Wednesday, October 23, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 7 รู้จักจิตผู้รู้และวิธีฆ่าจิตผู้รู้

หัวข้อของตอนนี้เคยเป็นอะไรที่ผมงงสุดๆมาก่อนที่จะเจอหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโตเมี่อต้นปี 2553 ซึ่งคำว่าจิตผู้รู้นั้น นักปฏิบัติที่ปฏิบัติตั้งแต่ระดับกลางขึ้นไปน่าจะรู้จักกับประโยคที่ว่า "เมื่อเจอจิตผู้รู้ให้ฆ่าจิตผู้รู้เสีย" ซี่งเป็นประโยคที่ดังพอสมควรในหมู่นักปฏิบัติ แต่เชื่อไหมว่าไม่มีใครรู้และเข้าใจประโยคนี้จริงๆเลยว่ามันคืออะไร

ผมเองเคยไล่แสวงหาคำอธิบายให้กับประโยคนี้จนหมดหวัง เพราะคำตอบที่ได้คือให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆทั้งๆที่ตอนที่ผมเกิดคำถามนี้ขึ้น มันก็ปฏิบัติมาจนเจอทางตันแล้ว ไปต่อไม่ได้แล้ว จะฆ่ายังไงกับจิตผู้รู้ หรือผมต้องไปเดินในป่าเผื่อจะเจอพระอริยสงฆ์มาสอนให้ฆ่าจิตผู้รู้ ยากไปไหมเนี่ย

ครั้นเมื่อต้นตุลาคมปี 2552 ผมก็ได้เห็นจิตผู้รู้เองโดยบังเอิญ ในขณะที่กำลังวิวาทะกับพระสงฆ์รูปหนึ่งผ่านอินเทอร์เน็ต(ฮา) ซึ่งตอนนั้นผมฝึกดูจิตอยู่ เมื่อโกรธขึ้น สติมันก็ตั้งขึ้นมาดูอารมณ์อัตโนมัติตามปกติ แต่แล้วชั่วขณะนั้นเองก็ดันเห็นว่ามีตัวเองซ้อนขึ้นมาเห็นสติที่ตั้งขึ้นมาดูอารมณ์ตรงนั้นอีกชั้นหนึ่ง เป็นสภาวะที่เรียกว่านาม(จิต)ซ้อนนาม(สติ)ซ้อนรูป(อารมณ์) ชั่วแวบเดียว แล้วจิตรู้ที่เห็นตัวตั้งตรงนั้นมันก็สลายหายไปเลยทันที ล้มหมดทั้งกระดาน ทำให้ตั้งดูอารมณ์อะไรไม่ได้ไปประมาณ 3 เดือนก่อนจะได้เจอหลวงพ่อฯท่าน คือพอกำหนดสติตั้งดูอะไรสักอย่างปั๊บ มันจะเห็นตัวเองซ้อนขึ้นมาในการกำหนดนั้นทันที พอเห็นปั๊บ มันตัดฉับ ตั้งดูอะไรไม่ได้เลย ที่ตลกก็คือครูบาอาจารย์ที่สอนวิปัสสนากรรมฐานให้ผมตอนนั้นไม่สามารถอธิบายอะไรได้เลยแม้แต่นิดเดียว ก็ไม่ใช่ความผิดท่านหรอกนะ เป็นกรรมของผมเองน่ะครับ

และวันนี้ผมก็จะเอาปริศนาเหล่านั้นมาอธิบายเฉลยให้อ่านกันชัดๆ จะจะอีกสักครั้งหนึ่ง จริงๆอธิบายกันปากจะฉีกมาตั้งเกือบๆ 4 ปีแล้วนะ แต่อีกสักครั้งก็ไม่เป็นไรจะได้กระจ่างกันเสียที

ปกติแล้วจิตเกิดจากการปรุงแต่งบนโมหะอวิชชา จิตจึงเป็นการปรุงแต่งอย่างหนึ่งที่ถูกจัดอยู่ในหมวดวิญญาณขันธ์ ที่ตกอยู่ภายใต้กฏไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาเหมือนธรรมอื่นๆ ซึ่งจิตจะมีลักษณะของการรู้แบบนาม-รูป คือเป็นการรู้โดยโลกียวิสัย อธิบายอีกอย่างได้ว่า มันก่อให้เกิดมีผู้รู้และสิ่งที่ถูกรู้ขึ้น แยกตัวออกจากกัน และอาการรู้ของจิตนั้นเป็นการปรุงแต่งการรู้ไปบนสมมติบัญญัติ

