Wednesday, October 9, 2013

ลีลาธรรม มายากรรม 4 ตอนที่ 6 เจริญปัญญาหรือเจริญวิจิกิจฉา?

เชื่อว่าทุกท่านก็คงได้ยินกันจนเคยชินกับคาถาประจำตัวนักปฏิบัติที่ว่า การวางนั้นจะต้องเป็นการวางด้วยปัญญา จะต้องใช้ปัญญาในการวาง ในการตัด ในการดับ จึงจะเรียกว่าเป็นวิปัสสนาที่แท้จริง ซึ่งเหตุนี้เองก็เป็นสาเหตุหลักที่นักปฏิบัติทั้งหลายที่ยังลังเลไม่กล้าทิ้งปัญญา และยังติดคาอยู่กับปัญญาไปเรื่อยไม่รู้จักจบสิ้น เพราะกลัวไม่นิพพานนั่นเอง

แต่ถามกลับว่า ไอ้เจ้าปัญญาที่ท่านทั้งหลายเจริญกันนั้น เป็นปัญญาที่พาหลุดพ้นจริงๆหรือเป็นสิ่งประหลาดอะไรกันแน่? แล้วทำไมไม่พาให้หลุดพ้นเสียที ทั้งๆที่บางท่านเจริญกับมันมาตั้งหลายสิบปีก็ยังไม่จบ

วันนี้เราจะเอากระไดมาพาดให้ท่านลง หรือไม่ก็ทำรันเวย์ให้ท่านได้ลงกันเสียที(ฮา)

ทุกๆท่านก็ได้เคยได้ยินปัญญาชนิดพาจบผ่านหูกันมาแล้วทั้งนั้น แต่ทุกครั้งที่เห็นนักปฏิบัติหรือแม้กระทั่งครูบาอาจารย์พูดถึงเนื้อหาที่พาจบ ก็จะต้องอันต่อท้ายไว้ด้วยว่าให้พากเพียรปฏิบัติต่อไป ฟังแล้วก็แทบจะหงายหลังตกเก้าอี้ ไม่เชื่อหูตัวเองว่า พูดมาได้ไงน่ะ กล้านะเราน่ะ (ฮา) เพราะที่พูดมาอันแรกมันก็คือปัญญาพาจบอยู่แล้ว แต่ดันไปต่อท้ายให้ดันทุรังอีก มันก็เลยไม่จบทั้งคนพูดและคนฟัง ไม่รู้จะสงสารใครดี ขออนุญาตแอบมึนแทน(ฮา)

นักปฏิบัติและครูบาอาจารย์ทั้งหลายนั้นถูกสอนว่าให้มองทุกอย่างเป็นไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือแปลเป็นไทยรอบที่พันกว่าๆได้ว่า ทุกอย่างไม่เที่ยง เสื่อมไปเป็นธรรมดา และไม่มีตัวตนให้จับต้องได้ ซึ่งเมื่อสอนกันแบบนี้แล้ว ต่อท้ายให้พากเพียร (นึกว่าโฆษณาเครื่องดื่มบำรุงกำลังแอบแฝงมา) ทุกคนก็ปฏิบัติไปดูกันไป เชื่อว่าทุกคนที่ปฏิบัติก็เห็นกันหมดแล้วล่ะไอ้ไตรลักษณ์อะไรนั่น เห็นไม่รู้กี่พันรอบมันก็เป็นอย่างนั้นแหละ...แต่ทำไมถึงไม่จบ

เพราะเขาสอนให้ดูกันอย่างเดียว แต่ไม่ได้ให้บทสรุปว่าสุดท้ายแล้วมันไม่ใช่อะไรเลย และด้วยเหตุที่ไม่มีใครสรุปให้ฟังตรงๆ นักปฏิบัติก็เลยต้องทนดูหนังม้วนเดิมซ้ำซากกันไปเป็นหลายสิบปี ดูกันจนเปื่อย บางคนรู้หมดแล้วว่า แม้กระทั่งจิตก็ไม่ใช่ตัวตน แต่ก็เกิดคำถามที่ไม่มีใครตอบให้ขึ้นมาว่า แล้วมันจะจบยังไง?

