Friday, November 15, 2013

กรรม 102 : เชื้อโมหะ เชื้อกรรม

บทความนี้มาว่ากันด้วยเชื้อโมหะ หรือเชื้อกรรมกัน เพราะเป็นส่วนสำคัญที่แอบกระตุ้นทำให้ผู้คนทั้งหลายต้องหลงวกวนกับสิ่งต่างๆในปัจจุบันไม่จบไม่สิ้นเสียที

คงเคยได้ยินกันในบทสวดทำวัตรเช้า-เย็นกันนะครับว่า
เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น

อ่านท่อนนี้จบก็สรุปได้ว่า ชีวิตเรานี่มันกรรมทั้งนั้นเลยครับ ไม่มีอะไรอื่นเลย กายสังขารก็เกิดจากกรรม อารมณ์ บุคลิกลักษณะทั้งหลายก็เกิดจากกรรม จนบางคนก็เกิดมานะอยากจะเปลี่ยนกรรมตัวเอง เพราะไม่ยอมจมอยู่กับสิ่งที่ตนเป็น นั่นก็เป็นเชื้อกรรมที่ทำก็เกิดกรรมใหม่ขึ้นมาเรื่อยๆ กลายเป็นตัวตนใหม่ขึ้นมา เป็นภพชาติใหม่ขึ้นมา แล้วก็ต้องไปไล่เปลี่ยนแปลงมันอีกในอนาคตไม่จบไม่สิ้นตามเชื้อกรรมที่ฝังตัวอยู่

ก็ไม่ต้องไปพยายามเปลี่ยนอะไรมันหรอกครับ เปลี่ยนก็เป็นกรรมใหม่ขึ้นมาทุกที สุดท้ายมันก็ไม่ได้อะไรอยู่ดี แต่ให้ยุติกรรมใหม่ๆเสีย ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมของมันเอง เพราะกรรมทั้งหลายถูกจัดเรียงตามลำดับมาสมควรแก่กรรมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะดีจะเลว จึงไม่มีเหตุที่เราจะต้องไปหนักอกหนักใจกับอะไร ซึ่งเมื่อยุติกรรมเป็นแล้ว ทีนี้กรรมเก่าๆก็จะตามมาเช็คบิล เชื้อกรรมเก่าๆก็จะฟุ้งขึ้นมาให้ชดใช้ให้หมด จนเป็นเหตุให้หลายคนที่มาเจอสัจธรรมเกิดอาการฟุ้งซ่าน อารมณ์แปรปรวน เจอวิบากกรรมแปลกๆแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใดนะครับ เป็นธรรมดาของผู้ที่กำลังจะพ้นสังสารวัฏ

ลองนึกภาพคนติดยาไปเลิกยาที่ถ้ำกระบอกสิครับ(ไม่รู้ยังมีอยู่หรือเปล่านะ) คนเสพยาก็จะต้องถอนพิษยาด้วยการดื่มยาที่ปรุงขึ้นโดยเฉพาะ เพื่อทำให้อาเจียรเอาพิษออกมาเป็นการล้างยาเสพติดที่สะสมข้างในร่างกาย กรณีนี้มันก็เหมือนกันกับผู้ที่มาเจอสัจธรรมนั่นแหละครับ เมื่อฟังสัจธรรมไปเรื่อยๆ ความเป็นจิตก็จะคลายออก อุปาทานในจิตก็จะคลายออก เหมือนหยุดเสพยาแล้วดื่มยาถอนพิษ เมื่อไหร่ก็ตามที่แจ้งตรงต่อเนื้อหาสัจธรรม หรือนิพพาน เมื่อนั้นก็ยุติกรรมเป็น จิตก็จะไม่ค่อยเกิด ซึ่งจิตไม่ค่อยเกิดในที่นี้คือภพชาติก็ไม่ต่อไปข้างหน้า อายุรกรรมจะสั้นลง ส่วนกรรมและวิบากกรรมเก่าทั้งหลายก็เปรียบเหมือนรถพ่วงที่เราลากมาด้วย พอเราหยุดกึก รถพ่วงด้านหลังมันยังมีแรงเฉื่อยอยู่ก็จะดันเราไปข้างหน้าบ้าง ทำให้เราเสียหลักเสียศูนย์บ้าง เป็นกระบวนการคลายอัตตาตัวตน และชดใช้หนี้กรรมทั้งหลายที่พ่วงพันมาให้หมด

