Friday, October 11, 2013

คุยข้างเดียว#20: อัศจรรย์วัดร่มโพธิธรรม

โส...
ตั้งหัวข้อแล้วดูเหมือนเว่อร์เลยครับ แต่มันไม่เกินความจริงข้างต้นเลยกับการไปวัดร่มโพธิธรรม วันที่ 5-7 ต.ค.56 ที่ผ่านมาสดๆร้อนๆ

ปกติผมจะไม่ตั้งเอาว่าจะไปวัดเมื่อไหร่ ไปกี่วัน เพราะว่าโอกาสแบบนั้นสำหรับผมมันคาดเดาไม่ได้เลย ยิ่งไปกว่านั้นคือ ผมอาจจะเป็นศิษย์ที่ถือได้ว่าไปวัดน้อยกว่าคนอื่นๆมาก คือได้แค่ปีละครั้งสองครั้ง ครั้งละไม่เกิน 3 วัน แต่สังเกตได้ว่า ก่อนที่จะได้ไปวัด เหมือนมันจะมีสัญญาณอะไรส่งมาก่อนเสมอ คล้ายๆเป็นความรู้สึกว่าถึงเวลาที่ต้องไปวัดแล้ว และไม่นานเหตุการณ์ทั้งหลายรอบๆตัวจะถูกเคลียร์คิวและเวลาให้เองโดยอัตโนมัติ ได้ไปวัดแบบชิลๆ รอบนี้ก็เช่นกันครับ ทุกอย่างเคลียร์ให้ภายในวันเดียวจบ ได้ไปวัดด้วยระยะเวลาที่ไม่สั้นเกินไปหรือยาวเกินไป


ที่ว่ายาวเกินไปเพราะผมไม่มีกิจอะไรที่จะต้องอยู่วัดยาวๆน่ะครับ โดยเนื้อหาสัจธรรมก็ไม่มีอะไร รอบนี้ไปมีแต่เรื่องการโปรดสัตว์อย่างเดียวล้วนๆ

ผมเริ่มเดินทางด้วยรถ ป.1 ของแอร์เมืองเลย คืนวันที่ 4 ต.ค.56 แต่กว่าจะถึงวัดจริงๆก็ล่อเข้าไปเกือบๆ 9 โมงเช้า ของวันที่ 5 ต.ค. เพราะติดรถสิบล้อที่คว่ำเทกระจาดระหว่างทาง ราวชั่วโมงกว่าๆ แถมรถดันไปจอดเติมแก๊สแบบหวานเย็นอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 40-50 นาที แม่เจ้า ก็เลยพลาดเทศนาธรรมช่วงเช้าไป พอไปถึงวัดก็ได้ยินเสียงร่ำลือหลอนๆของแอร์เมืองเลยมากมายจนตัดสินใจว่ารอบหน้าคงไม่เดินทางกับแอร์เมืองเลยแล้วครับ

เดินทางถึงวัดก็เหนื่อยใช้ได้ครับ นั่งรถกันตูดแฉะเกือบๆ 12 ชั่วโมง หลังจากกินข้าวเช้าที่ได้รับความเมตตาจากแม่ชีหนิงเสร็จ ผมก็อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วแม่ชีหนิงท่านก็พาไปกราบรายงานตัวกับหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะที่กุฏิของท่านพร้อมๆกับญาติธรรมท่านอื่นทันที และไม่รอช้าครับ ท่านก็ร่ายยาวการโปรดสัตว์ให้ฟัง ส่วนผมก็รายงานท่านเกี่ยวกับกิจการทำเว็บไซต์และการเผยแพร่ผ่านสื่อต่างๆไม่ว่าจะเป็น facebook หรือ youtube ทั้งจำนวนและแนวโน้มของคนที่เข้ามาฟังเทศนาธรรม เข้ามาอ่านบทความ ฯลฯ ตลอดจนเหตุการณ์ต่างๆอันเกี่ยวเนื่องกับการโปรดฯ ที่ผมพบเจอมาตลอดเกือบๆปีให้ท่านฟัง ซึ่งมีหลายคำถามที่ผมถามท่าน เหมือนจะยืนยันวิถีญาณที่ได้รับมา และท่านก็รับรองตามที่ผมเล่าให้ท่านฟังทุกเรื่อง

