Monday, October 14, 2013

กรรม Gossip (ในนามแห่งความดี)

เชื่อว่าเราทุกคนคงจะเคยแอบนินทาใครบ้างคนมาบ้างไม่มากก็น้อย ซึ่งก็มีหลายครั้งที่ตั้งวงกันเมาท์อย่างสนุกสนานถึงเรื่องของคนอื่น ที่ไม่ใช่ของตนเอง แล้วก็มีหลายคนแอบจริงจังกับการนินทาโดยไม่รู้ตัว นินทาเป็นอาชีพ ชนิดที่งานการไม่ต้องทำกันเลยทีเดียว

หลายคนก็แก้ตัวว่าเป็นการระบายความเครียดความกดดันเล็กๆน้อยๆ ซึ่งหัวข้อการนินทาก็มีตั้งแต่เจ้านาย ไปจนถึงข่าวคาวของดารา นักร้อง นักแสดง ละครใหม่ คนโน้นได้กับคนนี้ ล่วงเลยไปถึงข่าวคาวของนักการเมืองนับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีจนถึงสส.ผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย

ไม่ว่าหัวข้อหรือบุคคลต้นเรื่องสำหรับการนินทาจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่ เราก็ไม่ควรจะเอาเรื่องราวเหล่านั้นมานินทาว่ากล่าวแต่อย่างใด เพราะแต่ละเรื่องราวนั้นก็เป็นกรรมเฉพาะของแต่ละบุคคล ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเราโดยตรง จนกระทั่งเรานำมันมาเป็นหัวข้อนินทา เราก็เลยมีส่วนในกรรมนั้นพ่วงพันไปด้วยทันที

สิ่งต่างๆทั้งหลาย ปรากฏการณ์ทั้งหลาย ตลอดจนถึงเหตุการณ์เรื่องราวในชีวิตเราทั้งหลาย ล้วนแล้วแต่เป็นกรรมและผลของกรรมทั้งนั้น เกิดขึ้น ให้ผลแล้วก็ดับไปของมันเอง ไม่มีใครเป็นเจ้าของกรรมจริงๆ บุคคลตัวตนเราเขาในการใช้กรรมเสวยวิบากแห่งกรรมก็เป็นเพียงแค่โมหะความหลงชั่วครั้งชั่วคราว ซึ่งกรรมที่กระทำไปแล้ว จะไม่ใช้ก็ไม่ได้ แถมเวลาจะต้องใช้กรรมต่อกัน ก็ดันต้องมาตกเป็นกรรมขี้ปากชาวบ้านอีก แบบนี้เรียกว่ากรรมซ้อนกรรม แล้วมันก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลยแม้แต่นิดเดียว นอกจากตอกย้ำซ้ำเติมกรรมที่มีอยู่แล้วให้มากขึ้นไปอีกโดยไม่จำเป็น

การนินทาส่วนใหญ่เริ่มมาจากที่ผู้คนทั้งหลายยึดมั่นในความดี อยู่ในศีลในธรรม...จัด เรียกว่าอยากให้มันดีแต่มันก็ไม่ดีสักที เมื่อไปรับรู้หรือเห็นอะไรไม่ดีไม่งามแม้แต่เพียงนิดเดียว ก็เลยเอามาเป็นหัวข้อนินทา ราวกับหวังว่าการเอาคนที่ทำผิดศีลมาขึงพืดนินทาให้สาใจนั้น จะเป็นการปกป้องความบริสุทธิ์แห่งศีลธรรมอันดีงาม จะทำให้สังคมดีขึ้น แต่สุดท้ายไหงลงเอยด้วยการที่ คนดีมีศีลมีธรรมออกปากกระทำอกุศลกรรมด้วยการนินทาว่าร้ายไปเสียเอง