ในขณะที่สติอริยะนั้นจะเป็นการรู้แบบที่ไม่เป็นโลกียวิสัย คือไม่เป็นนามรูป แต่หลอมรวมกับทุกสรรพสิ่ง เป็นหนึ่งเดียวกับสรรพสิ่ง ไม่มีเขาไม่มีเรา ไม่มีความขัดแย้งในการรู้นั้น ตัณหาจึงไม่เกิด ทิฏฐิจึงไม่เกิด ภพชาติจึงไม่เกิด

ปัญหาสำคัญคือสิ่งที่จิตรับรู้นั้นไม่มีจริง เป็นการรู้บนการปรุงแต่งบนสมมติเท่านั้น ไม่ใช่การรู้ตามความเป็นจริงอย่างที่สอนๆกัน จะว่าไปจิตจริงๆก็ไม่มีครับ เกิดตามเหตุ แล้วก็ดับไปตามเหตุมีมีอะไรที่ต่อเนื่องกันแม้แต่อย่างเดียว

การที่เข้าไปสอนให้สติรู้ตามความเป็นจริงนั้น คนสอนเองก็ไม่รู้ว่าความจริงแห่งสัจธรรมคืออะไร ก็เลยสอนให้ผู้ปฏิบัติกำหนดรู้ ระลึกรู้ อาการเย็น ร้อน อ่อน แข็ง รู้ธรรมารมณ์ อันนี้โกรธ อันนี้ง่วง อันนี้สงสัย ฯลฯ แล้วก็บอกว่านี่คือการรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งมันม่ายช่าย อย่างนั้นก็ยังเป็นการรู้บนสมมติอยู่ รู้บนสมมติก็คือการปรุงแต่งบนโมหะนั่นแหละ

ยกตัวอย่างเช่น เวลาโกรธ คุณกำหนดรู้ว่าโกรธหรือระลึกรู้อย่างเป็นกลางๆว่าโกรธ แต่จริงๆรู้ไหมว่าสภาวะความโกรธมาจากการอุปาทานในสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือสภาวะในสภาวะหนึ่งแล้วมันยึดไม่ได้ มันจึงอึดอัดขัดเคือง กลายเป็นความโกรธขึ้นมา ถามว่าความโกรธจริงๆอยู่ตรงไหน มีจริงไหม ไม่มีนะครับ มันเป็นแค่ธรรมที่เกิดโดยเหตุปัจจัยคือ เมื่ออุปาทานเกิด ภพ ชาติ ชรา มรณะจึงเกิด เมื่อมรณะเกิด ทุกข์จึงเกิด เพราะยึดไม่ได้ ไม่อาจดำรงความเป็นภพชาติได้ อารมณ์โกรธก็เกิดขึ้น พร้อมๆกับมานะ แต่พอไปดูสภาวะที่มันเกิดขึ้นเองแล้วก็ดับลงเอง ซึ่งในความเป็นจริงแล้วมันไม่มีความหมายในความเป็นอะไร แต่เราหลงเห็นว่า ไอ้สิ่งที่เกิดมันคืออาการที่เราเรียกกันว่าโกรธโดยสมมติบัญญัติ กลับกลายเป็นอุปาทานซ้อนสมมติที่เกิดจากการเห็น(ด้วยโมหะ) ไปสืบค้นเทียบเคียง(วนในขันธ์)กับข้อมูลในสัญญาว่าอันนี้คือโกรธ(อันเป็นโมหสมมติที่ซ้อนลงในสภาวธรรรมที่ไม่มีความหมายอะไรอยู่แล้ว อนัตตาอยู่แล้วทั้งนั้น) แล้วยึดเอาสภาวะนั้นเป็นสภาวะอันเกิดแก่ตน กระบวนการดูหรือรู้ในระบบวิปัสสนาจึงเป็นโมหะตัณหาอุปาทานซ้อนลงไปในธรรมอันว่างเปล่าจากตัวตนอีกชั้นหนึ่ง เป็นโลกียธรรมที่ยังเนื่องด้วยโมหะอวิชชาอยู่ ไม่ใช่โลกุตรธรรมอย่างที่หลงเข้าใจแล้วก็ยกหางกันเองอย่างเลิศเลอ เรียกว่าสละความหลงโลกมาหลงธรรมกันต่อ ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่เลย

