Tuesday, November 12, 2013

กรรม 101

เขียนบทความมาเกือบๆสี่ปี ไม่น่าเชื่อว่ายังไม่ได้เขียนในหัวข้อเรื่องกรรมอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ได้แต่เขียนแทรกในบทความอื่นๆเอาไว้มากมาย วันนี้ขออธิบายเรื่องกรรมกันอย่างละเอียดสักทีก็แล้วกัน

ก่อนอื่นต้องเข้าใจพื้นฐานของโลกธาตุ สังสารวัฏก่อนว่า มีกฏสองข้อที่กำกับทุกสรรพสิ่ง สรรพธาตุ สรรพธรรม ทั้งหลายอยู่ นั่นก็คือ กฏไตรลักษณ์ กับ กฏแห่งกรรม

กฏไตรลักษณ์นั้นบอกกับเราเอาไว้ว่า ทุกอย่างในโลกธาตุนี้ล้วนแล้วแต่เป็นมายา เพราะทุกอย่างมันอนิจจัง คือ ไม่เที่ยง เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทุกขัง คือ เสื่อมไปโดยตัวมันเองทุกๆอย่าง และ อนัตตา คือ ไม่มีอะไรเป็นตัวตนเราเขาอย่างแท้จริง ซึ่งถ้าคนที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วหัวหมอ หาช่องซิกแซกได้ว่า ถ้าทุกอย่างเป็นมายาแบบนี้ เราก็ใช้ชีวิตให้สุดเหวี่ยงดีกว่า ถ้ามาแนวศรีธนนชัยแบบนี้ ธรรมชาติจึงต้องมี กฏแห่งกรรม เข้ามากำกับอีกทีหนึ่ง เพื่อไม่ให้ทุกดวงจิตหลงโลกหลงธรรมมากจนเกินไป

กรรม นั้น ก็เหมือนสรรพธาตุ สรรพธรรมอื่นๆที่เราสามารถยืมไปใช้ได้ครับ กรรมก็เป็นเพียงสภาวธรรมที่ถูกหยิบยืมไปใช้ชั่วคราว โดยอาศัยเจตนา และกรรมก็อยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์เหมือนกันกับธรรมอื่นๆ ซึ่งเมื่อยืมไปแล้วก็ต้องคืนในรูปของวิบากกรรมเสมอ แต่จะใช้แบบไหนอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องที่เราจะไปแสวงหาความเข้าใจตรงนั้น เพราะกรรมเป็นเรื่องอจิณไตย คือนอกเหนือวิสัยของปุถุชนทั่วไปจะเข้าใจได้จริง

ดังที่ว่ามานี้เอง กฏแห่งกรรมจึงเป็นกฏที่ใช้จำกัดตีกรอบไม่ให้สรรพสัตว์ทั้งหลายก่อกรรมมากเกินไป เพราะที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะทำกรรมไปมากเท่าไหร่ จะหลงระเริงไปมากแค่ไหน ก็จะถูกบังคับให้ใช้คืนอยู่ดี แบบครบถ้วนเต็มจำนวน โชคดีที่ไม่คิดดอกเบี้ย(ฮา) เหตุนี้จึงสามารถพูดได้ว่า ไม่มีใครเอาอะไรจากสังสารวัฏนี้ไปได้เลย ได้แต่หลงทำกรรมและชดใช้กรรมเท่านั้นเอง ไอ้เรื่องที่ได้เสียอะไรทั้งหลายนั้น เกิดจากการคิดเอาเองโดยไม่เข้าใจสภาพความเป็นจริงบนพื้นฐานของกรรมเลย เรียกว่าโดนสมมติปิดบังให้เห็นว่ากรรมทั้งหลายนั้นมันต่างกัน ซึ่งจริงๆแล้วไม่แตกต่างครับ ถ้าแจ้งในความเป็นจริงแล้ว มันก็จะทะลุทะลวงสมมติทั้งหลายที่ปิดบังการใช้กรรมนั้นจนหมด แล้วจะเข้าใจว่ามันมีแต่การทำกรรมใช้กรรมจริงๆ คือ ทำแล้วก็รอรับผล ทำแล้วก็รอรับผล อยู่อย่างนั้น สนองโมหะตัณหาอยู่อย่างนั้นไม่จบไม่สิ้น ทั้งๆที่ตัวตนจริงๆก็ไม่มี ที่หลงไปทำก็เพราะไปยึดเอาโมหะชั่วครั้งชั่วคราวมาเป็นประมาณในการทำกรรมสนองตัณหาเท่านั้นเอง โดนมันหลอกโดยไม่รู้ตัว

ด้วยเหตุนี้เอง ก็ไม่มีใครที่จะต้องอิจฉาความร่ำรวยของใคร ไม่มีใครที่จะต้องน้อยเนื้อต่ำใจกับฐานะอันยากจนของตนเอง ทุกผู้ทุกนามล้วนได้รับผลกรรมอันเหมาะสมกับกรรมอยู่แล้ว ทุกอย่างต้องส่งคืนสังสารวัฏทั้งหมด ขนาดพระพุทธเจ้าที่มีบารมี มีอานุภาพมากมายในการช่วยสัตว์โลกก็ยังต้องสละจนหมดจิตหมดใจถึงจะมีเนื้อหาแห่งพระพุทธเจ้าได้