โดยความเป็นจริงแล้ว กรรมทั้งหมดทั้งมวลนั้น ไม่มีการแบ่งแยกว่าดีว่าเลวอยู่แล้วตั้งแต่แรก มันก็เป็นแค่การทำกรรมใช้กรรมเท่านั้นเองไม่ว่าจะกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมก็ตามที แต่ในนามของ(ตัณหาใน)ความดี เราก็จัดการไปแบ่งเสียว่าอันไหนดี อันไหนเลว อันไหนรับได้ อันไหนรับไม่ได้ เมื่อแบ่งแล้วก็พยายามรักษาความดี และกำจัดความเลวให้หมดสิ้นไป แม้วิธีการที่ใช้กำจัดความเลวอาจจะเป็นความเลวอีกรูปแบบหนึ่ง แต่สังคมก็พร้อมจะยอมรับให้มันเกิดขึ้นได้ เพื่อที่ว่าสังคมโดยส่วนรวมจะสงบสุขตลอดไป ในที่สุดคนในสังคมเองก็เลยกลายเป็นสังคมเก็บกด เน่าใน และหวาดระแวงกันและกันอย่างที่ไม่นึกว่าจะได้เห็นในสังคมคนดีๆอย่างที่พยายามจะสร้างกันมา

กรรมใดๆก็ตามที่เราเคยทำเอาไว้ ไม่ว่าจะในอดีตชาติหรือปัจจุบันก็ตาม ล้วนแล้วแต่ให้ผลแน่นอนไม่ช้าก็เร็ว และไม่ว่าใครจะได้รับกรรมดีหรือไม่ดีก็ตาม ทุกคนล้วนแล้วแต่ตกอยู่ในบ่วงสังสารวัฏด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครดีกว่าใคร แม้กระทั่งคนยากจนเข็ญใจที่บางครั้งเราก็สงสารจนน้ำตาแทบไหล หรือคนที่เรามองว่าเขาเลวเข้าไส้ เขาก็ต้องใช้วิบากให้หมดเสียก่อนไม่ว่าจะชอบหรือไม่ชอบก็ตาม จึงไม่ใช่เหตุที่เราจะเอากรรมของใครมานินทาว่าร้ายซ้ำหรือดุด่าเติมลงไปอีก จะทำได้ก็แค่เตือนกันด้วยความเคารพชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้นเอง

คนที่นินทาคนอื่นอยู่ในปัจจุบัน ก็อาจจะตกเป็นขี้ปากชาวบ้านเขาในเวลาต่อมาก็ได้ ไม่มีใครล่วงรู้กรรมเก่าของตนได้เลยว่าเคยทำอะไรเอาไว้และจะให้ผลเมื่อไหร่ เราทุกคนจึงตกอยู่ในอำนาจของกรรมด้วยกันทั้งนั้น ตกอยู่ในสภาพความเป็ยสัตว์อันมีโมหะอวิชชาปนเปื้อนทั้งนั้น จึงไม่ควรที่เราจะซ้ำเติมกรรมของกันและกันไปมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะมันก็แค่กรรมและผลของกรรมที่ทำมาในอดีต จะไปหาดีหาเลวอะไรจากวิบากที่ให้ผลอย่างไม่มีทางเลือกได้อีกเล่า ท่านทั้งหลาย

ถึงตรงนี้บางท่านก็อาจจะบอกว่า เราเลือกได้ว่าจะทำกรรมหรือไม่ทำ อันนั้นก็ถูกบางส่วน แต่มันเลือกไม่ได้หรอกหากกรรมมันจะให้ผล เพราะมันมีเชื้อกรรมเก่าพาให้เกิดอยู่ ทุกคนก็จะเป็นไปตามอำนาจจากเชื้อแห่งกรรมทั้งหลายโดยไม่อาจต้านทานได้เลย เพราะถ้าเราไม่ยอมชดใช้กรรมให้หมด ก็จะไม่สามารถตรงต่อเนื้อหานิพพานได้เลย วิบากกรรมมันก็จะพาไปให้หลงวนอยู่เรื่อย

กฏแห่งกรรมนั้นบอกเอาไว้ว่า ทำกรรมสิ่งใดไว้ก็จะได้ผลกรรมนั้นกลับคืนมา นั่นก็เพราะธรรมชาติ ไม่ได้อนุญาตให้สัตว์ทั้งหลายทำกรรมตามอำเภอใจโดยไม่ต้องรับผลของการกระทำของตน อันจะเป็นเหตุให้โลกธาตุปั่นป่วนวุ่นวาย จึงต้องมีกฏแห่งกรรมขึ้นมาเพื่อให้ทุกจิตวิญญาณ ได้คืนคลายกรรมที่ได้กระทำลงไปและคืนธาตุธรรมทั้งหลายที่หยิบยืมไปใช้ชั่วคราวให้หมดในรูปแบบของวิบากกรรมและการเสื่อมไปโดยตัวมันเอง ก่อนที่จะนิพพาน เมื่อไม่รู้และไม่เข้าใจเนื้อหาและกลไกของกรรมนี้โดยถ่องแท้ เราก็จะมัวแต่หลงไปทำกรรมต่อกรรมไม่หยุดหย่อน ต่อภพต่อชาติไปเรื่อยโดยเชื้อกรรมทั้งหลายที่ขับดันเราให้ดิ้นรนไปข้างหน้าอย่างไม่รู้ตัว กลายเป็นราคะจริตทั้งหลายที่ผูกมัดรัดรึงแน่นเหนียวจนไม่อาจจะยุติกรรมให้กับตนเองได้

