลย มันมีแต่ราคาคุยจากปุถุชนที่หลงเผยแพร่พระสัทธรรมอย่างงมงายโดยที่ตนก็ไม่สามารถจบให้ตัวเองได้เลย มันน่าอายไหมเล่ากับการที่ท่านทั้งหลายยังสาละวนกับตนเอง หลงกับสักกายทิฏฐิแห่งตน ทั้งๆที่มีพระสัทธรรมอยู่ในมือแท้ๆ เหมือนลิงได้แก้วน่ะ ถ้าขืนเอาพุทธวจนไปตีคนอื่น ก็รังแต่จะสร้างกรรมให้ตัวเองเสียเปล่าๆ แล้วกรรมนั้นแหละที่จะกลับมาปิดบังสัจธรรมอีกซ้ำแล้วซ้ำอีก

3 comments:

  1. หายไปพักใหญ่เพราะกำลังทำ production ซีดีหลวงพ่อชุดใหม่อยู่ครับมี 9 ตอน ชื่อแผ่นว่า เลิกหลง จบกิจ จบตัวปฏิบัติ นอกจากนั้นก็วิบากลงนิดหน่อย เป็นหวัด เจ้าตัวเล็กก็ไม่สบายด้วย ก็เลยไม่ได้อัพเดตครับ อาทิตย์หน้าน่าจะดีขึ้น

    ReplyDelete
  2. สาธุ สาธุค่ะ

    ReplyDelete
  3. สาธุ สาธุค่ะ

    ReplyDelete