Friday, November 22, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 8(จบ): โพชฌงค์ 7 ความบริบูรณ์แห่งธรรม

เขียนบทความว่าด้วยการปฏิบัติมาก็มาก แต่ไม่เคยแตะเรื่อง โพชฌงค์ 7 เลย หลายคนก็สงสัย วันนี้ก็ขอพูดถึงเสียหน่อย ปิดท้าย "ลีลาธรรม มายากรรม ภาค 4" เลยก็แล้วกัน

โพชฌงค์ตามความหมายที่ผมค้นมาได้จากวิกิพีเดียก็มีดังนี้ครับ

โพชฌงค์ หรือ โพชฌงค์ 7 คือธรรมที่เป็นองค์แห่งการตรัสรู้ หรือองค์ของผู้ตรัสรู้ มีเจ็ดอย่างคือ
1. สติ (สติสัมโพชฌงค์) ความระลึกได้ สำนึกพร้อมอยู่ ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับเรื่อง
2. ธัมมวิจยะ (ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์) ความเฟ้นธรรม ความสอดส่องสืบค้นธรรม
3. วิริยะ (วิริยสัมโพชฌงค์) ความเพียร
4. ปีติ (ปีติสัมโพชฌงค์) ความอิ่มใจ
5. ปัสสัทธิ (ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์) ความสงบกายใจ
6. สมาธิ (สมาธิสัมโพชฌงค์) ความมีใจตั้งมั่น จิตแน่วในอารมณ์
7. อุเบกขา (อุเบกขาสัมโพชฌงค์) ความมีใจเป็นกลาง เพราะเห็นตามเป็นจริง
โพชฌงค์ 7 เป็นหลักธรรมส่วนหนึ่งของ โพธิปักขิยธรรม 37 (ธรรมอันเป็นฝักฝ่ายแห่งความตรัสรู้ เกื้อหนุนแก่อริยมรรค อันได้แก่ สติปัฏฐาน4 สัมมัปปธาน4 อิทธิบาท4 อินทรีย์5 พละ5 โพชฌงค์7 และมรรคมีองค์ 8)

WIKIPEDIA

โพชฌงค์ 7 นั้น จริงๆมันคือความบริบูรณ์แห่งธรรมเดิมแท้ที่มันบริบูรณ์อยู่แล้ว มาตั้งแต่ก่อนที่จะถุกโมหะอวิชชาครอบงำจนกลายเป็นสังสารวัฏอย่างทุกวันนี้ ซึ่งโดยนัยยะนี้สามารถกล่าวได้ว่า เราทั้งหลายล้วนมีพุทธะกันอยู่ในตัวแล้วทั้งนั้น เพียงแต่ถูกโมหะครอบงำเอาไว้ไม่ให้คืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่มันบริบูรณ์อยู่แล้วตลอดนั่นเอง

และเมื่อมายาแห่งโมหะครอบงำจนไม่แจ้งในความจริง ก็เลยหลงไปจัดการสภาวธรรมทั้งหลายที่ควรจะเกิดและดับเองไปตามเหตุปัจจัยตามธรรมของมันเอง จนก่อให้เกิดเป็นความอึดอัดขัดเคือง ติดขัดข้องคา เปรียบได้กับการไปสร้างเขื่อนกั้นแม่น้ำ ต้องคอยสาละวนอยู่กับการเปิดปิดประตูเขื่อน คอยรับมือกับแผ่นดินไหว คอยรับมือกับน้ำท่วมน้ำแล้ง ทั้งๆที่ก่อนหน้าที่จะมีเขื่อนมันก็ดีตามธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ท่วมก็ท่วมชั่วคราว แล้งก็แล้งชั่วคราวตามจังหวะของธรรมชาติ แต่เมื่อไปติดขัดข้องคากับสภาวธรรมที่มันไม่ใช่ตัวเรา คอยไปจัดแจงจัดการสภาวะ ความบริบูรณ์ทั้งหลายแห่งธรรมเดิมแท้จึงติดขัดข้องคา ขาดแคลนบกพร่องไปด้วย ทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดจากความหลงของตนทั้งนั้น