แม้แต่อริยบุคคลทั้งหลายก็ยังต้องตกอยู่ภายใต้กฏแห่งกรรมเช่นกันไม่มีเว้น พียงแต่ความแตกต่างของอริยบุคคลกับปุถุชนทั่วไปก็คือ อริยบุคคลนั้นยุติกรรมเป็นแล้ว จึงปล่อยให้กายใจเป็นไปของมันเอง ไม่ดิ้นหนีดิ้นสู้วิบากทั้งหลาย ไม่เลือกสภาวะใดๆอีก คือหลุดพ้นจากความวกวนในสังสารวัฏโดยสิ้นเชิง ธาตุขันธ์จึงไม่ใช่ภาระที้องแบก จึงทำกรรมแต่น้อย(ยกเว้นท่านที่โปรดสัตว์) วิบากกรรมที่ผ่านเข้ามาจึงคลี่คลายออกไปเรื่อยๆ  กรรมใหม่ก็ไม่ค่อยมี ในที่สุดก็จะจบภพจบชาติได้จริง แต่ในขณะที่ปุถุชนทั่วไปยังทำกรรมในอัตราที่มากกว่าการชดใช้วิบาก ทำให้เกิดเป็นกรรมต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าเรื่อยๆ ยิ่งมีอำนาจวาสนาบารมีในทางโลกหรือทางธรรมมากและใช้ไปด้วยความหลงก็จะยิ่งก่อกรรมมากขึ้นไปอีก

การที่จะเข้าสู่อริยสัจข้อแรกคือทุกข์ได้ ก็ต้องทุกข์ก่อนครับ เรียกว่าถ้าไม่เจอทุกข์ ก็ไม่ได้เจอสัจธรรม ส่วนระดับความทุกข์ที่พาเข้าหาสัจธรรมของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป บางท่านทุกข์นิดเดียวก็เข้าใจแล้ว บางท่านต้องรอให้คางเหลืองก่อนค่อยว่ากัน หรือบางท่านก็อาจจะดันทุรังจนตายกลายเป็นผีก่อนแล้วค่อยสำนึกได้ก็มี

ทีนี้การที่คนๆหนึ่งจะบรรลุธรรมและตรงต่อเนื้อหานิพพานได้ ก็ต้องเคลียร์สองส่วนคือ อันแรก คือการล้างโมหะด้วยการฟังสัจธรรม เมื่อหมดโมหะ ก็จะยุติกรรมเป็น จบเป็น ดับเป็น วางเป็น ตรงต่อเนื้อหาอริยะไปตามลำดับ ส่วนที่สองก็คือการเคลียร์วิบากกรรมเก่าๆให้หมด หรือให้เหลือน้อยที่สุด เพราะกฏแห่งกรรมได้บังคับเอาไว้ว่า ทุกอย่างต้องคืนสู่ความว่าง(จากตัวตน) คืนธาตุคืนธรรมให้หมด กรรมทั้งหลายที่หลงทำๆกันมาก็ต้องใช้คืนในรูปของวิบากกรรมด้วย ซึ่งแต่ก่อน อริยบุคคลต้องรอรับกรรมไปตามวาระ ซึ่งอาจจะลากยาวไปอีกหลายชาติ แต่เมื่อหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตท่านประทานการประกาศสละชดใช้หนี้กรรมมาให้ พื่อให้วาระกรรมสั้นลง คือ ใช้วิธีการประกาศชดใช้กันในภาคทิพย์เลยโดยตรง ไม่ต้องไปเสียเวลาเกิดใหม่เพื่อชดใช้กรรมกันอีก

วิบากกรรมของอริยบุคคลนั้นจริงๆก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับท่านแต่อย่างใด เพราะท่านก็ไม่อะไรกับมันอยู่แล้ว ผ่านอยู่แล้ว แต่วิบากกรรมที่ท่านมี ดันไปขัดขวางการโปรดสัตว์ ก็เลยต้องเคลียร์เสียหน่อย เพราะไม่งั้นปวงสัตว์ทั้งหลายก็จะเสียโอกาสที่จะได้เข้าถึงเนื้อหาสัจธรรมกัน

การขอขมากรรม การประกาศสละชดใช้หนี้กรรมนั้น ไม่ใช่การแก้กรรม แต่เป็นการน้อมองค์คุณเบื้องสูงมาเป็นประธานในการขอขมากรรมและชดใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรที่รอคิวทวงหนี้อยู่ เมื่อเราน้อมองค์คุณเบื้องสูง บารมีของท่านก็จะเชื่อมโยงถึงเจ้ากรรมนายเวรเพื่อการชดใช้หนี้กรรมและอโหสิกรรมกันในภาคทิพย์โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปใช้กันในรูปแบบวิบากทางกายทางใจจริงๆ ซึ่งผู้กล่าวคำขอขมากรรมหรือประกาศสละชดใช้หนี้กรรมต้องกล่าวด้วยจิตที่ยอมจริงๆ ไม่ใช่เพราะแค่อยากจะพ้นจากทุกข์ตรงนั้นเพียงอย่างเดียว

แล้วถามว่าเจ้ากรรมนายเวรจะยอมหรือ?