แล้วเชื่อไหมเล่าว่า นักปฏิบัติแทบจะ 100% เมื่อดูสภาวะมากเข้าๆก็จะเริ่มเพี้ยนไปดูอย่างอื่น ดูสภาวะคนอื่นบ้าง ดูตัวอย่างอื่นๆเพื่อสร้างกำลังใจในการปฏิบัติบ้าง สร้างแรงผลักดัน(ตัณหา)ในการพากเพียรปฏิบัติบ้าง เพราะดูแต่ของตัวเองมันน่าเบื่อ ก็แอบชะโงกดูคนอื่นบ้างจะเป็นไร อิอิ

จริงๆเนื้อหาไตรลักษณ์นั่นแหละครับ คือปัญญาพาจบ แต่ไอ้ที่ติ่งให้บอกพากเพียรปฏิบัติ เพื่อให้เห็นจริงนั่นแหละคือเงื่อนไขของตัณหาที่พาให้ก่อเกิดภพชาติในการดูการรู้การเข้าใจไปอีกบานเบอะ

แล้วรู้ไหมว่า ไอ้ปัญญาพาดู พารู้ พาเห็นน่ะมันเริ่มต้นด้วยวิจิกิจฉา คืออยากรู้ อยากเห็น อยากได้สภาวะ อยากได้บทสรุป และเพราะลังเลสงสัย จึงเร่งสร้างปัญญา แต่การเร่งสร้างปัญญาด้วยการใช้วิจิกิจฉาเป็นตัวตั้งเอา มันไม่ได้เป็นปัญญาทีแท้จริงที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ เพราะวิจิกิจฉานั้นก็คือเชื้อของตัณหาอย่างหนึ่งที่ก่อให้เกิดเป็นแรงผลักดันในการหาคำตอบ

ในระหว่างกระบวนการเจริญปัญญาจึงได้มีแต่การปรุงแต่งบนมายาสมมติที่ถูกบิดเบือนผ่านโมหะที่ซ้อนลงบนผัสสะอายตนะ ซ้อนลงในสัญญา ซ้อนลงในคติ-อคติ และซ้อนลงบนสมมติไม่รู้กี่ชั้น จนสุดท้ายก็ได้ปัญญาที่เจือโมหะบนสมมติมากอดเอาไว้เต็มๆ

ไม่เท่านั้น มันยังมีวิจิกิจฉาอย่างละเอียดที่ซุกซ่อนเอาไว้ในทุกๆครั้งที่เจริญปัญญาด้วย แต่ไม่มีใครล่วงรู้ หรือแม้จะรู้แต่ก็ไม่กล้าพูด ไม่กล้าบอกคนอื่น เพราะคำตอบที่ได้ส่วนใหญ่ก็คือการให้พากเพียรต่อไปเรื่อยๆ ซึ่งที่สุดแล้วมันก็จะคาวิจิกิจฉาตัวนี้ ตลอด จบไม่ลงกันทั้งนั้น

วิจิกิจฉาหรือคำถามที่แอบคาใจนี้ก็คือ "เมื่อไหร่จะจบ" และ "จะจบแบบไหน" ซึ่งคำถามคาใจสองคำถามนี้จะส่งผลให้การเจริญปัญญาถูกบิดเบือนซ้ำซ้อน ที่ผิดอยู่แล้วก็จะยิ่งผิดมากขึ้นไปอีก จนหาทางจบไม่เจอ เรียกว่าหลอนกันสุดๆยิ่งกว่าหนังผี

คือในระหว่างที่เจริญปัญญา มันก็จะแอบไปวนหาคำตอบให้กับตรงนี้เสมอ จนกลายเป็นแง่มุมตัณหาอย่างใหม่ๆซ้อนขึ้นมาอีกมากมาย และแม้รู้แล้วว่าจะจบยังไงตามที่มีคนบอกคนสอนมา แต่โดยความเป็นจริงแล้วมันก็ทำให้จบโดยตัวมันเองไม่ได้ และมันก็จะกลายเป็น "ทาง" ขึ้นมาต่อภพต่อชาติไปข้างหน้าชนิดไม่เห็นอนาคตกันเลยทีเดียว