การฝึกสติที่ทำๆกัน ปฏิบัติกันอยู่นี่ล่ะครับ เรียกว่าการฝึก "จิตผู้รู้" ขึ้นมาเสียเอง

แต่จิตผู้รู้จริงๆก็ไม่มีครับ เพราะจิตผู้รู้ที่ว่านี้ก็คือ "โมหะซ้อนรู้" นั่นเอง เป็นโมหะที่ก่อให้เกิดทิฏฐิเห็นสภาพธรรมทั้งหลายที่ว่างเปล่าจากตัวตนอยู่แล้ว อนัตตาอยู่แล้วว่าเป็นตัวตนขึ้นมา สังสารวัฏทั้งหลายจึงเกิดจากการตอกย้ำโมหะตนว่าเป็นนั่นเป็นนี่ เป็นตุเป็นตะ จิตผู้รู้นี้เองที่ก็ก่อให้เกิด "สักกายทิฏฐิ" อันเป็นสิ่งร้อยรัดข้อแรกของสังโยชน์ 10 ตามมา

แต่ข่าวดีก็คือ โมหะจริงๆก็อนัตตาครับ เกิดเองได้ก็ดับเองได้ ส่วนปัญหาใหญ่ก็คือ ผู้ที่มืดบอดด้วยโมหะอวิชชา ก็จะถูกโมหะตนหลอกให้ไปปฏิบัติตัว ปฏิบัติใจอยู่เรื่อย เดี๋ยวนี้ไม่ใช่แค่โมหะตนเท่านั้น ยังเอาโมหะของครูบาอาจารย์ที่ยังไม่จบกิจมาครอบตนเอาไว้อีก วงจรอุบาวท์นี้ก็กลับกลายมาเป็นโมหะที่ปิดบังสัจธรรมอีก เป็นอย่างนี้ไม่รู้จบ หลงไปตอกย้ำโมหะใหม่ๆซ้อนโมหะเดิมไปเรื่อยๆ พอไม่แน่ใจก็ไปเอาโมหะคนอื่นมาตอกย้ำโมหะตนลงไปอีก เลยออกจากความหลงกันไม่ได้เสียที ทั้งที่อันที่จริงแล้ว ไอ้สภาวะทั้งหลายที่หลงเข้าไปดูนั้น มันไม่มีความหมายในความเป็นอะไรๆเลยแม้แต่นิดเดียว บ้าไปเองทั้งนั้น

เอาล่ะวา ฝึกจิตผู้รู้ขึ้นมา แต่จิตผู้รู้ก็ไม่มีจริง เป็นเพียงแต่โมหะความหลงที่ทำให้เห็นสภาวธรรมทั้งหลายที่ว่างจากตัวตนอยู่แล้วเป็นตัวตนขึ้นมา แล้วทีนี้จะฆ่าจิตผู้รู้ยังไงล่ะ

ปัญหานี้ยังไม่จบแค่นี้ มันก็เกิดคำถามขึ้นมาอีกว่าจะต้องตามดูตามรู้ไปอีกนานเท่าไหร่ จึงจะได้เวลากำจัดจิตผู้รู้เสียที เรื่องนี้นักปฏิบัติแทบทั้งหมดไม่มีใครกล้าฟันธงครับ เพราะมันเป็นเรื่องลึกลับมาก ต้องรอให้ครูบาอาจารย์มาดขรึมขลังมาพูดยืนยันจึงจะเชื่อ ทุกคนก็เลยปฏิบัติไปเรื่อยๆ เบื่อบ้างไรบ้างไปวันๆ เผลอแผล็บเดียวก็ปฏิบัติกันไปคนละหลายสิบปี แต่ก็ยังไม่จบ