นอกจากนั้นก็ยังมีเรื่องที่หลวงพ่อท่านได้จัดทำต้นฉบับรวมบทขอขมากรรมเฉพาะขึ้นเล่มหนึ่ง เป็นหนังสือขนาด A5 บางๆ ซึ่งจะรวมเนื้อหาบทขอขมากรรมแบบเฉพาะเจาะจงกรรมในแต่ละลักษณะเอาไว้ ซึ่งผมจะเอาเนื้อหาทั้งหมดมาลงในเว็บก่อนที่จะจัดพิมพ์เป็นรูปเล่มต่อไป เมื่อสนทนากับท่านไปรายๆชั่วโมงกว่าๆเกือบสองชั่วโมงจนกินเวลาเพลไปนิดหน่อย ผมจึงขอตัวออกมาก่อนเพื่อให้ท่านได้ฉันเพล

พอช่วงบ่ายแม่ชีหนิงก็พาผม และ host family ของท่านที่มาจากนิวซีแลนด์ไปเที่ยวที่คุนหมิง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดมากนัก สรุปว่าแทนที่จะไปผาสามยอดตามที่แม่ชีหนิงแนะนำตั้งแต่แรก ผมก็เลยพลาดไม่ได้เจอ "หลวงปู่" ที่ผาสามยอดเลย สงสัยยังไม่ถึงวาระจริงๆ
จากซ้าย ผม คุณ Jan และ คุณ Neville ณ ที่สวนสวรรค์ระหว่างทางไปคุนหมิง

กลับมาจากคุนหมิง ผมก็วิ่งไปหาพี่แหววกับพี่ซู่ที่กุฏิ ซึ่งสองท่านนี้เป็นคนพาผมไปวัดในครั้งแรกครับ คือสนิทกันมาตั้งแต่ก่อนมาวัดเสียอีก รอบนี้ผมซื้อไม้กัวซาไปฝากสองอัน ซึ่งตอนที่ซื้อผมก็งงๆ เพราะไม่ได้คิดว่าจะซื้อไปฝากพี่ทั้งสองท่าน แถมตอนซื้อก็หยิบสองอันด้วยนะ เพราะเห็นว่ามันถูกดี(ทั้งๆที่ตัวเองก็มีอยู่แล้ว) พอใกล้วันเดินทางก็เลยนึกถึงพี่ทั้งสอง ก็เลยได้เอาไปฝาก ซึ่งพอพี่ซู่เห็นไม้กัวซาเท่านั้นแหละ แกก็บอกว่า กำลังจะหาซื้ออยู่พอดีเลย(แอบขนลุกนิดหน่อย) เออ เนอะ ญาณถึงกันมันเป็นแบบนี้นี่เอง อัตโนมัติไปหมด

ตกเย็นหลังจากฟังเทศน์ที่ลานธรรม ผมก็ได้เจอพระเก่งที่แหกพรรษาไปอยู่วัดร่มโพธิธรรม และไปกราบสนทนากับพระอาจารย์หมอและพระอาจารย์ก้าวไกลที่กุฏิ จนดึกดื่น ก่อนที่จะกลับมาสลบหมดแรงที่กุฏิจนรุ่งเช้า