ไอ้ทางทั้งหลายที่ว่านี้ มันไม่มีอะไรอื่นอีกเลยนอกจากกรรมและกรรม ก่อกรรมด้วยการปฏิบัติไปเรื่อยๆมันจะจบกรรม ยุติกรรมได้ไหมเล่าท่าน

ด้วยกระบวนการที่ว่ามาทั้งหมด ที่หลงคิดกันไปเองว่าเป็นการเจริญปัญญานี้ ไม่ใช่ปัญญานะครับ มันก็แค่ความเข้าใจ อันความเข้าใจนี้ก็ไม่ใช่ปัญญาที่แท้จริง

มาว่ากันด้วยองค์ประกอบของความเข้าใจกันดีกว่า ความเข้าใจนั้นก็คือ ข้อสรุปของทิฏฐิตนเพื่อการยึดเป็นเป้าหมาย เป็นแนวทาง เป็นแบบอย่าง ซึ่งก็เป็นเงื่อนไขทั้งนั้น แต่ก็เพื่อให้อุ่นใจว่า กูใกล้นิพพานแล้ว พูดกันง่ายๆก็คือ หลงเข้าใจกันไปเอง หลงยึดกันไปเอง นี่คือเหตุที่หลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต มักจะพูดย้ำอยู่เสมอว่า แม้กระทั่งความเข้าใจก็ยังไม่ใช่เลย ความเข้าใจก็ต้องทิ้ง เพราะนิพพานนั้นว่างจากกระทั่งความเข้าใจหรือแม้แต่ปัญญาเองก็ตาม

ส่วนปัญญาที่พาจบนั้น มันง่ายจนถูกมองข้ามตลอด เพราะพวกเล่นปีนกระไดขึ้นไปสูงเกิน(ฮา) ก็เพียงแค่ฟังตรงๆว่า สรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ หรือแม้กระทั่งกายนี้ ใจนี้ ที่คิดเอาว่ามันเป็นของเรา มันก็ไม่ใช่อะไร ไม่ใช่เรา เป็นเพียงสภาพธรรมที่เกิดแต่เหตุและดับไปเอง เสื่อมไปเองเมื่อหมดเหตุและปัจจัย ไม่มีแม้กระทั่งความที่มันจะติดพันหรือสัมพันธ์กันจริงๆ ทุกอย่างเป็นไปเพียงชั่วครู่ชั่วคราว ปราศจากความต่อเนื่อง ไร้บัญญัติ ไร้รูปนาม ไร้ความหมายที่แท้จริง ทุกอย่างเป็นเพียงระบำของมายาแห่งจิตที่โลดแล่นไปบนความว่างเปล่าที่ไม่มีจริงทั้งนั้น

ซึ่งเมื่อได้ฟังดังนี้ มันก็ไม่มีอะไรที่จะต้องไปทำให้จบกิจ ไม่มีกิจที่จะต้องไปเข้าใจอะไร หมดภาระทางจิตโดยสิ้นเชิง(เพราะจิตก็อนัตตา) รวมไปถึงการหมดภาระทางสติ เพราะมันไม่มีใครหรืออะไรที่จะบรรลุอะไร แม้แต่นิพพานก็เป็นพียงแค่สมมติที่เอามาหลงคุยกันและยึดไม่ได้ทั้งนั้น เมื่อเข้าใจตรงดังนี้โดยอานุภาพแห่งสัจธรรมที่รองรับอยู่ ก็จะส่งไปล้างสลายความเป็นสังสารวัฏภายในของผู้อ่านผู้ฟังไปเอง ความเป็นจิตที่เกิดขึ้นต่อเนื่องจากความเหนียวแน่นของอาสวะทั้งหลายก็จะคลายออกจากความยึดติดสมมติในลำดับต่างๆไปเอง คลายจากความเป็นอัตตาไปเอง ว่างจากตัวตนไปเอง นิพพานไปเอง