กลายเป็นคำถามคาใจนักปฏิบัติทั้งหลายว่าจะฆ่าจิตผู้รู้เมื่อไหร่และยังไง

อันนี้ก็ต้องย้อนกับมาเรื่องโมหะอวิชชากันอีกทีหนึ่ง ซึ่งคำว่า "จิตผู้รู้" นั้น ไอ้คำว่า "ผู้" นั้นที่แทรกอยู่ มันคือโมหะอวิชชา โมหะหรือความหลงนี้ เป็นสมุทัยเหตุแห่งทุกข์ทั้งหมดทั้งมวล ซึ่งธรรมชาติของโมหะอวิชชานั้น อาศัยการปรุงแต่งในการเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปรุงแต่งในการเห็น การปรุงแต่งในการรู้ การปรุงแต่งในการรับรู้ผ่านผัสสะอายตนะทั้งหลาย การปรุงแต่งในการกำหนดสติ (ก็จิตผู้รู้นั่นแหละ) ดังนั้นความพยายามที่จะไปฝึกละ ฝึกปลง ฝึกวางนั้น ก็ยังอยู่ภายใต้อำนาจของโมหะอยู่เหมือนเดิม เพราะโดยความเป็นจริงแล้วไม่มีอะไรวางอะไร ไม่มีอะไรปลงอะไร แต่ให้ปลงตัวมันเอง ปลงตัวจิตเอง คือไม่ต้องไปบังคับจิตให้ไปรู้อะไรตามที่เราต้องการ ไม่ต้องไปปรับจิต ฝึกจิตให้เป็นแบบไหน ไม่ต้องไปเปลี่ยนจิตจากด้านลบมาเป็นด้านบวก ไม่ต้องปฏิเสธสภาวะที่เราคิดว่ามันเป็นกิเลส ตัณหาอุปาทาน ไม่ต้องไปปฏิเสธอกุศลจิต เพราะการพยายามกำจัดอกุศลจิตก็เป็นอกุศลจิตซ้อนอีกทีหนึ่ง มันเกิดขึ้นเองตามเหตุปัจจัยแล้วก็ดับของมันเอง ไม่มีอะไรที่เป็นเรา พูดง่ายๆคือไปทำอะไรกับจิตแม้แต่นิดเดียว ก็เสร็จโมหะอวิชชาทันที สรุปคือทำอะไรลงไปกับจิตนิดเดียวก็เป็นจิตผู้รู้ขึ้นมาแล้ว เป็นโมหะ เป็นอุปาทาน เป็นอัตตาซ้อนจนเกิดเป็นจิตผู้รู้ขึ้นมาแล้ว

จะฆ่าจิตผู้รู้(ฆ่าโมหะ)ง่ายนิดเดียวครับ ก็ปลงตัวรู้เลย เพราะมันจะไปปลงโมหะตรงๆไม่ได้ โมหะมันอาศัยการปรุงแต่งในสติเกิดขึ้นมาเป็นจิตผู้รู้ ก็ต้องปลงสติเลย จะรู้หรือไม่รู้ก็ช่างมัน จะเห็นหรือไม่เห็นก็ช่างมัน จะอะไรๆก็ช่างมัน ปล่อยให้มันเป็นไปตามธรรมเดิมแท้ของมันเอง ซึ่งไอ้คำว่าช่างมันนี่ หรือปลงรู้ ไม่ใช่ว่าจะไม่รู้นะครับ รู้เหมือนกัน แต่จะเป็นการรู้ที่ไม่มีความหมาย สักแต่ว่ารู้ รู้แบบไม่มีเรื่องมีราว รู้แบบไม่ปรุงแต่ง หมดโมหะในรู้ซ้อนลงไปในสติ มันก็จะกลายเป็น "รู้" บริสุทธิ์แห่งสติอริยะขึ้นมาทันที เป็นสติอริยะขึ้นมาทันที สติมันก็จะตื่นออกจากโมหะอวิชชาทันทีเดี๋ยวนั้นแบบฉับพลัน

มรรควิถีทั้งหลายที่นักปฏิบัติชอบไปฝึกเอาส่วนใหญ่ก็คือการไปหลงฝึกจิตแล้วก็เข้าใจว่าเป็นการเจริญสตินี่แหละ บอกกันตรงๆว่าโมฆะครับ จะฝึกมากี่ปีก็โมฆะหมด มันเป็นเรื่องของการใช้กรรมในการปฏิบัติเท่านั้นเอง พอใช้กรรมหมดก็จะได้มาเข้าใจสัจธรรมไปเอง