ลำพังกรรมของตนก็แย่อยู่แล้ว แต่นี่เราดันเอากรรมคนอื่นมาใส่ใจ เอามานินทาเป็นกรรมซ้อนกรรมอีก อย่างนี้มันไม่มีอะไรดีขึ้นหรอก มันจะมีแต่กรรมที่พ่วงพันกันอย่างสลับซับซ้อนไปภายภาคหน้าไม่รู้จบ นินทาในสิ่งที่เราเกลียด เราไม่ชอบ ผลสุดท้ายของวจีกรรมนั้น ก็จะย้อนกลับมาให้เราได้เจอะเจอสิ่งที่ไม่ชอบใจเหล่านี้อีกครั้งในกาลอนาคต เราจะได้เจอสิ่งที่เราเกลียด ถูกนินทาและนินทาเสียเองสลับกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จบ ไปจนกว่าจะยอมหมดใจกับมัน แล้วท่านทั้งหลายรู้หรือไม่ว่า ไอ้แค่กรรมเล็กๆน้อยๆนี้ มันจะต่อไปอีกกี่ภพกี่ชาติถึงจะยอมยุติตัวมันเอง จะรู้กันไหมว่าแค่กรรมเล็กๆน้อยของการนินทานั้นอาจจะต่อยาวไปอีกไม่รู้กี่ร้อยกี่พันชาติก็เป็นได้ หากไม่เข้าใจกฏแห่งกรรมและสัจธรรมที่แท้จริง ก็อาจจะได้นินทากันข้ามพุทธันดรเลยทีเดียว

จึงไม่มีเหตุอะไรที่เราจะต้องมาซ้ำเติมกรรม ต่อกรรมต่อกันและกันอีก เพราะถ้าไม่หลงทำกรรมใช้กรรมจนดูเหมือนโง่ในสายตาเราๆเท่านๆ กรรมมันก็ไม่หมดลงเสียที มันจึงต้องอาศัยโมหะเข้ามาครอบเพื่อที่จะขับดันให้ใช้กรรม แม้ว่าจะดูโง่งมงายก็ตาม ขนาดที่ว่าคนเคยเป็นมหาเศรษฐีเมื่อชาติก่อนๆยังต้องมาใช้กรรมกลายเป็นคนจนเข็ญใจแบบหมดรูปหมดสภาพน่าสมเพชในชาตินี้ก็มีเยอะแยะ หรือแม้กระทั่งคนร่ำรวยที่ดูเหมือนจะอหังการสร้างความหมั่นไส้ให้คนมากมายในชาตินี้ ก็หลงไปไม่แตกต่างจากสัตว์ทั้งหลายในสังสารวัฏเช่นกัน และเมื่อไม่มีเหตุอะไรที่จะต้องไปนินทาว่าร้ายต่อผู้คนทั้งหลายที่ยังหลงทำกรรมใช้กรรมอยู่ เราก็ควรจะอโหสิในทุกกรณีกรรมที่เราได้ประสบพบเจอ อโหสิให้หมดใจ ไม่เช่นนั้นเราก็จะตกอยู่ในสภาพเดียวกับเขาทั้งหลายคือหลงทำกรรมใช้กรรมกันไม่รู้จบ

ผู้ที่เข้าใจสัจธรรมแล้วจึงควรยุติกรรมให้กับสังสารวัฏลงเสีย เพื่อเป็นแบบอย่างในการยุติกรรม ที่จะได้ลดความเร่าร้อนให้แก่โลกสังคมได้บ้าง ไม่ใช่เข้าไปคลุกวงในกลายเป็นสัตว์ไปเสียเอง

No comments:

Post a Comment