Friday, September 27, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#46

การสละอย่างถึงที่สุดนั้นไม่ได้มีความยากเย็นอะไรเลย
การสละที่แท้จริงนั้นไม่เนื่องด้วยความพยายาม ความอดทน หรือตบะใดๆทั้งสิ้น
แต่การสละจริงๆนั้นคือการที่ปล่อยให้มันเป็นไปของมันเองทุกอย่างทุกเรื่อง
สละแม้กระทั่งตัวที่จะคอยเข้าไปสละบางสิ่งเพื่อที่จะเลือกอีกสิ่งที่ดีกว่า
สิ่งที่ดีกว่านั้นมันไม่มีจริงหรอก หลงอุปาทานเอาเองทั้งนั้น
ก็ไอ้การคอยไปตัดสินว่าอย่างไหนคือการสละหรือการยึดติด...
มันก็คือการเลือกหาที่ยึดโดยตัวมันเอง เป็นโมหะอุปาทานในการสละซ้อนลงไปอีก
ก็แค่สละ..มันก็ไม่มีอะไรต้องกังวลเพื่อที่จะเลือกสละอะไรอีกแล้ว


-------------------------------------------------

เห็นมีคนชอบสอนคนอื่นว่า อย่าเป็นชาล้นถ้วย
ก็ถ้าไม่ให้เป็นชาล้นถ้วย ให้ทำตัวเป็นน้ำชาพร่องถ้วย
แล้วท่านจะเอาน้ำชาแบบไหมมาเติมให้เล่า?
ชาอู่หลง? ชาอังกฤษ? ชาอะไรหรือที่ท่านมั่นใจว่าดีกับข้าพเจ้า?

โดยความเป็นจริงแล้วมันก็ไม่เคยมีใครเป็นถ้วยชาหรอกนะท่าน
มันก็มีแต่สรรพสัตว์ทั้งหลายที่หลงใช้กรรมทำกรรมและถูกกรรมปิดบังจากสัจธรรมอยู่
เขาก็ไม่เคยที่จะเป็นถ้วยชาอะไร จนกระทั่งท่านผู้รู้ทั้งหลายพยายามยัดเยียดให้เขาเป็น
แล้วก็พยายามจะเทชาของท่านลงในถ้วยที่ท่านอุปโลกน์ให้ผู้คนเหล่านั้นได้ดื่มชาของท่าน

ก็ไม่ต้องไปพยายามที่จะเทชาของท่านลงในถ้วยของใคร
เพราะแม้กระทั่งพระพุทธเจ้าก็ยังไม่ยัดเยียดให้ใครดื่มชาที่ท่านชง
แต่ทุกอย่างล้วนเป็นวาระ เป็นอธิวาสนา เป็นบุญกรรมที่ประกอบกันให้พร้อมที่จะรับธรรมและตรงต่อธรรม
ไม่มีทางที่ใครจะไปฝึกเอาหรือปฏิบัติเอาแบบไหนหรือจะทำความเข้าใจเพื่อให้เข้าถึงธรรมได้เลย

หากท่านทั้งหลายมีชาดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่มีผู้มาดื่มก็ไม่ต้องร้อนใจเร่งรีบอะไร
ไม่ต้องรีบเอาถ้วยไปยัดใส่มือใคร เพื่อให้ผู้คนทั้งหลายได้ดื่มชาที่ท่านชง
ทิ้งกาน้ำชาของท่านเอาไว้ตรงที่มันอยู่ โดยไม่ต้องใส่ใจ ไม่ต้องสนใจว่ามันจะถึงมือใคร
แล้วในที่สุด...ผู้มีวาระถึงธรรมก็จะมารินน้ำชาไปดื่มเอง ตามวาระอันควร

-----------------------------------------------

โลกวุ่นวายด้วยตัณหาของคนดี
กลุ่มคนที่มองโลกดี อยากจะให้โลกดี
ก็เลยถือโอกาสในนามแห่งความดี
เที่ยวไล่ตำหนิติเตียน วิพากษ์วิจารณ์
ตราบาป ใส่ร้ายป้ายสี ย่ำยีบีฑา คนที่ตนเห็นว่าไม่ดี
กลายเป็นคนดีไปทำกรรมไม่ดี เพื่อที่จะให้โลกมันดี...งงไหมท่านทั้งหลาย

-----------------------------------------------

ชาวพุทธทั้งหลายชอบตั้งจิตเอาว่าจะขอยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ เป็นที่พึ่งสุดท้าย
แต่กลับกันพระพุทธเจ้าท่านทรงบอกกับเราว่า ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น

แล้วอย่างนี้มันหมายความว่ายังไงหรือชาวพุทธทั้งหลาย?

พระพุทธเจ้าท่านทรงบอกกับเราว่า ธรรมทั้งหลายในโลกนี้ล้วน อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้ว
หรือแปลได้ว่า ทุกอย่างล้วนเป็นมายาสมมติทั้งหมด ไม่ต้องไปยึดมัน
สัจธรรมไม่ใช่การปฏิเสธความมีหรือไม่มี
แต่มันมีหรือไม่มีโดยสมมติเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะยึดเป็นจริงเป็นจังได้

เพราะสรรพสิ่งทั้งหลายมันเป็นเช่นนั้นอยู่เอง
เกิดดับของมันเอง ดำเนินไปของมันเอง
เป็นเช่นนั้นเอง...ไม่มีเป็นอื่น
ไม่มีความหมายอะไรในความเปลี่ยนแแปลง
ไม่มีความหมายอะไรในการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป
มันแค่เป็นเช่นนั้นของมันเอง
นับตั้งแต่อดีตกาลอันหาจุดเริ่มไม่ได้ จนถึงอนาคตที่หาจุดจบไม่เจอ

เมื่อได้ฟังความจริงดังนี้
สรรพสัตว์ทั้งหลายก็เพียงแค่วางใจ ปลงใจต่อสิ่งต่างๆเสีย
ให้มันดำเนินไปของมันเองตามเหตุปัจจัยที่มากระทบ
โดยไม่ต้องให้ค่า ให้ความหมาย ให้อนาคต ให้ความคาดหวังอะไร
เมื่อนั้นเอง ในทุกๆการกระทำหรือไม่กระทำที่ผ่านไป ก็จะไม่มีโมหะอวิชชาซ้อน
ทุกๆสภาวะธรรมที่ไร้ความยึดติดก็จะดำเนินไปตามธรรมของมันเอง เช่นนั้นเอง
หมดตัวตนซ้อนลงในสภาวะทั้งหลายที่ประชุมขึ้นเป็นกายเป็นใจเมื่อใด
ก็จะตรงต่อนิพพานทันที เป็นเนื้อหานิพพานที่ว่างจากตัวตนซ้อนลงในสภาวะใดๆอย่างแท้จริง

1 comment:

  1. ช่วงนี้กำลังเตรียมบันทึกเทปบรรยายธรรมอีกรอบครับ ก็เลยยังไม่ได้เขียนอะไรเป็นเรื่องเป็นราว อ่านสัจธรรมจาก facebook ไปพลางๆก่อนนะครับ

    ReplyDelete