ซึ่งถ้าใครได้มาฟังเทศนาธรรมของหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะบ่อยๆก็จะรู้ว่า เนื้อหาที่ท่านเทศน์เป็นประจำแทบจะทุกวัน มันก็คือการล้างโมหะหรือจิตผู้รู้นี่แหละ เรื่องเดียวเลย ไม่ว่าท่านจะเทศน์ไปล้างแง่มุมไหน มันก็คือการล้างโมหะทั้งนั้น ไม่มีเรื่องอื่น เพราะเมื่อไหร่ที่ผู้ฟังตรงต่อเนื้อหาสัจธรรมหรือนิพพานเสียเอง ก็จะแจ้งในเนื้อหาธรรมอื่นๆอย่างกระจ่างชัดไปเอง สังโยชน์ 10 ที่ร้อยรัดอยู่ก็จะคลี่คลายออกไปเอง โดยไม่ต้องไปเอาตัวเองปฏิบัติแต่อย่างใด เพราะไอ้ตัวปฏิบัติก็คือโมหะดีๆนี่เอง เข้าใจหรือยังครับ

อธิบายกันมาขนาดนี้ ถ้าเป็นหนังโป๊ก็คงจะไม่ต้องจินตนาการอะไรกันต่อล่ะครับ ซึ่งถ้าเข้าใจแล้วก็จะไปยึดความเข้าใจไม่ได้เลย เพราะหน้าที่ของสัจธรรมนั้นไม่ใช่ให้เข้าใจเพื่อก่อให้เกิดปัญญาพ้นทุกข์ สัจธรรมนี้มันคือปัญญาพ้นทุกข์โดยสรุปอยู่แล้ว แต่ให้เข้าใจความเป็นจริงแล้วก็ยอม ยอมให้หมดจิตหมดใจ ปลงจิตปลงใจ ไม่อะไรกับอะไรนั่นแหละ ก็จะเป็นรหัสนัยแห่งการยุติกรรม ยุติโมหะอวิชชาไปเอง

2 comments:

  1. ช่วงที่สัปดาห์ที่ผ่านมาได้สนทนาธรรมกับญาติธรรมเยอะมาก ทั้งที่เป็นพระและฆราวาสครับ จนเป็นที่มาของชุดบทความใหม่ที่เน้นไปที่การชำระหนี้กรรมโดยเฉพาะ คือเราล้างโมหะกันมามากแล้ว แต่ก็ยังมีส่วนของกรรมที่ต้องเคลียร์ด้วย ไม่งั้นจบไม่ลง จึงดำริว่าจะเขียน "คัมภีร์ชำระหนี้กรรม" ขึ้นมาเพื่อช่วยคลี่คลายในส่วนของกรรมนี้ครับ จะได้ไม่ต้องรอวาระอะไรกันอีก

    ReplyDelete
  2. มีผู้อ่านท่านนึงคอมเมนต์มาตามนี้ครับ

    ปลงสติ รู้ไม่รู้ช่างมัน เห็นไม่เห็นช่างมัน จะอะไรก็ช่างมัน" อทุกขมสุขเวทนา อวิชชานุสัยนอนเนื่องอ้วนพี

    -----------------------
    อทุกขมสุขเวทนา นั้นก็ยังถือว่ามีตัวตนไปรอเสวยวิบากอยู่ พูดง่ายๆก็คือไปทรงอารมณ์นั่นล่ะครับ ซึ่งการทรงสภาพตัวมันเองทางจิตมันก็ยังเป็นเวทนาอยู่ แต่ถ้าไม่อะไรกับอะไรนี่มันไม่มีการปรุงแต่งในอะไรแม้กระทั่งตัวเอง เมื่อไม่ปรุงแต่งในตัวมันเอง ก็ไม่หยั่งลงไปเป็นจิต ไม่เป็นภพเป็นชาติ ไม่เกิดไปยึดเวทนาว่าเป็นของตน มันก็จะเป็นทุกขังของมันเองตามธรรมชาติครับ

    ถ้ายังแปลอวิชชาว่าความไม่รู้อยู่ก็จะออกอาการแบบนี้ล่ะครับ อวิชชานั้นไม่ใช่ความไม่รู้ในอริยสัจสี่นะครับ แต่มันแปลว่า โมหะความหลงในรู้ครับ

    ReplyDelete