และพอความบริบูรณ์เดิมๆ มันบกพร่องลงไป จึงก่อให้เกิดความไม่สมดุลในกายในใจขึ้น(ตามเหตุปัจจัยที่เข้าไปขวาง) กลายเป็นความว้าวุ่น ฟุ้งซ่านรำคาญ กลายเป็นทุกข์ไม่รู้จบ สรรพสัตว์ทั้งหลายจึงออกแสวงหาทางพ้นจากทุกข์ หายังไงก็หาไม่เจอ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าได้นำความเป็นจริงมาบอกเอาไว้ว่าทุกอย่างล้วนเป็นมายาแห่งโมหะอวิชชาทั้งนั้น เมื่อเข้าใจความเป็นจริงได้ตรงเนื้อหา ก็จะคลายออกจากการเข้าไปปฏิบัติกายปฏิบัติจิตที่บดบังธรรมเดิมแท้ไปเอง ยุติกรรมที่ซ้อนลงไปในธรรมเดิมแท้ที่ว่างเปล่าจากตัวตนไปเอง ธรรมเดิมแท้ที่เคยบริบูรณ์ก็จะกลับคืนมาเอง กรรมและโมหะอวิชชาที่พาหลงเข้าไปปฏิบัตินั่นแหละ คือสิ่งที่ไปพร่องความบริบูรณ์ของธรรมเดิมแท้เสียเอง

เหมือนเราทำลายเขื่อนที่ปิดกั้นทางน้ำลงเสีย ปล่อยให้มันคืนสู่ธรรมชาติเดิมๆของแม่น้ำสายนั้น แม่น้ำก็จะทำหน้าที่โดยธรรมชาติของมันไปเองโดยที่เราไม่ต้องไปพะวงเรื่องเปิดปิดเขื่อนหรือบริหารจัดการน้ำอะไรอีกเลย ธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว

เปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่งก็ได้ เหมือนเราพยายามไปปลูกป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโทรม ถ้ามนุษย์ลงไปปลูกเองน่ะไม่ค่อยได้เรื่องหรอก ต้องคิดคำนวณมากมาย ต้องวางแผนตามหลักวิชาการ ต้องมีระยะเวลา ต้องติดตามผล ฯลฯ จริงๆมันง่ายนิดเดียว ก็ปล่อยพื้นที่ให้มันร้างเอาไว้ไม่ต้องไปทำอะไร เดี๋ยวต้นไม้มันขึ้นเองตามธรรมชาติเลย ไม่ต้องมานั่ง "ดัดจริต" ปลูกอย่างมนุษย์เลย ป่ามันก็จะเกิดแบบเป็นธรรมโดยธรรมอยู่เองแล้ว สมดุลจึงบริบูรณ์ไปเอง แต่มันไม่ใช่แบบที่เราจะคิดเอาเอง ทำเอาเองได้เลย

บุคคลที่ตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมแล้ว ตรงต่อเนื้อหาอริยะแล้ว โพชฌงคธรรมก็จะค่อยๆบริบูรณ์ขึ้นเองครับ