เหตุนี้เองที่ทำให้หลายท่านเจอวิบากเล่นงานซะอ่วมเลยก็มี อันนี้เรียกว่า สำรอกกรรม ครับ คือมีอะไรคั่งค้างอยู่ก็สำรอกออกมาเสียให้หมด อย่าให้เหลืออะไรตกค้างอีก ซึ่งไม่มีอะไรที่เราต้องห่วงกังวลหรอกนะครับ เพราะใครที่จะจบภพจบชาติ จะไปจบไม่ว่าในชาติไหนๆก็จะเจอแบบนี้ด้วยกันทั้งนั้น ต้องสำรอกกรรมด้วยกันทุกคน ใครเจอสัจธรรมในชาตินี้ก็ไม่ต้องหนีไปตั้งหลักแล้วครับ ตั้งไปก็ไม่จบ ที่ได้เจอสัจธรรมมันก็คือโอกาสอยู่แล้ว ก็ให้มันไร้ในท่ามกลางกรรมวิบากไปเลย ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรอีก อาจหาญ เด็ดขาดกันหน่อย

นอกจากสัจธรรมแล้ว หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านก็ยังมี"ตัวช่วย"มาให้เพื่อที่จะได้ชดใช้หนี้กรรมได้เร็วขึ้น สะบักสะบอมน้อยลง นั่นก็คือการประกาศชดใช้หนี้กรรม หนี้กรรมใดๆเราต้องใช้ให้หมดนะครับ ไม่งั้นก็ไม่สามารถที่จะจบได้จริง อาจจะแจ้งแล้ว อริยะแล้ว แต่ก็ยังต้องไปเกิดใช้กรรมให้หมดก่อน จึงจะจบภพจบชาติได้จริง

ตัวช่วยอีกอย่างหนึ่งที่หลวงพ่อฯท่านให้มาและสำคัญมากๆ พอๆกับการประกาศชดใช้หนี้กรรมก็คือ การประกาศสละประกาศถอนความมุ่งหวังตั้งเอา ต่อสิ่งต่างๆทั้งรูปธรม นามธรรม ประกาศสละประกาศถอน ความปรารถนาทั้งปวงหรือแม้กระทั่งปณิธานในการโปรดสัตว์ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเชื้อโมหะ เชื้อกรรมที่ฝังตัวอยู่อย่างเหนียวแน่นและเป็นเหตุที่พาเราไปวกวนต่อกรรมอยู่เสมอๆ ทั้งๆที่บางทีเราก็ไม่ได้ทำอะไรให้เป็นเหตุขึ้นมาใหม่อีกก็ตาม

นอกจากนี้ยังเป็นเหตุแฝงที่ทำให้เรายังรู้สึกลึกๆอยู่ว่า กำลังแบกอะไรสักอย่างเอาไว้ตลอดเวลา หรือยังรู้สึกว่ามีอะไรคั่งค้างอยู่ที่ยังอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ยังมีตัวพยายาม ตัวดิ้นรนอยู่เสมอ ก็นี่ล่ะครับ ความมุ่งหวังตั้งเอาทั้งหลายที่เราเคยตั้งมาไม่รู้กี่ภพกี่ชาตินั่นเอง ก็จัดการประกาศสละประกาศถอนความปรารถนาทั้งหลายทั้งปวงบ่อยๆ เชื้อโมหะ เชื้อกรรมทั้งหลายที่พาเราไปลำบากลำบนก็จะได้ลดลงไปเอง

แต่ไม่ต้องกลัวว่าพอประกาศสละ ประกาศถอนความปรารถนาทั้งปวงไปแล้ว จะทำให้เรากลายเป็นผัก เป็นต้นไม้ใบหญ้าที่ไม่มีจิตใจ เพราะเมื่อประกาศสละประกาศถอนความปรารถนาแล้ว มันจะเหมือนคนที่วางทุกสิ่งทุกอย่างลง ไม่ต้องแบกไปทำไปอย่างทุลักทุเลอย่างที่ผ่านมา ภาระหน้าที่ กิจต่างๆที่ยังคงเป็นกรรมคั่งค้างก็จะไม่เป็นภาระอีกต่อไป คือ ทำไปแบบไม่ต้องแบกไม่ต้องพะวงหน้าพะวงหลัง หลุดพ้นทุกๆขณะ หมดภาระทางใจ ไม่ต้องไปหลงติดหลงหลุดกับอะไรอีก มันก็จะเป็นธรรมโดยธรรมอยู่แล้วทุกๆขณะไปเอง

ทิ้งท้ายไว้นิดนึงว่า ความปั่นป่วนยุ่งเหยิงในบ้านเมืองทั้งหลายทั้งปวงนี้ ก็เกิดจากเชื้อกรรมมวลรวมที่ส่งผลมายังปัจจุบันอยู่ตลอดเวลา ที่สุดแล้วก็ต้องชดใช้กันไปไม่ว่าจะดีจะเลว หลีกหนีไม่พ้นครับ จะม็อบกันกี่ครั้งกี่หนยังไงก็ต้องชดใช้เหมือนกันหมด ประกาศสละประกาศถอนอุดมการณ์ความปรารถนาทั้งหลายลงเสีย จะได้ไม่ต้องไปแบกมัน เอาจริงเอาจังกับมันจนเกินไป จนกลายเป็นใส่อารมณ์ดรามาฟูมฟายกันอยู่เหมือนทุกวันนี้

No comments:

Post a Comment