ส่วนใหญ่จะยอมครับ เพราะสิ่งที่เราให้เพื่อชดใช้นั้น เป็นส่วนของอธิวาสนาบารมีที่มีต่อสัจธรรม เป็นสิ่งที่ละเอียดอันหาได้ยากในสังสารวัฏนี้ ซึ่งจะนำความคลี่คลายมาให้เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย เพราะในสังสารวัฏนี้มันมีแต่ทุกข์กับทุกข์ มีแต่ความอึดอัดขัดเคือง พอมีสัจธรรมมาช่วยคลี่คลายให้ส่วนใหญ่จะยอมรับ ยกเว้นเป็นกรรมที่หนักจริงๆ การประกาศชดใช้หนี้กรรม ก็จะช่วยผ่อนหนักให้เป็นเบาได้บ้าง แต่อาจจะต้องรับวิบากอยู่บ้างหนีไม่พ้น

นอกจากจะขอขมากรรมและชดใช้หนี้กรรมต่อเจ้ากรรมนายเวรแล้ว เราก็ต้องสละหนี้กรรมที่คนอื่นติดหนี้เราไปด้วย คู่กรณีกรรมทั้งหลายของเราก็จะคลี่คลายไปพร้อมๆกับเรา ไม่ต้องรอมาเจอกันเพื่อชดใช้กันในภายหลังอีก อันนี้เรียกว่าอภัยทาน ซึ่งมีอานุภาพในการคลี่คลายกรรมมวลรวมในสังสารวัฏด้วย

ก็ไม่ต้องไปหวงหนี้ ไม่ต้องเหนียวหนี้อะไรอีกแล้วครับ ประกาศสละและชดใช้ไปให้หมดเลย เพราะที่สุดแล้ว ยังไงก็ต้องใช้อยู่ดี แล้วจะรอให้ถึงวาระที่วิบากให้ผลทำไม ยิ่งเราประกาศชดใช้ด้วยอธิวาสนานี่ยิ่งดีเลย นอกจากจะเป็นการโปรดเจ้ากรรมนายเวรแล้ว ยิ่งประกาศชดใช้ไปด้วยสิ่งที่เป็นทิพย์ละเอียด ด้วยอริยสมบัติ ด้วยบารมีที่เป็นทิพย์ เมื่อเจ้ากรรมนายเวรคลี่คลายแล้ว สิ่งที่สะท้อนกลับมาหาเราก็จะยิ่งละเอียดยิ่งขึ้น ทิพย์ยิ่งขึ้นไปด้วยโดยอัตโนมัติ

นับจากนี้ไปก็จะเข้าสู่ การขอขมากรรม การประกาศสละชดใช้หนี้กรรม แบบเจาะจงเฉพาะเป็นกรณีไปครับ หากท่านใดมีสิ่งที่ติดขัดข้องคา ก็ติดต่อกันเข้ามาคุยกันได้

3 comments:

  1. หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตมีกำหนดการไปโปรดฯที่ Panorama Valley สวนผึ้ง โดยหลวงพ่อและคณะจะเดินทางถึง Panorama Valley เย็นวันที่ 13 พ.ย.56 และเดินทางกลับวัดวันที่ 15 พ.ย.56 ญาติโยมสามารถเข้ากราบและรับฟังสัจธรรมจากท่านได้ที่ Panorama Valley ในวันที่ 14 พ.ย.56 นี้

    สามารถโหลดแผนที่ได้จากลิงค์นี้ครับ
    https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10201452561368890&set=a.10201035427420802&type=1&theater

    ReplyDelete
    Replies
    1. แผนที่ Panorama Valley Resort
      เส้น 3208 จากแยกห้วยไผ่ถึงชัฏป่าหวาย 40 กม.
      เส้น 3087 จากแยกเจดีย์หักถึงชัฏป่าหวาย 50 กม.(ผ่านจอมบึง)
      จากชัฏป่าหวาย มาเส้นป่าหวาย-โป่งกระทิง 6 กม. (ผ่านเดือนล้อมฯที่อยู่กม.ที่3) จะพบซอยวัดรางเสน่ห์ทางขวามือ เลี้ยวขวามา 500 เมตร และเลี้ยวขวาอีกครั้ง 500 เมตร...จะพบรั้วคาวบอยสีขาวครับ

      22/2 หมู่ที่3 ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี 70180
      Suanphueng,Ratchaburi 70180
      Phone 081-007-0390

      Delete
    2. ท่านใดเข้าเฟสบุคไม่ได้ ก็มาโหลดแผนที่ทางไปได้ที่นี้ครับ
      https://drive.google.com/folderview?id=0B5-qDuWKKgz9SW44SUZXR2dLcmc&usp=sharing

      Delete