สัจธรรมแท้ๆนั้น ฟังแล้วอ่านแล้ว มันจะยอมปล่อย ยอมวาง ยอมคลายไปเอง คลายทิ้งแม้กระทั่งปัญญา เพราะปัญญาพาหลุดพ้นมันมีหน้าที่แค่นั้นคือ จบให้กับตัวมันเอง และจริงๆมันก็ถูกสรุปรวมมากับเนื้อหาสัจธรรมเรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่พูดให้คิดต่อปรุงแต่งต่อแต่อย่างใด และอย่าไปมีตัวซ้อนเข้าไปคลาย เข้าไปปล่อย เข้าไปวาง เข้าไปตัดอะไรซ้ำซ้อนยืดเยื้อเรื้อรังอีก เพราะพอมีสร้อยห้อยท้ายให้พากเพียรปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ มันก็จะบล็อกตัวมันเองทันที กลายเป็นเงื่อนไขการเกิดของตัณหารอบใหม่ที่จะออกแสวงหาต่อไป แทนที่จะคลายจากความเป็นสังสารวัฏภายใน ก็กลับกลายเป็นไปสังสารวัฏกับการปฏิบัติขึ้นมาอีกครั้งแล้วครั้งเล่าไม่รู้จบ

ถ้าจะเล่าให้เห็นภาพก็เหมือนกับ คนที่กำลังละเมอเดินอยู่ พอได้ฟังความจริงที่แทงให้ตื่นเท่านั้น ก็ตกใจลืมตาตื่นได้ทันที (บรรลุฉับพลัน) ไม่ต้องไปฝันว่าต้องพิจารณา ฝันว่าขบคิดคำนึง วิตก วิจัย วิจารณ์เสียก่อนจึงจะลืมตาตื่น เพราะถ้ามันไปแอบฝันเอาว่าเจริญปัญญาได้ มันก็จะแอบฝันเอาว่าตื่นแล้วได้เหมือนกัน(ฮา) เรียกว่าตื่นในฝันนี่มันก็ยังไม่ใช่นะท่านทั้งหลาย

ก็เพียงแค่ฟังความเป็นจริงที่มันเป็นอยู่เช่นนั้นเอง ของมันเอง ไม่ติดไม่หลุดจริงอยู่แล้ว ไม่เกิดไม่ดับจริงอยู่แล้ว ไม่ต้องมีใครไปหลงหลุดหลงติด ไปหลงปล่อย หลงปลง หลงวาง หลงคลายอีก มันก็จะปลง จะคลาย จะวาง จะว่าง จะพ้น ของมันเอง จะไปทำอะไรเพื่อคลายไม่ได้เลย ถ้าไปพิจารณาความจริงซ้อนลงไปน่ะ ฉิบหายเลย แทนที่จะสรุปความจริงให้ตรงต่อเนื้อหาแห่งสัจธรรม ที่มันก็เป็นเช่นนั้นของมันเอง จึงปลงใจลงได้ ตรงต่อนิพพานไปเอง ก็กลับกลายเป็นปัญญาเชิงตรรกกะ ให้ยึดให้วน ซึ่งไอ้ตรรกะนี่ล่ะที่เป็นสมมติบัญญัติซ้อนความเป็นจริงที่มันว่างเปล่าจากตัวตนอีกทีหนึ่ง แล้วสมมติที่พาหลงไปปรุงแต่งเอาเองนี้ มันก็จะพาให้หลงเริ่ม หลงจบกันไปเรื่อยๆ

ดังนั้นก็เลิกอวดโง่ อวดฉลาดกันได้แล้ว ปัญญาอะไรเล่า หลุมเดียวกันทั้งนั้น อวดฉลาดไปก็ไม่พ้นจากหลุมเสียที พอๆกับพวกที่อวดโง่ ก็ให้มันจบทั้งความโง่ความฉลาดไปเลย ทิ้งปัญญาเลย เลิกสนองตัณหาที่แฝงในวิจิกิจฉาจนก่อเกิดความคับแคบทางปัญญาให้หมด มันคือเชื้อตัณหาทั้งนั้น ทิ้งแล้วมันก็จะตรงต่อความเป็นจริงที่มันไม่ใช่อะไรอยู่แล้วไปเอง เพราะที่ใช่หรือไม่ใช่ มันก็ยังเป็นเรื่องของใช่และไม่ใช่ "บนสมมติ" เหมือนเดิม แล้วมันจะวิมุตติได้ยังไงเล่าท่านทั้งหลาย

No comments:

Post a Comment