Friday, October 25, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#47



ข้าพเจ้าชงชาทิ้งเอาไว้ไม่ได้ตั้งใจให้ใครดื่มเป็นจำเพาะ
หากท่านใดผ่านเข้ามาดื่ม ไม่ว่าจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ
ทิฏฐินั้นเป็นของท่านเอง ข้าพเจ้าไม่มีส่วนรับผิดชอบใดๆ
---------------------------------------------------

ถ้าท่านทั้งหลายจะให้เราเป็นหมา เราก็เป็นหมาในสายตาท่าน
ถ้าท่านทั้งหลายจะให้เราเป็นเทพ เราก็เป็นเทพในสายตาท่าน
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ล้วนแล้วแต่ ขึ้นกับทัศนะหรือทิฏฐิทั้งนั้น
ทัศนะหรือทิฏฐิที่พาให้ท่านทั้งหลายหลงวนอยู่กับมายาแห่งจิตที่ทำให้ท่านเห็นว่าจริง
หรือพูดง่ายๆคือ ท่านเห็นว่ามันจริง มันก็จะจริงตามนั้น จริงตามทิฏฐิท่าน
แต่คนอื่นอาจจะไม่เห็นจริงตามท่าน เขาก็ไม่ได้ผิดอะไร เพราะมันเป็นแค่ทิฏฐิ
ซึ่งสุดท้ายแล้ว ความจริง มันก็ไม่เคยมีปรากฎเลย...นั่นล่ะคือความจริง
แล้วท่านทั้งหลายจะแสวงหาความจริงแห่งสัจธรรมกันไปถึงไหนเล่า?

----------------------------------------------------

การเจริญปัญญาเพื่อความพ้นทุกข์ของผู้คนทั้งหลายมักเริ่มต้นด้วยวิจิกิจฉา
โชคร้ายที่การหาคำตอบให้วิจิกิจฉาของตนไม่ใช่ปัญญา
แต่เป็นการสนองตัณหาที่มีต่อปัญญา
และสิ่งที่ได้ก็ไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง
มันเป็นเพียงการปรุงแต่ง เป็นทิฏฐิ เป็นอุปาทานบนสมมติ
อันนำไปสู่วิจิกิจฉาอื่นๆ จนกลายเป็นความวกวนแห่งสังสารวัฏ
กระบวนการเจริญปัญญาทั้งหมดจึงเป็นเพียงการสนองตัณหาในความหลุดพ้นของตนเท่านั้น

ปัญญาที่พาพ้นทุกข์ได้นั้น ไม่ได้มาจากการเจริญวิจิกิจฉา
แต่มาจากการยุติตัณหาในธรรมทั้งหลาย
ยุติแม้กระทั่งตัณหาในปัญญา ตัณหาในการแสวงหาคำตอบ
ตัณหาในสติสัมปชัญญะทั้งหลาย
เมื่อตรงต่อที่ว่างจากตัวตนในภาวะแห่งกายใจใดๆแล้ว
เมื่อนั้นปัญญาแห่งความพ้นทุกข์จะแสดงตัวขึ้นมาเองโดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย
สิ่งนี้เองเรียกว่า โลกุตรปัญญา เป็นปัญญาอันยิ่งในความหมายแห่งพระพุทธองค์

-----------------------------------------------------

เธอทั้งหลายล้วนแล้วแต่ใช้ชีวิตอยู่ในความปรุงแต่งแห่งใจ
เธอจึงมีแต่ความอึดอัดขัดเคืองในชีวิตอยู่ตลอดเวลา
เพราะความเป็นจริงกับมายาแห่งใจของเธอนั้นมันขัดแย้งกันเอง
เธอจึงโกรธขึ้ง เธอจึงขุ่นมัว เธอจึงหมดแรง เธอจึงสิ้นหวัง เธอจึงทุกข์

ก็ต่อเมื่อเธอออกจากมายาแห่งใจของเธอเอง
ออกจากแว่นแห่งมายาโมหะที่เธอหลงสวมใส่อยู่ทุกๆวัน ทุกๆเวลา
ออกมาเผชิญความจริงที่พ้นไปจากสมมติใดๆ ทัศนะใดๆที่มีต่อสิ่งต่างๆ
เธอทั้งหลายก็จะหมดความขัดแย้งกับความเป็นจริงของโลกไปเอง

------------------------------------------------------

มีวิธีการโปรดสัตว์อีกมากมายให้เลือกใช้ตามลักษณาการแห่งสรรพสัตว์
ไม่จำเป็นที่เราจะต้องไปพูดสัจธรรมให้กบเขียดฟัง เพราะมันฟังไม่รู้เรื่อง
จะไปพูดใส่เด็กเล็กๆที่ฟังความไม่เข้าใจ มันก็ไม่ใช่
หรือจะไปพูดให้คนที่มีทัศนะอันเป็นปฏิฆะต่อผู้พูดได้ฟัง ก็ไม่ใช่เรื่อง

ถ้าเข้าใจแค่ว่าการโปรดสัตว์จะต้องพูดแต่สัจธรรมเท่านั้น
มันก็เป็นเพียงความคับแคบแห่งทัศนะของตน
ที่่เอาตัวเองไปมองและตัดสินวิถีแห่งการโปรดสััตว์นั่นแหละ

-------------------------------------------------------

ถ้าเธอทั้งหลายยอมที่จะหมดใจจริงๆ
มันจะมีหรือที่จะต้องเลือกว่ายอมหรือไม่ยอม
ที่เธอทั้งหลายยังต้องเลือกว่ายอมหรือไม่ยอม
ก็เพราะเธอมีตัวเองเข้าไปทน เข้าไปอดกลั้น
ทนเลือกว่าจะยอม ทนในสภาวะที่เธอไม่ชอบใจ

เมื่อมีตัวเองเข้าไปเลือกที่จะยอม
เพื่อจะได้ดูดีเหมือนผู้บรรลุธรรม
หรือเพื่ออยากจะบรรลุธรรม
มันจึงเป็นความเก็บกดชั่วคราวเท่านั้นเอง
มิใช่การตรงต่อเนื้อหานิพพานอย่างแท้จริงอย่างผู้บรรลุธรรม
ซึ่งยอมให้ธรรมเป็นไปโดยธรรมของมันเองอย่างหมดใจ
ไม่เข้าไปเลือกว่าจะต้องยอมหรือไม่ยอมอะไรอีก
เพราะแจ้งว่าทุกอย่างมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยเช่นนั้นเอง
สรรพสิ่งทั้งหลายล้วนเป็นธรรมโดยสมบูรณ์ในตัวมันเองอยู่แล้ว
จึงไม่มีกิจอะไรที่จะต้องไปสร้างเหตุต่อผล เพื่อจะให้ดูเหมือนว่ายอมหรือไม่ยอมอีก

No comments:

Post a Comment