เช้าวันที่ 6 ต.ค.56 ผมตื่นแต่เช้าเพื่อจะเข้าฟังเทศน์ให้ทัน ก็เกือบไม่ทันล่ะครับ เช้าวันนี้หลวงพ่อฯท่านนั่งดับ ไม่เทศน์แม้สักคำเดียว(ซึ่งเป็นเทศนาธรรมที่ผมทึ่งที่สุด เพราะมันเหมือนมีการชำระล้างในภาคทิพย์เกิดขึ้นทุกครั้งที่ท่านเงียบเสียง) ส่วนผมก็หลับๆตื่นๆตามสภาวะ ไม่ขัดขืนดิ้นรนหรือจะเอาอะไร เพราะอาการง่วงตกค้างจากการเดินทางที่ยังส่งผลมาถึงวันที่สอง พอฟังเทศน์เสร็จ ทานข้าวเช้าเรียบร้อย เราก็เดินทางไปภูเรืออย่างที่ได้คุยกันไว้เมื่อวาน โดยมีพระอาจารย์หนู แม่ชีหนิง host family คุณ Neville และ คุณ Jan มีผม และมีคุณ Jack ชาวฝรั่งเศสที่อยู่ที่วัดมาหลายเดือนแล้ว งานนี้ได้รื้อภาษาอังกฤษล่ะ(ฮา)
ถ่ายกับ คุณ Jack ญาติธรรมชาวฝรั่งเศส....โชคดีที่ภาษาอังกฤษไม่ได้ดีกว่ากันสักเท่าไหร่(ฮา)
พอออกรถไปภูเรือได้ไม่ไกล ก็ได้รับโทรศัพท์จากทีมงานของหลวงพ่อฯว่า ท่านจะพาผมกับแม่ชีหนิงไปภูเรือด้วย...อ้าว ญาณตรงกันอีกแล้ว(แต่จริงๆไม่มีใครบอกท่านนะครับว่าเราจะไปไหน) ว่าแล้วคณะของเราที่ประกอบด้วยรถหลายคันก็วิ่งพากันไปภูเรือ ไปแวะฉันเพล ทานข้าวกลางวันกันที่ร้าน Love เลย Coffee โอกาสนี้ผมจึงได้ขอถ่ายรูปคู่กับหลวงพ่อฯท่านด้วย เพราะตั้งแต่เจอท่านมาเกือบๆ 4 ปี ทำเว็บไซต์มาก็เยอะ แต่ไม่เคยได้มีภาพกับท่านเลยสักภาพเดียว ก็ขอท่านถ่ายด้วยสักภาพสองภาพก็แล้วกัน(อย่างที่เห็น)
ถ่ายกับหลวงพ่อครับ ไม่เค้ย ไม่เคยจริงๆ
วันนี้ผมได้คุยกับ Jack ตลอดทาง ก็รู้ว่าคนนี้ไม่ธรรมดาครับ ตรงเนื้อหาอยู่แล้วด้วย เป็นฝรั่งทีเรียบง่ายมากๆ กินง่าย อยู่ง่าย ไม่บ่น ไม่หือไม่อือ ทำงานขยันขันแข็ง ช่วยงานวัดทุกอย่าง

ส่วนที่หลวงพ่อท่านพาพวกเราไปภูเรือ ไม่ใช่ไปเที่ยวนะครับ แต่ท่านพาไปโปรด คือถ้าอยู่วัด เดี๋ยวก็จะมีคนเข้าไปหาท่านเรื่อยๆ จะโปรดเฉพาะคนก็ยากหน่อย ท่านก็เลยพาขึ้นรถ แล้วก็สนทนากันในรถนั่นแหละ ซึ่งวันที่ไปภูเรือนั้น ท่านก็โปรดพระลูกวัดและจิตญาณครับ พอไปถึงภูเรือ นั่งพักได้แป๊บเดียวท่านก็พากลับแล้ว ไม่ได้ขึ้นไปยอดภูเรือเพราะคนเยอะ ขากลับ รถที่ผมนั่งมากับพระอาจารย์หนู แม่ชีหนิงก็แวะฟาร์มสัปปะรดสี ซื้อต้นไม้ไปปลูกที่วัดกัน
แม่ชีหนิงถ่ายให้อีกแล้วครับ ฮ่าๆรอบนี้ไม่ค่อยได้ถ่ายกับท่านเท่าไหร่เลยนี่หว่า
ยอมรับว่าช็อคกับภูเรือนิดหน่อยที่มันดูจะเหมือนพัทยาเข้าไปทุกวัน(นี่มาครั้งแรกนะเนี่ย) เพราะเคยจินตนาการว่าภูเรือจะเหมือนภูกระดึงที่ยังคงความเป็นธรรมชาติเอาไว้มากๆ ที่ไหนได้...

แผนช่วงบ่ายที่ว่าจะได้ประชุมกับทีมงานแปลบทขอขมากรรมเป็นภาษาอังกฤษก็เลยเป็นอันต้องชวดไป เพราะกว่าจะกลับถึงวัดก็เหนื่อยแล้วครับ

เทศนาธรรมช่วงเย็นวันที่ 6 ต.ค.นี้ดีมากๆครับ ท่านเทศน์นานมากและเนื้อหาก็ดีมากด้วย มีเนื้อหาเฉพาะตัวทั้งที่เกี่ยวกับสัจธรรมและการโปรดสัตว์ผสมปนเปกันไปต่างจากวันอื่นๆ (เห็นแม่ชีหนิงท่านบอกว่าเหมือนเทศน์ให้ผมฟังเลยอ่ะ) ส่วนตัวผมนั้นหลับๆตื่นๆ(แต่ก็ฟังอยู่) เพราะตั้งแต่มาวัดก็ยังแทบไม่ได้พักเลย ซึ่งก็เป็นเหตุการณ์ปกติครับ คนอื่นมาวัดแล้วสบายๆ ส่วนผมเหมือนมาเคลียร์งานเลย ประมาณว่าอั้นมาเกือบปี มาทีก็จัดหนักกันไป (ฮา)

