Wednesday, September 11, 2013

สัจธรรมจาก Facebook#45

ความสำเร็จในชีวิตของคุณเอง แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงโซ่อีกเส้นหนึ่งที่ล่ามคุณเอาไว้กับความคาดหวังว่าชีวิตจะดีขึ้นไปกว่านี้อีก
--------------------------------------------------
อารมณ์ทั้งหลายของจิตนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสภาวะชั่วคราว
แม้แต่จิตเองก็อาศัยสภาวะอื่นในการเกิดขึ้น
และเป็นไปเพียงชั่วคราว ดับลงเมื่่อหมดเหตุ
จิตจริงๆจึงไม่มีปรากฏ เป็นธรรมอนัตตาเหมือนกับธรรมอื่นๆ

กิเลสทั้งหลายที่จรมาก็เป็นไปชั่วคราวเช่นกัน
แล้วเธอทั้งหลายจะเอาอะไรไปดับกิเลสในใจเล่า
ในเมื่อมันก็เป็นไปชั่วคราว แล้วดับลงของมันเองตามเหตุปัจจัยทั้งนั้น

ที่เธอคิดเอาว่าเราต้องกำจัดกิเลสให้หมดสิ้นไป
มันก็คือการอุปาทานเอาเอง ตอกย้ำเอาเอง เชื่อเอาเองว่าตนเองยังมีกิเลส
จากทิฏฐิความเห็นแห่งตนที่เรียกว่า สักกายทิฏฐิ

ที่เห็นว่าตนเองมีกิเลส แล้วเอาตนเองไปกำจัดกิเลส
มันก็เป็นเพียงการสาละวนอยู่กับโมหะอวิชชา
หลงทำกุศลกรรมเพื่อกลบเกลื่อนอกุศลกรรม
แล้วก็มั่นใจเอาเองว่า เรากำจัดกิเลสแล้ว จิตขาวรอบแล้ว..

แต่ไอ้ที่ "อยาก" กำจัดกิเลสมันไม่ใช่กิเลสตัณหาหรือ...เธอทั้งหลาย?
แล้วไอ้ที่ "รังเกียจ" กิเลสนี่ มันไม่ใช่กิเลสหรือ...เธอทั้งหลาย?
แล้วไอ้ที่ไปทรงสภาพจิตขาวรอบนั้น มันไม่ใช่อัตตาหรือ...เธอทั้งหลาย?
ในเมื่อจิตก็อนิจจัง ทุกขัง อนัตตาอยู่แล้วทั้งนั้น

การพยายามกำจัดกิเลสก็คือกิเลสตัณหาโดยตัวของมันเองเต็มๆ
เป็นกิเลสซ้อนบนกิเลส เป็นตัณหาซ้อนบนตัณหา อย่างไม่รู้ตัว
ยิ่งสาละวนปฏิบัติมากเท่าไหร่ก็ยิ่งเกิดกิเลสตัณหาอุปาทานมากเท่านั้น
ผู้ปฏิบัติธรรมทั้งหลายจึงไม่เคยพ้นไปจากกิเลสตัณหาอุปาทานในการทำจิตทำใจของตนเลย
กิเลสทางโลกกับกิเลสทางธรรมมันก็ไอ้ตัวเดียวกันนั่นเอง
เป็นกิเลสตัณหาที่เกิดขึ้นเพราะหลงให้ค่าความแตกต่างในสภาวธรรมที่มันไม่เคยต่างกันอยู่แล้ว
แม้จะแก้ต่างให้กิเลสด้านดีของตนเอง เพื่อความดี มันก็คือกิเลสอยู่วันยันค่ำ
เป็นกิเลสตัณหาตัวเดียวกันที่ทำให้วนเวียนเป็นสังสารวัฏอยู่จนทุกวันนี้

จะพ้นจากตัณหาหรือวิภวตัณหา จะพ้นไปจากกิเลสทั้งปวง ก็แค่ปลงในทุกสภาวะ
จะรู้ จะเห็น จะไม่รู้ จะไม่เห็น ก็ช่างมัน ปล่อยผ่าน ไม่ต้องหาความเห็นความหมาย
จนเมื่อทุกสภาวธรรมไม่ว่ากาย-จิต-คิด-จำ หมดความแตกต่างลง
กิเลสตัณหาอุปาทานที่หลงไขว่คว้าหาสิ่งที่ดีกว่าก็จะดับไปเอง
สงบรำงับไปโดยตัวของมันเอง คลายจากตัวตนในจิตเอง และที่สุดจึงดับเอง
โดยไม่ต้องพยายามไปดับจิต หรือเอาสติตัดมันแต่อย่างใด
คืนสู่เนื้อหาเดิมแท้ที่ว่างจากตัวตนอยู่แล้ว นิพพานอยู่แล้วทันที
------------------------------------------
เธอทั้งหลายที่เกิดลงมาบนโลกใบนี้
บ้างก็เกิดในศาสนาพุทธ
บ้างก็เกิดในศาสนาคริสต์
บ้างก็เกิดในศาสนาอิสลาม
บ้างก็เกิดแบบไม่ได้อยู่ในศาสนาใด
แต่ทุกชีวิตล้วนเกิดมาบนสมมติ
สมมติว่าเป็นพุทธ สมมติว่าเป็นคริสต์ สมมติว่าเป็นอิสลาม
ทั้งๆที่จริงๆแล้ว เราก็ไม่ได้เป็นอะไรมาตั้งแต่เกิด ไม่ได้มีอะไรมาตั้งแต่เกิด
และแม้กระทั่งตายไป ก็ยังเอาความมีความเป็นทั้งหลายไปไม่ได้เลย
เพราะทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นสมมติอันหาแก่นสารอะไรไม่ได้เลย

1 comment:

  1. ช่วงนี้ยังยุ่งอยู่ครับ ลง OS เรียบร้อยแล้ว แต่กำลังลงโปรแกรมที่จำเป็นอื่นๆ กับตรวจสอบระบบทั้งหมดอยู่ครับ หากท่านใดขอซีดีมาแล้วส่งให้ล่าช้าก็รอหน่อยนะครับ ส่งให้แน่ๆ แต่ใจเย็นนิดนึง

    ReplyDelete