1. สติ ก็เกิดเองเป็นเอง เป็นมหาสติแห่งอริยะที่ไม่ติดไม่หลุดกับสภาวะทั้งหลาย นอกเหนืออนิจจัง
2. ธัมมวิจยะ คือ การแจ้งตรงต่อเนื้อหาโลกุตรธรรม ผสานรวมโดยไม่แบ่งแยก และไม่ต้องไปหาอ่านหาศึกษาธรรมเอาจากที่ไหนอีก
3. วิริยะ ความเพียรในกิจทั้งหลายก็จะพอดีไปเอง อัตโนมัติไปเอง
4. ปีติ เมื่อพ้นจากอำนาจของโมหะแล้ว ความพอในธรรมทั้งหลายจะยังให้บริบูรณ์เอง มันจะยิ่งกว่าปีติเสียอีก
5. ปัสสัทธิ เมื่อหยุดแทรกแซงสภาวะใดๆ มันก็จะสงบกายสงบใจไปเอง
6. สมาธิ เมื่อพ้นจากอำนาจแห่งการเกิดการดับแล้ว สมาธิก็จะเกิดเองโดยธรรมชาติ เรียกว่าสัมมาสมาธิ หรือโลกุตรสมาธิ เป็นสมาธิที่ไม่ต้องกำหนดลงไปเพื่อสร้างเป็นอารมณ์ขึ้นมา เป็นสมาธิที่ไม่เกาะในอารมณ์หนึ่งอารมณ์ใดเลย บริบูรณ์โดยธรรมชาติของมันเอง
7. อุเบกขา เมื่อว่างจากตัวตน(ตรงต่อนิพพาน)แล้ว ความเอนเอียงทั้งหลายก็จะหมดไปเอง เป็นความอุเบกขาอันเกิดจากที่ไร้ตัวตนในคติและอคติใดๆ ไม่เอียงเพราะว่าง เป็นกลางเพราะว่างจากตัวตนที่จะเลือกเอาในสภาวะใดๆ

แม้กระทั่งโพธิปักขิยธรรม 37 ประการทั้งหมดทั้งมวล ก็จะค่อยๆบริบูรณ์ขึ้นมาเองเช่นกัน เมื่อหมดตัวโมหะตัณหาซ้อนลงในกายในใจ

ส่วนไอ้ที่เข้าไปทำเอาน่ะ มันก็จะได้แต่เรื่อง มีแต่เรื่อง ได้แต่กิจ ได้แต่งานให้ทำ ทำแล้วก็ไม่จบ เพราะไม่ยอมจบตัวเองที่คอยเข้าไปทำ และมันก็ไม่ใช่ความบริบูรณ์แห่งธรรมเสียด้วย

การเอาตัวเข้าไปเจริญธรรม มันจะเป็นไปแบบลุ่มๆดอนๆ เดี๋ยวได้ข้อนั้น ไม่ได้ข้อนี้ ข้อนี้เสื่อมลงแล้ว แต่ไปได้ข้อนั้นแทน สาละวนกับความพยายามทำให้ธรรมทั้งหลายมันบริบูรณ์ขึ้นมา โดยไม่รู้ว่ามันบริบูรณ์อยู่เองแล้ว เพียงแต่มี "ตัวเอง" ขึ้นมาปิดบังความบริบูรณ์นั้น ผ่านความเพียร ผ่านทิฏฐิมานะ ความดันทุรัง ที่จะเจริญธรรมให้บริบูรณ์ ได้ธรรมข้อไหนก็เป็นอัตตากับสิ่งนั้น ฟูๆแฟบๆไปเรื่อย แต่สุดท้ายก็โมฆะหมด ดีแตกกันหมด เพราะสิ่งเหล่านี้มันไม่ใช่ของจริง และมันก็ไปปิดบังความบริบูรณ์ทั้งหลายอยู่นั่นเอง

ก็ปลงกายปลงจิตเสีย ปลงการแทรกแซงกายธาตุจิตธาตุลงเสีย ปล่อยให้มันเป็นธรรมเดิมแท้ของมันเองทั้งกายธาตุจิตธาตุ มันก็จะเหมือนเราปล่อยให้สายน้ำทำลายเขื่อนที่สกัดกั้นการไหลของแม่น้ำลง ให้มันกลับไปไหลอย่างเป็นธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง แล้วความอุดมสมบูรณ์แห่งธรรมทั้งหลายก็จะกลับคืนมาเอง โดยที่เราไม่ต้องไปทำอะไรเลย

เพราะที่สุดแล้ว ไอ้คำว่า "เรา" นี่แหละ มันก็คือโมหะอวิชชาที่คอยหลงแทรกแซงธรรมอยู่นั่นเอง

No comments:

Post a Comment