คืนที่สองผมก็เลยได้ไปนั่งสนทนากับพระอาจารย์วิสิษฐ์ที่กุฏิท่านอยู่นาน คือเราทำซีดีให้หลวงพ่อมาด้วยกันหลายปีน่ะครับ ก็เลยสนิทกันพอสมควร พอกลับมาที่พัก ผมก็อาบน้ำแล้วก็หลับเป็นตายจนกระทั่งเช้าวันรุ่งขึ้น

ลืมไปครับ วันที่ผมมาถึงวัดนั้นฝนหยุดแล้ว แดดเริ่มออก และอากาศเริ่มหนาวเหมือนหน้าหนาวพอดี

เช้าวันที่ 7 ต.ค. ผมตื่นเช้ากว่าเมื่อวานเพราะได้นอนค่อนข้างเต็มอิ่มแล้ว หลังจากอาบน้ำผมก็ไปลานธรรมฟังเทศน์ ซึ่งเช้านี้แปลกมากครับ ก่อนที่หลวงพ่อท่านจะลงมาเทศน์ ผมก็รู้ก่อนแล้วว่าท่านจะเทศน์เรื่องอะไร พอท่านเทศน์ไปนิดเดียวเท่านั้น ผมก็แอบยิ้มอยู่ในใจเลย ญาณตรงกับท่านอีกแล้ว

พอฟังเทศน์เสร็จ ผมก็ทานข้าวเช้าตรงลานธรรมร่วมกับญาติธรรมท่านอื่นๆ โดยได้นั่งสนทนากับพี่แหวว แม่ชีเก๊ะ พอทานเกือบเสร็จก็มีแม่ชีพัฒน์มาขอสนทนาธรรมด้วย ก็เลยจัดไป จากนั้นพระอาจารย์วิสิษฐ์ท่านชวนผมไปแถวๆสระพญานาค ผมก็เลยวิ่งเอาจานไปล้าง วันนี้กะอยู่วัดชิลๆซะหน่อย แต่ยังไม่ทันล้างจาน หลวงพี่เก๋ก็ขับรถมาจอดแล้วเรียกให้ผมเตรียมตัวเดินทาง เพราะหลวงพ่อฯท่านจะพาไปโปรดที่ภูทับเบิก จ.เพชรบูรณ์ เล่นเอาผมตั้งตัวแทบไม่ทัน ก็เลยรีบไปเตรียมตัว แล้วไปรอคณะที่บริเวณหน้ากุฏิหลวงพ่อฯ

ทีแรกผมก็กะว่าจะนั่งรถคันเดิมกับพระอาจารย์หนูและแม่ชีหนิง แต่ในระหว่างที่รอคณะอยู่นั้น แม่ชีหนิงท่านก็มาบอกกับผมว่า ท่านรู้สึกว่าหลวงพ่อฯอยากให้ผมไปนั่งรถท่านด้วย(ญาณถึงกันนี่เป็นเรื่องปกติของที่นี่ครับ) ผมจึงขึ้นรถนั่งไปกับหลวงพ่อฯ และคณะ ผมจึงมีโอกาสได้สนทนากับท่านตลอดทางทั้งขาไปขากลับ โดยเราแวะพักสำหรับเพลพระและมื้อกลางวันกันแถวๆหล่มเก่า เป็นร้านของญาติโยมที่เคยไปวัดครับ ท่านก็เลยแวะไปโปรดเสียหน่อย ซึ่งอาหารอร่อยมากๆครับ ขนมจีนเส้นสด อร่อยจริงๆ แต่อย่าถามนะว่าร้านอะไร จำไม่ได้(ฮา)
ซ้าย ผมเอง หลวงพ่อยืนอยู่ตรงกลางภาพครับ อากาศบนภูทับเบิกเย็นสบายมาก
พอคณะรถไต่ขึ้นภูทับเบิก หลวงพ่อท่านก็เรียกให้แวะพักริมทาง ชมวิวที่มีแต่หมอกจางๆปกคลุมจนแทบมองไม่เห็นพื้นเบื้องล่าง อากาศในเวลากลางวันนั้นเย็นสบายมาก(น่าจะราวๆ 20 องศา) แต่ใครจะไปสนใจอากาศ ระหว่างที่พักนั้นท่านก็ยังสนทนากับผมอย่างต่อเนื่อง เรียกว่าวันนี้ทั้งวัน ท่านเทคิวให้หมดเลยจริงๆ ซึ่งเนื้อหาทั้งหมดนั้นมีแต่เนื้อหาการโปรดสัตว์ล้วนๆจริงๆ เอาเป็นว่าสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาทั้งหมด คิดว่าชาตินี้คงจะหาใครที่จะรู้และเข้าใจการโปรดสัตว์มากมายขนาดหลวงพ่อฯ คงไม่มีอีกแล้วในสามภพ ซึ่งก็น่าแปลกใจตรงที่ผมไม่แปลกใจเลยครับ เพราะเนื้อหาส่วนใหญ่ที่สนทนากันก็คือการรับรองวิถีญาณที่ผมมีเกี่ยวกับเนื้อหาการโปรดสัตว์ที่ตรงกับสิ่งที่ท่านถ่ายทอดมาตลอดทาง เพียงแต่มีบางเนื้อหาที่ผมยังติดกรรมอนุสัยอยู่บ้างท่านก็ช่วยแก้ให้ และท่านยังเล่าเรื่องการโปรดสัตว์ที่ผมยังไม่เคยได้ยินจากที่ไหนมาก่อนด้วย แต่ขอโทษนะครับ ลืมหมดแล้ว เสียของจริงๆ ฮ่าๆ

ก็อย่างที่เล่าไปแล้วน่ะครับว่าท่านใช้วิธีนี้โปรดเฉพาะคนหรือเฉพาะกลุ่ม เราก็เลยได้นั่งรถไปไกลๆ แวะเข้าห้องน้ำ ซื้อของนิดหน่อย แล้วก็กลับโดยที่ไม่ได้แวะชมวิวอะไรเป็นเรื่องเป็นราวเลย แต่งานนี้ท่านก็ใช้เวลาในการโปรดฯได้อย่างเต็มที่โดยไม่มีคนอื่นมารบกวนได้..เมื่อยไปนิดนะครับ นั่งรถไม่ได้พักเลย(ฮา)
เห็นสันฐานของถนนแล้วชวนอ้วกจริงๆ(ฮา)
วันนี้เรากลับมาถึงก็ราวๆ 5 โมงเย็นแล้ว อดประชุมกับทีมแปลภาษาอังกฤษอีกตามเคย หลวงพ่อฯท่านจึงไม่ได้ลงเทศน์ช่วงเย็น ผมก็รีบกลับไปเตรียมกระเป๋าเพื่อเดินทางกลับกทม. สุดท้ายก็ไม่ได้ร่ำลาใครเป็นพิเศษเหมือนคราวก่อนครับ เพราะจะลาหมดทุกคนก็ไม่ไหว ญาติธรรมเยอะจริงๆ พออาบน้ำเสร็จ ผมก็ไปกราบลาหลวงพ่อฯท่านที่กุฏิ ท่านก็ให้ผมกับหลวงพี่เอ็กซ์ขอขมากรรมซึ่งกันและกัน(รู้สึกเลาๆตอนนั้นว่าเคยมีเรื่องมีราวกับท่านมาจากภพชาติก่อนๆ..อันนี้เท่าที่สัมผัสได้นะครับ)

จากนั้นท่านก็สนทนาอบรมสั่งสอนศาสตร์ของการโปรดสัตว์ให้ผมตัวต่อตัวอีกชั่วโมงกว่าๆ จนถึงเวลาอันควรที่จะไปขึ้นรถทัวร์ โดยเนื้อหาในรอบนี้ส่วนหนึ่งก็ว่าด้วยวิถีญาณของผมที่ชัดขึ้นมาก ท่านเรียกว่า ญาณนี้ว่า อาสวักขยญาณ ซึ่งขออภัยจริงๆ ผมก็ไม่รู้หรอกว่ามันคืออะไร แต่รู้ว่ามันฉับพลันเป็นอัตโนมติของมันเอง ไร้ร่องรอย(เพราะรุ้ก็เหมือนไม่รู้) ไม่ทิ้งค้างสัญญาให้หลงปรุงแต่งเหมือนโลกียญาณ เพราะอันนี้มันเป็นโลกุตรญาณ อันมีเนื้อหาสัจธรรมรองรับ ซึ่งผมก็อธิบายเหตุกาณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาทั้งหมดให้ท่านฟัง ท่านก็รับรองว่าเกิดจากญาณนี้ แล้วท่านก็อธิบายต่อด้วยว่า อาสวักขยญาณนี้ เป็นญาณที่ปราศจากอาสวะ เป็นญาณที่ไม่มีโมหะเจือปน จึงบริสุทธิ์ของมันเอง ไม่ก่อให้เกิดความหลงวน รู้แต่ไม่หลงรู้ จึงไม่สามารถถูกภาคอื่นๆแทรกแซงเอาได้เหมือนโลกียญาณทั่วๆไป ท่านบอกว่า พวกที่ฝึกโลกียญาณแล้วนึกเอาว่าไปเจอพระพุทธเจ้า ไปเจอเทพองค์นั้นองค์นี้ ส่วนใหญ่ถูกหลอกกันเยอะ เพราะมารที่มีบารมีมากเขาก็แทรกเอาได้ง่ายๆ ส่วน อาสวักขยญาณ นี้หลอกกันไม่ได้ เพราะเป็นเนื้อหาโลกุตระ อันนี้เองที่ทำให้ผมแยกแยะความแตกต่างระหว่างของจริงกับของปลอมได้โดยอัตโนมัติ

ตัวอย่างเหตุการณ์ที่เป็นผลจากญาณนี้ ก็คือ มีหลายๆครั้งที่อยู่ๆผมก็ให้คำขอขมากรรมสั้นๆที่ตรงกับกรรมของญาติธรรมที่ติดต่อสนทนาเข้ามา แล้วคำขอขมานั้นก็ไปเคลียร์กรรมให้ได้พอดี หรืออย่างล่าสุดกับแม่ผมเอง ผมก็นำท่านขอขมากรรมในส่วนที่ท่านติดขัดข้องคาอยู่ได้ตรงกับวิบากที่กำลังให้ผลโดยอัตโนมัติ แต่ก็รู้ว่ายังมีวิบากอีกเยอะที่ต้องช่วยท่านเคลียร์ ซึ่งญานชนิดนี้ ผมจะเอาไปใช้รู้เรื่องบ้าๆบอๆไม่ได้เลยครับ เพราะดำริขึ้นมาเองไม่ได้ ต้องปล่อยให้มันเป็นไปเองตามเหตุ ใช้ได้แต่ในกิจโปรดสัตว์เท่านั้นจริงๆ

คืนวันสุดท้ายนี้ หลวงพี่เก๋มาส่งผมขึ้นรถ VIP 32 ที่นั่งของ บขส. นั่งหลับอย่างสบาย(ถ้าไม่สบายนี่มีซวยครับ เพราะนั่งรถตลอด 3 วัน เมื่อยมากๆ วิบากตูดแบบไม่เคยเป็นมาก่อน) รถถึงกทม.ช้าไปชั่วโมงนึงเพราะฝนตกตลอดครึ่งทางที่กลับมา

สุดท้ายนี้ก็ขอน้อมกราบองค์คุณ องค์ธรรมอันไม่มีที่สุดไม่มีประมาณแห่งหลวงพ่อโพธิ์ศรีสุริยะ เขมรโต ผู้เป็นต้นธาตุต้นธรรมแห่งยุคฟื้นฟูสัจธรรมนี้ ที่เมตตาประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ถ่ายทอดศาสตร์แห่งการโปรดสัตว์อันพิสดารพันลึกอย่างไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ เพื่อเป็นประโยชน์แก่สังสารวัฏทั้งมวล อนุโมทนากับญาติธรรมทุกท่านที่ให้การสนับสนุน เกื้อกูลกิจในการเผยแพร่และโปรดสัตว์มาโดยตลอด อนุโมทนากับแม่ชีหนิงที่ช่วยดูแลที่พักและอาหารการกิน ตลอดจนความเป็นอยู่ตลอดเวลาที่อยู่วัด รวมถึงพระสงฆ์หลายๆท่านแห่งวัดร่มโพธิธรรมไว้ ณ ที่นี้ด้วย

หากผิดพลาดประการใด ก็กราบขออโหสิกรรม เอาไว้ ณ ที่นี้ด้วย

สาธุ อโหสิ อโหสิ อโหสิ

ปริ๊นซ์


No comments:

Post a Comment